- หน้าแรก
- ไดอารี่ของวายร้าย ทำไมเหมือนพวกนายรวมหัวกันแกงผมซะงั้น
- บทที่ 1 ข้าไม่ได้บ้าเสียหน่อย แค่กลับโลกเดิมไม่ได้เท่านั้นเอง
บทที่ 1 ข้าไม่ได้บ้าเสียหน่อย แค่กลับโลกเดิมไม่ได้เท่านั้นเอง
บทที่ 1 ข้าไม่ได้บ้าเสียหน่อย แค่กลับโลกเดิมไม่ได้เท่านั้นเอง
บทที่ 1 ข้าไม่ได้บ้าเสียหน่อย แค่กลับโลกเดิมไม่ได้เท่านั้นเอง
"ข้ารู้สึกเสียใจจริงๆ ข้าน่าจะสังหารเจ้าทิ้งเสียตั้งแต่ตอนนั้น"
"หึหึ ถึงวันนี้ข้าจะต้องตาย แต่ผู้ชนะก็คือข้า ฮ่าๆๆ..."
ซูลั่วหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะยามที่เห็นกองเลือดไหลนองอยู่เบื้องล่างร่างของคนตรงหน้า เสียงหัวเราะของเขาก็ยิ่งดังสนั่นหวั่นไหว
ทันใดนั้น เขาก็ระเบิดตัวเองตายตกไปตามกัน
ตัวร้ายที่มีวุฒิภาวะ ย่อมรู้จักรักษาศักดิ์ศรีของตนจวบจนวาระสุดท้าย
......
"ลัลล้า ลัลล้า จบเกมแล้ว~ เคลียร์เกมสักที ในที่สุดก็เคลียร์ได้แล้ว ลาก่อนนิยายขยะพรรค์นี้"
ซูลั่วไม่อาจเก็บซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ได้ แม้ตัวจะตาย แต่ก็ไม่ได้ตายสนิท
เขาเริ่มออกสเต็ปเต้นอย่างลิงโลดภายในพื้นที่ว่างเปล่าที่ระบบสร้างขึ้น
ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์แบบเครื่องจักรก็ดังขึ้น
【โฮสต์ ขออภัยเป็นอย่างยิ่ง คุณยังเคลียร์เกมไม่สำเร็จ】
"อะไรนะ? นายหมายความว่าฉันจะกลับสู่โลกความจริงได้ในวันพรุ่งนี้งั้นเหรอ? ไม่ใช่วันนี้? ฉันคิดถึงข้าวของในคอมพิวเตอร์จะแย่อยู่แล้ว รวมถึงเหล่าภรรยาในเกมของฉันด้วย"
"ระบบ ฉันไม่ได้จะคุยโวให้นายฟังนะ แต่สมัยก่อนฉันน่ะเป็นทั้งนักเดินทางผู้เป็นที่รักของทุกคนในเทย์วัต เป็นเครื่องมือเดินได้ในร้านทาร์ตไข่ เป็นดอกเตอร์ที่คาดเดาไม่ได้แห่งโรดส์ไอแลนด์ เป็นผู้บัญชาการแห่งเกรย์เรเวนและเจ็ดมหานคร เป็นหัวหน้าคุกแห่งพาททูโนแวร์ เป็นธนูแห่งกึ่งเทพในราชาเกียรติยศ..."
"ถึงภูมิหลังของฉันจะดูจับฉ่ายไปหน่อย แต่เพียงแค่สะบัดมือ ศัตรูก็มีชะตากรรมเพียงแค่โดนยำเละเท่านั้น พี่ซูลั่วของนายเทพซ่าขนาดไหน นายก็น่าจะรู้ดีนี่?"
