เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 61 - ฉันแบกเอง (9) [อ่านฟรีวันที่ 15/10/61]

บทที่ 61 - ฉันแบกเอง (9) [อ่านฟรีวันที่ 15/10/61]

บทที่ 61 - ฉันแบกเอง (9) [อ่านฟรีวันที่ 15/10/61]


บทที่ 61 - ฉันแบกเอง (9)

 

ดันเจี้ยนสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธ์มันมีสัตว์หลากหลายชนิดและมีระดับต่างๆที่ต่างกันออกไปทำให้ยูอิลฮานไม่ได้เบื่อเลย แต่ว่าในดันเจี้ยนที่จีนที่มีชื่อว่าเคร๊กน่า เขาเข้ามานี้มันมีแต่มอนสเตอร์ที่มีสีเทาขี้เถ้าบนใบหน้าของพวกมันดูไม่ต่างไปจากภาพวาดของมัคเลย พวกมันได้เดินไปรอบๆอย่างเคร่งขรึม

พวกเคร๊กน่ามันมีพลังเวทย์อยู่ในกระดูกโลหะของพวกมันและมันก็ยังมีความสามารถในการคายพลังที่เก็บเอาไว้ออกมาใส่ศัตรู

ในเวลาปกติพวกมันจะขยับอย่างช้าๆ แต่ว่าเมื่อพวกมันเจอเข้ากับศัตรูมันจะร้องออกมาจนสุดเสียงเพื่อเรียกพรรคพวกของมัน และโจมตีศัตรูของพวกมันด้วยกระสุนเวทย์ที่ไม่สิ้นสุดลง

ยังไงก็ตามมันก็มีองค์ประกอบที่ทำให้พวกมันสู้อย่างป่าเถื่อนและจบการต่อสู้อยู่อย่างรวดเร็วนั่นก็คือในตอนที่มันต้องเห็นศัตรูและดึงเอาพลังเวทย์โยนไปใส่ศัตรูดังนั้นหากพวกมันสู้เป็นเวลานานจะทำให้กระดูกค่อยๆหมดพลังลงไป เป็นปกติที่คุณภาพของกระดูกมันก็จะต่ำลงไปเรื่อยๆและในท้ายที่สุดก็จะไร้ประโยชน์

นี่เป็นเพียงส่วนเดียวของเคร๊กน่าที่สามารถจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ซึ่งแม้ว่ามันจะมีเลเวลต่ำแต่ว่ากระดูกของพวกมันก็ทนทานอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะแบบนี้เองทำให้คนที่ไม่ได้มีความมั่นใจในการล่าพวกมันอย่างรวดเร็วด้วยปืนจึงเลือกที่จะไม่เข้ามาในดันเจี้ยนนี้แม้ว่าจะพบมันก็ตาม นี่เป็นคำอธิบายของเอิลต้าที่บอกกับเขามา

แต่ว่ามันก็เห็นได้ชัดว่าเรื่องพวกนี้มันไม่มีความหมายอะไรกับยูอิลฮานเลยสักนิด

[คุณได้รับค่าประสบการณ์ 335,989]

[คุณได้รับบันทึกเคว๊กน่าเลเวล 54]

มันไม่มีมอนสเตอร์ตัวใดที่จะสามารถเห็นการปกปิดตัวตนของยูอิลฮานได้ เพราะแบบนี้เองทำให้งานทุกๆอย่างในดันเจี้ยนเป็นไปอย่างสบายๆ มันจะมีอะไรที่ง่ายและสบายไปกว่านี้อีกไหม?