【ไม่ โฮสต์ คุณยังเคลียร์เกมไม่ผ่าน คุณยังไม่สามารถกลับสู่โลกแห่งความจริงได้】
"อ๋อ... หรือจะเป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ฉันสามารถกลับไปพร้อมกับพลังความสามารถทั้งหมด? แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย ต่อให้ในนิยายจะเก่งแค่ไหนมันก็เป็นของปลอม ถ้าไปอยู่ในโลกจริง ฉันคงบินได้เลยมั้ง? ฉันจะได้เป็นราชาแห่งมังกรยิ้มเยาะรุ่นใหม่สินะ"
หึหึ √
ระบบ: 【...คุณบ้าไปแล้วหรือเปล่า?】
ซูลั่ว: ......
【โฮสต์...】
ซูลั่วหุบยิ้มลงทันที เขายอมรับความจริงชั่วคราวว่ายังเคลียร์เกมไม่จบ แต่ทว่าภายในใจกลับร้อนรุ่มดั่งภูเขาไฟปะทุ ปอดแทบจะระเบิดด้วยความโกรธเกรี้ยว
"ขอเหตุผลหน่อย"
รู้ไหมว่าช่วงเวลานี้ฉันใช้ชีวิตมายังไง!
ฉันเก็บทุกรายละเอียดของพล็อตเรื่องด้วยความตั้งใจ ระมัดระวัง และพิถีพิถันที่สุด!
แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ?
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันได้เป็นโรคซึมเศร้าแน่
【ในฐานะตัวร้าย คุณผ่านการเล่นซ้ำมาแล้วหลายสิบครั้ง และครั้งนี้คุณก็ดำเนินเรื่องมาจนถึงฉากจบได้สำเร็จ แต่ทว่าจากการประมวลผลของระบบ พบว่าในระหว่างดำเนินเรื่อง คุณยังไม่ได้ปฏิบัติตามพล็อตทุกจุดอย่างเคร่งครัด ดังนั้นจึงไม่สามารถนับว่าเป็นการเคลียร์แบบสมบูรณ์ได้】
ใช่แล้ว เดิมทีซูลั่วก็แค่ตะโกนว่า "เกนชิน สตาร์ท!" อยู่ที่บ้าน!
แล้วจู่ๆ เขาก็ทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้อย่างงงๆ และมีเพียงการเคลียร์เกมให้จบเท่านั้นจึงจะออกไปได้
การเคลียร์เกมมีสองรูปแบบ: หนึ่งคือการ 'เคลียร์แบบสมบูรณ์' ซึ่งมีโอกาสให้แก้ตัวหลายครั้ง แต่ต้องดำเนินเรื่องตามนิยายเป๊ะๆ ทุกกระเบียดนิ้ว
อีกรูปแบบคือ 'เคลียร์แบบหยาบๆ' ขอแค่พล็อตหลักโดยรวมเหมือนกันก็นับว่าผ่าน เกณฑ์การตรวจสอบค่อนข้างผ่อนปรน แต่มีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ซูลั่วไม่ได้เย่อหยิ่งขนาดที่จะคิดเคลียร์ให้จบในครั้งเดียว ดังนั้นที่ผ่านมาเขาจึงเลือกเส้นทางการเคลียร์แบบสมบูรณ์มาโดยตลอด
"ระบบ นายจงใจแกล้งฉันใช่ไหม? ฉันไม่ใช่เครื่องจักรนะ จะให้ทำทุกฉากเหมือนเดิมเป๊ะๆ ได้ยังไง? พอได้แล้วมั้ง"
【ขออภัยอย่างยิ่ง การประมวลผลมีมาตรฐานที่เข้มงวดมาก】
ถ้าระบบมีร่างกาย ซูลั่วคงไม่ลังเลที่จะกระโดดเข้าไปตบมันสักฉาด
หลายสิบรอบแล้วนะ!
ไอ้นิยายเฮงซวยเรื่องนี้ ตอนอ่านธรรมดาก็ว่าชวนคลื่นไส้แล้ว ยิ่งต้องมาเล่นซ้ำหลายสิบรอบ เขาบอกได้เลยว่าตอนนี้เขาขยะแขยงพล็อตเรื่องนี้เข้ากระดูกดำ
เนื้อเรื่องหลักๆ ก็แค่เล่าถึงตัวเอกที่ตบตีมอนสเตอร์ เก็บเลเวลไปเรื่อยๆ บทไหนเด่นก็เอาไปกิน บทไหนไม่มีเดี๋ยวก็มีคนหามาประเคนให้ บนเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาข่มขวัญสัตว์อสูร กำจัดคนพาล กดขี่อัจฉริยะสารพัด จนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของเผ่ามนุษย์
คนที่รู้สึกดีคือตัวเอก แต่ฉันนี่สิเป็นตัวร้าย
ฉันเป็นหินรองเท้าให้พระเอกเหยียบย่ำ โดนพระเอกตบหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน
ซูลั่วทนได้ แต่สิ่งที่ทำให้เขาพูดไม่ออกที่สุดกับนิยายเรื่องนี้คือ ทั้งที่เขียนว่าเป็นแนวฮาเร็ม แต่ตั้งแต่ต้นจนจบพระเอกไม่เคยแตะต้องนางเอกเลยสักคน
การปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดมีแค่การส่งสายตา ยิ้มชั่วร้าย ยิงฟันขาววาววับ พูดคำคมที่ฝืนลิขิตสวรรค์ ฯลฯ
ใครมันจะอยากไปดูฉากพรรค์นั้น! ไม่รู้คนเขียนคิดอะไรอยู่ หรือว่าเป็นขันทีปลอมตัวมาเขียน?
มันทำให้นักอ่านขยะแขยงจริงๆ และซูลั่วก็เป็นหนึ่งในนั้น
เขาแค่คาดไม่ถึงว่าจะต้องทะลุมิติเข้ามาในนิยายเรื่องนี้
ที่แย่กว่านั้นคือ จำตอนจบได้ไหม? พระเอกสูญเสียท่อนล่างไป
นี่ไม่ใช่ซูลั่วใส่สีตีไข่หรือมีความแค้นส่วนตัว แต่คนเขียนมันไปต่อไม่ไหว ตัดจบดื้อๆ แล้วเขียนลวกๆ ออกมา
ก่อนจากยังทิ้งทวนให้คนอ่านสะอิดสะเอียน ตอนที่ซูลั่วเห็นตอนจบนี้ เขาถึงกับทำคลิปด่าความยาวหนึ่งชั่วโมงเต็ม
ยอดวิวปาเข้าไปห้าแสน คอมเมนต์สาปแช่งคนเขียนอีกเป็นหมื่น
พอนึกถึงตรงนี้ ในเมื่อคนเขียนมันยังเทได้ ทำไมฉันจะเทบ้างไม่ได้
ทำไมฉันต้องทนรองรับอารมณ์พระเอก แถมยังต้องไปตามเลียแข้งเลียขานางเอกพวกนั้นอีก?
ซูลั่วกล่าวด้วยความสิ้นหวัง "ครั้งนี้ ฉันเลือกการเคลียร์แบบหยาบๆ"
【รับทราบ】
【เนื่องจากมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ระบบจะมอบสมุดบันทึกให้คุณหนึ่งเล่ม】
【ตราบใดที่โฮสต์เขียนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับพล็อตเรื่องลงไป คุณจะได้รับรางวัลเพื่อช่วยให้การเคลียร์เกมง่ายขึ้น สำหรับวิธีการใช้งานเพิ่มเติม กรุณาศึกษาจากคู่มือด้วยตนเอง】
【สุดท้ายนี้ ขอให้คุณโชคดี ลาก่อน】
ระบบจากไปแล้ว
เมื่อพล็อตเรื่องเริ่มขึ้น ระบบจะสูญเสียสติปัญญา เหลือเพียงฟังก์ชันช่วยเหลือพื้นฐานเท่านั้น
จากนั้น ซูลั่วก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ซึ่งหมายความว่าเขากำลังจะเข้าสู่โลกนิยายและเริ่มต้นวัฏจักรการเป็นตัวร้ายรอบใหม่อีกครั้ง
......