ยังไงก็ตามมันก็มีข้อจำกัดเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะชอบการทำงาน แต่ว่าเขาก็เกลียดการทำงานที่ไม่ได้อะไร ยูอิลฮานได้ฆ่าเคว๊กน่าตัวที่ 523 ด้วยการโจมตีที่เผลอและบ่นออกมา

"เป็นงี้ไม่ได้แล้ว ฉันจะมาเสียเวลาทำอะไรที่เปล่าประโยชน์แบบนี้ได้อีกต่อไปแล้ว"

[มันเป็นเพราะว่าคุณพัฒนาเร็วเกินไป สิ่งนี้มันเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับการล่าวัตถุดิบสำหรับคุณ] (เอิลต้า)

เหตุผลที่ยูอิลฮานมาที่นี่ก็เพราะเขามาหาวัตถุดิบในการทำอาวุธเวทย์ให้คังมิเรย์ ซึ่งในเป้าหมายนี้มันได้เสร็จตั้งแต่ที่เขาฆ่าตัวที่สามไปแล้ว ดังนั้นหากเขาไม่เป็นมีเป้าหมายในค่าประสบการณ์งั้นการที่เขาจะกลับไปก็คงไม่มีใครจะมาว่าอะไรได้

ยังไงก็ตามเนื่องจากเขาตัดสินใจจะทำมันแล้ว เขาก็ต้องการจะทำอาวุธที่ดี

"มันไม่มีบอสหรอ?"

[คุณไม่คิดว่ามอนสเตอร์ระดับบอสจะปรากฏตัวในทุกๆดันเจี้ยนใช่ไหม?] (เอิลต้า)

"ฉันคิดว่าฉันจะต้องทำอาวุธระดับตำนานได้ถ้าฉันมีกระดูก...."

เธอได้บอกว่าราคามันจะเป็นไปตามความสามารถของอาร์ติแฟค ดังนั้นเขาจะต้องได้เงินจำนวนมากแน่ แต่ยังไงก็ตามเอิลต้าได้ตะโกนออกมาอย่างตกใจ

[คุณกำลังคิดจะทำให้เธอถังแตกหรอ? ไม่สิ เธออาจจะขอแต่งงานกับคุณและจ่ายด้วยชีวิตทั้งชีวิตของเธอ]

"เอิลต้าฉันว่าเธอเป็นเอาหนักแล้วนะ"

[ฉันเป็นปกติมากๆ!] (เอิลต้า)

ถ้าหากว่านี่มันเป็นเกมหรือในนิยายแฟนซีงั้นบอสก็จะออกมาในส่วนท้ายของดันเจี้ยน วิกฤติการณ์แบบฉับพลัน! ตัวเอกก็จะต้องต่อสู้ท่ามกลางความตกใจและความกลัว

แต่ปัญหาก็คือคนที่ไม่ใช่ตัวละครหลักก็จะต้องตายไปในช่วงวิกฤตินั้นและตัวเอกก็จะรู้สึกเสียใจและรู้สึกว่าจะต้องรับผิดชอบในการตายของเพื่อนด้วยการพัฒนาตัวเองขึ้นไป แต่ยังไงก็ตามดันเจี้ยนมันไม่น่าจะเป็นแบบนี้

ความเป็นจริงมันโหดร้าย หากว่ามันไม่มีมอนสเตอร์กลายพันธ์หรือดันเจี้ยนมีมานาอยู่ไม่เพียงพอบอสมอนสเตอร์ก็จะไม่เกิดขึ้นมา มันอาจจะใช้เวลาไม่นานนักแต่อย่างน้อยในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแบบนั้นในดันเจี้ยนนี้

แต่เรื่องนี้มันก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนส่วนใหญ่เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะเจอกับมอนสเตอร์ระดับสูงในดันเจี้ยน

สมมติว่าดันเจี้ยนนี้จำกัดการเข้าที่เลเวล 50 ตามปกติแล้วคนที่จะเข้ามาก็จะจำกัดอยู่ในช่วงประมาณ 60 ส่วนคนที่เลเวลสูงกว่านี้ก็ไปหาดันเจี้ยนอื่นที่เหมาะสมกับเลเวลของพวกเขาไปแล้ว

ยังไงก็ตามในตอนที่บอสของดันเจี้ยนปรากฏออกมาการที่มันออกมาเป็นเลเวล 80 มันปกติมากและหากว่าโชคร้ายมันก็อาจจะเป็นเลเวล 90 และถึงแม้ว่ามันจะเป็นไปได้ยากแต่ก็อาจจะมีคลาส 3 ปรากฏออกมาด้วยซ้ำไปซึ่งยูอิลฮานก็เคยเจอมาแล้ว