"ตัดใจซะเถอะ ฉันไม่มีวันชอบนาย"
มาแล้ว นี่คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง
ซูลั่วค่อยๆ ได้สติกลับมา รู้ตัวทันทีว่าเรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
สาวน้อยน่ารักตรงหน้าคือคนที่ 'ซูลั่ว' บทบาทตัวร้ายหลงรัก หัวแก้วหัวแหวนนามว่า 'หลี่ซืออี๋'
ซูลั่วทุ่มเทเพื่อเธออย่างแท้จริง พยายามสรรหาทุกอย่างมาทำให้เธอพอใจ มอบของขวัญให้ทุกวัน ยอมกระทั่งมอบทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดให้
ทว่าทุกอย่างกลับสูญเปล่า หลี่ซืออี๋ไม่ได้ชอบซูลั่วเลยแม้แต่น้อย แถมยังมองว่าความพยายามของเขานั้นน่ารำคาญและจุ้นจ้าน
ดูไม่ยากเลยว่าคาแรคเตอร์แรกของซูลั่วก็คือตัวประกอบชายผู้คลั่งรัก หรือที่เรียกกันในยุทธภพว่า 'สุนัขรับใช้' เป็นสุนัขรับใช้ตัวพ่อเสียด้วย
และเมื่อครู่นี้ ซูลั่วต้องการมอบ 'โอสถชำระไขกระดูก' ที่บิดาให้มา แก่หลี่ซืออี๋
เพียงแต่หลี่ซืออี๋ไม่มีความซาบซึ้งใจเลยสักนิด ความรังเกียจบนใบหน้าของเธอไม่ถูกปิดบังอีกต่อไป
ซูลั่วสวมบทบาททันที เขายกมือกุมหน้าอกข้างซ้าย แสดงสีหน้าเจ็บปวดและสับสน
"ไม่... ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมรับข้า ข้ามีตรงไหนไม่ดีพอหรือ?"
"ไม่มีเหตุผลอะไรทั้งนั้น ข้าแค่รู้สึกว่าเจ้าน่ารำคาญมาก ต่อไปอย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก"
หลี่ซืออี๋ไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว พูดจบเธอก็สะบัดหน้าเดินจากไปทันที
"ม่ายยยย!!!"
เสียงกรีดร้องของซูลั่วแหบพร่า ราวกับคนสิ้นเนื้อประดาตัวที่สูญเสียทุกอย่าง
"ขาดเจ้าไปแล้วข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร!"
ซูลั่วตะเกียกตะกายวิ่งตามหลี่ซืออี๋ไป ล้มลงในจังหวะที่เหมาะสมแต่ก็ยังพยายามคลานตามไป
แต่เธอจะหยุดรอได้อย่างไร?
"หลี่ซืออี๋... ซืออี๋ของข้า!"
ซูลั่วร่ำไห้อย่างหนัก หากไม่ใช่เพราะน้ำตามันไหลยาก เขาคงร้องไห้ออกมาจริงๆ ไปแล้ว
หลี่ซืออี๋ยังคงเย็นชา และหายลับไปจากสายตาของซูลั่วอย่างรวดเร็ว
"ฮือ... ฮือ..."
เอาล่ะ ประมาณนี้ก็น่าจะพอแล้ว
ซูลั่วหยุดชะงักกึก เก็บสีหน้าฟูมฟายกลับคืนทันที
เขาลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามตัว
"กลับบ้าน"
ซูลั่วฮัมเพลงเบาๆ แล้วเดินจากไป ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนที่ผ่านไปมาต่างพากันงุนงง
คนป่วยหรือเปล่านะ?
ทำไมหนุ่มสาวสมัยนี้ถึงเข้าใจยากนัก?
เมื่อกี้ยังร้องไห้จะเป็นจะตาย เผลอแป๊บเดียวกลับมาเป็นปกติ เปลี่ยนหน้าไวยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ซูลั่วไม่สนสายตาชาวบ้านเลยสักนิด ในเมื่อเลิกแสดงแล้ว เขาไม่อยากเล่นบทเสริมนอกเวลางาน
เขาเอือมระอากับพล็อตเน่าๆ นี้เต็มทน
คิดว่าฉันอยากเอาใจหลี่ซืออี๋จริงๆ หรือไง? ถ้าไม่ใช่เพราะบทบาทบังคับ ฉันคงด่าใส่หน้าเธอไปแล้วว่า: เธอมันก็แค่ตัวตลก
ใครอยากจะรับใช้เธอก็เชิญเถอะ
ซูลั่วกลับมาถึงบ้าน ไม่มีใครไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ในฐานะคนไร้ค่า เขาไม่ค่อยได้รับความสำคัญในบ้านนัก
หลักๆ ก็มีแค่สาวใช้คนเดียวที่คอยดูแลซูลั่ว
ทว่าฐานะของเขาก็ไม่ได้ต้อยต่ำ เขาเป็นถึงบุตรชายของผู้นำตระกูลซู หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองวายุสารท
แม้จะมีพรสวรรค์ย่ำแย่ วันๆ ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แถมยังรับจ็อบเป็นสุนัขรับใช้สาวงาม
แต่ด้วยฐานะเพียงเท่านี้ ก็ดีพอที่จะทำให้เขาเดินกร่างไปทั่วเมืองวายุสารทได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลซูในเวลานี้เข้มแข็งมาก แสดงท่าทีข่มอีกสองตระกูลใหญ่อย่างเห็นได้ชัด
เรียกได้ว่ากำลังรุ่งโรจน์สุดขีด
ซูลั่วไม่สนใจเรื่องพวกนี้ สิ่งสำคัญตอนนี้คือสมุดบันทึกที่ระบบให้มามันใช้การได้จริงหรือไม่
แม้ระบบจะไม่เคยหลอกเขา แต่ก็ไม่เคยช่วยอะไรเขามากนักเช่นกัน
เขาหวังว่าครั้งสุดท้ายนี้ ระบบจะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้าง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะดูมุมไหน มันก็เป็นแค่สมุดบันทึกธรรมดา ยกเว้นความสามารถที่เรียกออกมาและเก็บกลับไปได้ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เขามั่นใจได้ว่าคนอื่นจะมองไม่เห็น
แง่หนึ่งก็ถูก ใครมันจะเขียนไดอารี่ให้คนอื่นอ่านกันล่ะ?
【ลืมวันเดือนปี สภาพอากาศแจ่มใส】
【เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง วนเวียนมาหลายสิบรอบ แต่ครั้งนี้ในที่สุดมันก็จะจบลงสักที ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว มันก็คือการปลดปล่อย มีความสุขจัง】
【แถมครั้งนี้ยังมีดัชนีทองคำที่ระบบมอบให้ บวกกับความเข้าใจในพล็อตเรื่องของฉัน กล้าพูดได้เลยว่าต่อให้เล่นแบบอู้งานก็ยังผ่านได้ ยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่】
【......แต่ทว่า ฉันดันนึกเรื่องเลวร้ายขึ้นมาได้อย่างหนึ่ง】
【พล็อตแรกคือวันเกิดของหลี่ซืออี๋ในวันพรุ่งนี้】
【ไม่ต้องสงสัยเลย พรุ่งนี้ฉันต้องไปรับจ็อบเป็นไอ้หน้าโง่ตามตื๊อชาวบ้านอีกแล้ว อารมณ์บูดขึ้นมาทันที】