เอาเถอะ หากว่าพวกเขาฆ่าบอสได้งั้นพวกเขาก็จะได้รับค่าประสบการณ์และสินสงครามจำนวนมาก แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรที่มันมีค่าไปมากกว่าชีวิตอยู่แล้ว เพราะแบบนี้คนจึงไม่เคยต้องการเจอบอสเลย พวกเขาต่างก็ภาวนาให้ไม่เจอมันและหากเจอก็วิ่งหนีในทันที

เพราะแบบนี้เองบอสจึงไม่ได้มีตัวตนอยู่เพื่อถูกคนล่า

พวกมันมีตัวตนอยู่เพื่อให้ผู้คนวิ่งหนีไปในทันทีที่เจอ

[ฉันกำลังจะบอกว่าโอกาสที่บอสจะโผล่ขึ้นมามันต่ำมากๆ ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วนะ] (เอิลต้า)

ต้องขอบคุณคำอธิบายง่ายๆนี้ของเอิลต้าได้ทำให้ยูอิลฮานต้องหยักหน้ารับอย่างทำอะไรไม่รู้ แต่ว่ามีคำอธิบายบางคำที่ทำให้เขาชั่งน้ำหนักอยู่ในหัว

"ทำไมเธอถึงได้เน้นคำว่า 'ปกติล่ะ' มันมีในบางช่วงที่จะมีคนที่เลเวลสูงๆไปที่ดันเจี้ยนเลเวลต่้ำๆหรอ"

ดันเจี้ยนมันไม่ได้แตกต่างไปกับกับดักของมอนสเตอร์ที่ทำขึ้นจากการใช้พลังของสวรรค์เลย การที่คนสามารถจะล่ามอนสเตอร์ได้ตามเลเวลอย่างปลอดภัยก็ต้องขอบคุณสิ่งนี้ แต่แล้วทำไมล่ะ?

[อ่า ถ้าหากว่าคุณไปโลกอื่น งั้นคุณก็จะรู้] (เอิลต้า)

"เธอกำลังพยายามอยากจะสู้กับฉันใช่ไหม? รออีกเดี๋ยวให้ฉันการเป็นสิ่งมีชีวิตระดับสูงก่อนเถอะนะ"

[....ก่อนที่โลกจะเจอกับหายนะครั้งใหญ่ครั้งที่สองมันจะไม่เป็นไร]

ไม่ว่ามันจะเป็นครั้งที่สองหรือครั้งที่สามเขาก็ไม่ได้สนใจอะไรเว้นเสียแต่ว่าเขาจะกลายเป็นคนที่ถูกทิ้งอีกครั้งเท่านั้น ยูอิลฮานก็แค่หยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจและตัดเคว๊กน่าที่อยู่ใกล้ๆ ในตอนนี้เองได้มีการเปลื่ยนแปลงเล็กๆเกิดขึ้น

[คุณได้รับค่าประสบการณ์ 359,998]

[สกิลผู้สะสมความตายได้กลายเป็นเลเวล 10 ในตอนนี้คุณสามารถจะเข้าใจในความคิดของคนตายที่หลงเหลืออยู่ในพลังชีวิตได้]

สกิลนักสะสมความตายเป็นสกิลที่ยูอิลฮานได้รับมาหลังจากที่กลายเป็นยมทูตมือใหม่ และมันทำได้เพียงสะสมพลังชีวิตของคนที่ยูอิลฮานฆ่าเท่านั้น มันไม่มีประโยชน์อย่างอื่นเลย

การสะสมพลังชีวิตมันไม่ได้หมายความว่าพลังเวทย์ของเขาจะเพิ่มขึ้นเลยสักนิด เขาเพิ่งจะได้รับอาร์ติแฟคแปลกๆที่จะดูดควันสีขาวจางๆที่ปรากฏออกมาในตอนที่เขาฆ่าสิ่งต่างๆ แต่ว่ามันก็ใช้อะไรไม่ได้อีก