【คิดว่าฉันชอบยัยนั่นเหรอ?】
【เขาว่ากันว่า 'ผมยาวปัญญาตื้น' แต่ยัยนี่นมก็ไม่มี สมองก็ไม่มา ความสามารถก็งั้นๆ แต่ดันหลงตัวเองชะมัด】
【ตระกูลหล่อนรวยเท่าตระกูลฉันไหม? ฐานะสูงส่งเท่าฉันหรือเปล่า? มีดีแค่หน้าตาสวยหน่อย ทำมาเป็นวางมาด ไม่ดูเงาหัวตัวเองเลย】
【ฉันจะไปชอบคนแบบนี้ลงได้ยังไง เป็นสุนัขรับใช้... มีข้าวดีๆ ให้กินดันชอบไปกินอาจม? แหวะ...】
【เฮ้อ เป็นครั้งแรกที่มีดัชนีทองคำและกลไกการเคลียร์ที่ผ่อนปรน เรื่องน่ายินดีสองอย่างมาบรรจบกัน ความสุขทั้งสองนี้น่าจะนำมาซึ่งความปิติยิ่งกว่า】
【สิ่งที่ฉันควรได้รับ น่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขดุจความฝัน...】
【แต่ทำไม... ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้...】
【ไม่สิ ไม่ได้ ฉันจะพูดจาท้อแท้ไม่ได้ หนทางสู่การเคลียร์เกมอยู่ตรงหน้าแล้ว ฉันต้องเดินไปให้สุดทางด้วยรอยยิ้ม】
【เหล่าภรรยาในเกมยังรอฉันอยู่ ไม่รู้ป่านนี้แพทช์ไปถึงเวอร์ชันไหนแล้ว เซิร์ฟเวอร์จะปิดไปหรือยัง】
【เอาวะ ขอแค่ทนหลี่ซืออี๋ในวันพรุ่งนี้ได้ ต่อไปจะเจอคนงี่เง่าแค่ไหนในโลกนี้ ฉันก็ทนได้หมด】
ซูลั่วเดิมทีคิดว่าจะเขียนอะไรไม่ได้มาก กลัวจะไม่มีอะไรเขียน
ไม่นึกเลยว่าพอเริ่มจรดปากกา เขากลับรู้สึกเหมือนหยุดไม่ได้ แต่จะเขียนระบายไร้สาระแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ คงไม่ดีแน่
【กลับเข้าเรื่อง เป้าหมายของพล็อตวันพรุ่งนี้คือ 'การถอนหมั้น'】
【เมื่อก่อน การเคลียร์แบบสมบูรณ์มีข้อกำหนดเรื่องคำพูดและการกระทำที่สูงลิบลิ่ว แต่ตอนนี้ฉันไม่สนแล้ว แค่ทำให้การถอนหมั้นสำเร็จก็นับว่าผ่าน ง่ายกว่าเยอะ】
【เป็นที่รู้กันทั่วเมืองวายุสารทว่า ตระกูลซูและตระกูลหลี่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด และแน่นอนว่ามีการหมั้นหมายกันมาตั้งแต่รุ่นก่อน】
【ด้วยเหตุที่ฉันตามจีบหลี่ซืออี๋ไม่ติดเสียที ฉันจึงเกิดความโกรธและความอับอาย จนในวันพรุ่งนี้ ต่อหน้าแขกเหรื่อมากมาย ฉันจะยกเอาสัญญาหมั้นหมายในวัยเด็กขึ้นมาอ้าง เพื่อบีบบังคับให้หลี่ซืออี๋ยอมจำนน】
【แต่หลี่ซืออี๋จะยอมตกลงได้ยังไง? ไม่เพียงแต่ไม่ตกลง เธอยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงขั้นประกาศว่ายอมตายดีกว่าแต่งงานกับฉัน】
【นี่ถือเป็นการตบหน้าตระกูลซูอย่างจัง แถมยังทำต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติมากมาย คาดเดาได้เลยว่าไม่เกินวันพรุ่งนี้ ทั้งเมืองคงรู้เรื่องฉัน เรื่องตัวตลกอย่างฉัน】
【คนของตระกูลซูที่อยู่ในงานต่างหน้าดำคร่ำเครียด ถึงฉันจะไร้ค่า แต่ฉันก็ยังเป็นคนตระกูลซู อาศัยความสัมพันธ์อันดีมาตบหน้ากันฉาดใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ?】
【ทันใดนั้น บรรยากาศก็ตึงเครียดขึ้นมา ลองทายซิว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ?】
【แน่นอน ฉันรีบปอดแหก วิ่งแจ้นเข้าไปคุกเข่าอ้อนวอนขอให้หลี่ซืออี๋ยกโทษให้ บอกว่าเมื่อกี้พูดไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ ฉันจะไม่บังคับเธออีกแล้ว ได้โปรดอย่าเมินฉันเลย...】
【เอาเป็นว่า ฉันแสดงท่าทีต่ำต้อยด้อยค่าที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่สนใจความรู้สึกของคนตระกูลซูที่ยืนอยู่ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย คำว่า 'เพื่อนร่วมทีมหมูสนาม' มันเกิดมาเพื่อคนอย่างฉันนี่แหละ ขนาดฉันเองยังขยะแขยงการแสดงของตัวเองเลย】
【นอกเรื่องอีกแล้ว การจัดฉากให้ฉันทำแบบนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อให้ฉันพูดประโยคเท่ๆ อย่าง 'สามสิบปีบูรพานที สามสิบปีประจิมนที' แต่เพื่อปูทางให้พระเอก 'หลินซวน' ต่างหาก】
【เวลานั้นหมอนั่นอยู่ที่ไหน? ทันทีที่ฉันยกเรื่องสัญญาหมั้นขึ้นมาบีบคั้นหลี่ซืออี๋ เขาก็ขมวดคิ้วแล้วถอยไปหลบหลังฝูงชนอย่างเงียบเชียบ】
【ใช่แล้ว เขาไม่ได้ออกมาช่วยทันที แต่เป็นเพราะตัวตนบางอย่างในตัวเขาสัมผัสได้ถึงสมบัติวิเศษ จึงเตือนเขา】
【ไม่มีใครคาดคิดว่า บรรพชนตระกูลหลี่จะเอาสมบัติไปซ่อนไว้ใต้โต๊ะ ทำเนียนเป็นที่รองขาโต๊ะ】
【หลินซวนฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนกำลังชุลมุน แอบฉกสมบัติไป แล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมาหน่อยๆ มโนธรรมในใจสะกิดนิดๆ สุดท้ายเลยยอมโผล่หัวออกมาช่วยหลี่ซืออี๋】
【คนตระกูลหลี่ในตอนนั้นไม่สามารถยื่นมือเข้ามาแทรกแซงได้โดยตรง เพราะอาจนำไปสู่สงครามระหว่างสองตระกูล แต่หลินซวนนั้นต่างออกไป เขาเป็นแค่คนผ่านทางที่ไม่มีใครรู้จักหัวนอนปลายเท้า แถมยังเป็นเด็กรุ่นหลัง จึงเหมาะเหม็งที่จะออกหน้า】
【หลินซวนเสนอให้ฉันดวลเพื่อยุติเรื่องนี้ ซึ่งฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ แล้วก็แพ้ไปตามระเบียบ】
【จังหวะนี้เอง หลินซวนก็ยิ้มมุมปากอย่างชั่วร้าย ค่าความประทับใจของหลี่ซืออี๋ก็พุ่งพรวดพราดราวกับคนเสียสติ อ้อ ยัยนั่นเดิมทีก็ไม่ค่อยจะมีสติปัญญาอยู่แล้ว ช่างมันเถอะ】
【หลินซวนเลยได้ทั้งสาวงามและชื่อเสียง รู้สึกฟินไปเลย】
【ส่วนฉันผู้น่าสงสาร ไม่เพียงแต่โดนฉีกหน้ากลางธารกำนัล แต่ยังโดนซ้อมจนน่วมอีก】
【ใครบอกว่าสมัยนี้คนโดนถอนหมั้นจะเป็นพระเอก?】
【เฮ้อ เอาเถอะ เขียนแค่นี้ก่อน รอให้พล็อตพรุ่งนี้มาถึง รีบๆ ทำให้จบ จะได้รีบเลิกงาน】
【ซวยชะมัด】