เขาก็แค่คิดเอาไว้ว่ามันจะกลายเป็นมีประโยชน์มากขึ้นในตอนที่เขากลายเป็นยมทูตเต็มตัวในคลาสที่ 3 และเรียนสกิลใช้งานหลังจากใช้มานาได้

การเก็บพลังชีวิตมันไม่ได้มีอันตรายใดๆและมันก็ยังเป็นสกิลติดตัวเขาก็เลยไม่คิดจะหยุดการทำงานของมันเขาแค่ปล่อยมันไว้เฉยๆเท่านั้นเอง

ยังไงก็ตามในตอนที่สกิลนี้ได้มาถึงเลเวล 10 ความคิดของยูอิลฮานก็ได้เปลื่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

[ก๊าซซซซซซซ]

[กี๊ซซซซซ]

[ก๊าาาาาาาาาา]

"อึก!"

เขาไม่สามารถจะเอาชนะในเสียงตะโกนกับเสียงกรีดร้องที่จู่ๆมาดังก้องในหูเขาได้ทำให้ยูอิลฮานได้จับที่หัวตัวเองและจบด้วยการลงไปสั่นอยู่บนพื้น

[กี้!!!]

[กรรร กรรรรรรรร!]

[....ฆ่า ข้า... โลก...]

[ก๊าซซซซซซซ]

[แมงเม่าเวรเอ้ย!]

[ยูอิลฮานเป็นอะไร? ยูอิลฮาน!]

"เวรเอ้ย ฉันไม่รู้เลยสักนิด"

สิ่งทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นแค่ในหัวของยูอิลฮานเท่านั้นทำให้เอิลต้าเข้าใจในสถานการณ์ไม่ได้เลย เธอได้แต่หวังว่าเขาจะทนมันไหว

[ก๊าาาาาาา]

[ขอ... ....เลือดดด....]

[ชาวโลกที่โสมนกล้าที่จะทำแบบนี้กับข้าดากี้ วอน อิลาสต้าผู้ยิ่งใหญ่]

ยูอิลฮานได้ฝืนทนกัดฟันตัวเองเอาไว้ตลอดเวลา สติของเขาพร่ามัวไปเพราะเสียงพวกนี้

'ใจเย็นยูอิลฮาน ไม่ว่ายังไงสิ่งพวกนี้คือสิ่งที่ตายไปแล้ว'

พวกนี้คือคนตายที่ยูอิลฮานได้พรากชีวิตไป

นอกไปจากนี้เจ้าพวกนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าความคิดที่ติดมากับพลังชีวิต

มันน่ารำคาญเล็กน้อยแต่ว่าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวมันอีกต่อไป

[กี๊ซซซซซซ]

[ได้โประ... โลก... ช่วย....]

[จักรวรรดิจะไม่...]

'เงียบไปซะ!'

เขารู้สึกว่าเขาจะบ้าไปแน่หากเขาได้ฟังเสียงของจอมเวทย์ไปมากกว่านี้ทำให้เขาตะโกนอยู่ภายในใจ

ยังไงก็ตามในตอนที่เขาได้ตะโกนออกมาเสียงดังวุ่นวายก็ได้ดับลงไป

[สกิลผู้สะสมความตายได้กลายเป็นเลเวล 11]

"บ้าอะไรเนี้ย...."

มันดูเหมือนว่าการทรมาณในรูปแบบของเสียงที่เขาเพิ่งจะเจอมามันจะเป็นพิธีที่ทุกๆคนที่มีสกิลผู้สะสมความตายจะต้องผ่านมันไป เขาน่าจะรู้ตั้งแต่เห็นคำว่า 'ยมทูต' แล้วว่าคลาสนี้มันเป็นคลาสที่แปลกประหลาดที่สุด

[คุณได้ยินความคิดของพวกคนที่คุณฆ่าหรอ? การที่คุณทนมันเอาไว้ด้วยแค่พลังใจนี่มัน... คุณไม่เป็นไรนะ?] (เอิลต้า)

"ยังไงพวกนั้นก็ตายไปแล้ว"

ทำไมเขาถึงได้สกิลที่ไร้ประโยชน์แบบนี้มากันนะ! สำหรับตอนนี้เสียงพวกนั้นได้สงบลงไปแล้ว แต่ว่าความคิดนี้ก็อาจจะดังขึ้นมาอีกเว้นเสียแต่ว่ามันจะถูกลบไปโดยสมบูรณ์ เมื่อคิดมาถึงในจุดนี้ทำให้เขาเริ่มรำคาญขึ้นอีกครั้ง

เขายังคิดแม้กะรทั่งว่าเขาอาจจะต้องตะโกนในสมองจนเป็นปกติและสกิลที่ชื่อว่าผู้สะสมความตายอาจจะเป็นบทลงโทษของคลาสยมทูตมือใหม่ที่มีพลังที่แข็งแกร่งก็ได้

ยังไงก็ตามในเวลาต่อมาเขาก็ได้คิดย้อนกลับไป

[คุณได้ยิน... เสียงของฉัน?]

"..."

ยูอิลฮานได้เงียบลงไปทันทีที่ได้ยินเสียงเบาๆของหญิงสาว เมื่อเขาได้เห็นเอิลต้าลอยอยู่หลังจากที่ออกมาจากหัวของเขาเธอก็ไม่ได้ดูต่างปกติแล้ว เธอได้หันหน้าหลบสายตาของเขา

[ไม่ใช่ว่าฉันห่วงคุณนะ ฉันก็แค่ถามเพราะว่าความคิดของคนตายมันรุนแรงเป็นปกติและคุณอาจจะได้รับอาการบาดเจ็บที่ถาวร] (เอิลต้า)

"อ่อ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะ"

[อ๊าาาาา] (เอิลต้า)

แน่นอนเขารู้ว่าเอิลต้าไม่ใช่คนพูด

ใครสักคนที่เขาได้ฆ่าไปได้มีคนที่พูดในภาษามนุษย์ได้และน่าจะมีความสวยงา เขาคิดได้เพียงแค่คนเดียว

[ฉันมีเรื่องจะขอคุณ ได้โปรดแค่สักครั้ง...]

"ฟู่ววววว"

เมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีมอนสเตอร์เหลืออยู่รอบๆแล้วยูอิลฮานได้ถอนหายใจออกมาและนั่งลงก่อนจะเปิดปากขึ้นมา

"เธอจะขออะไรงั้นหรอเรต้าคาร์อิฮ่าห์?"

[คุณเพิ่งจะพูดอะไรนะยูอิลฮาน?] (เอิลต้า)

ในตอนที่เอิลต้าได้เปิดต่างกว้าง ภายในสมองของยูอิลฮานก็ได้เกิดการสั่นเบาๆที่เขารู้สึกได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าเนื้อหามันรุนแรงยิ่งกว่าเสียง

[ฉันไม่สามารถจะปิดกันได้แม้ด้วยร่างทั้งหมดของฉัน... ได้โปรดช่วยแก้แค้นเผ้ามังกรเพื่อฉันที!] (เรต้า)

ในระหว่างที่ยมทูตมือใหม่ยูอิลฮานกับเบรกเกอร์กำลังคุยกันอยู่นี้ ทางสรรค์ก็ได้เริ่มลงโทษทูตสวรรค์ที่ปกปิดดันเจี้ยนเอาไว้

[หยุดการทำงานเป็นเวลาห้าพันปีมันยังไม่พออีกหรอ?]

[ประหาร!]

ได้มีคนที่นั่งอยู่ได้ประท้วงในการลงโทษนี้นั่นก็คือลิต้า

[การปกปิดดันเจี้ยนมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ ถ้าหากว่าเราหามันไม่เจอโลกก็จะต้องล่มสลายแน่]

[นี่มันเป็นบาปที่หนักหนา]

[ทำไมคุณถึงทำแบบนั้นล่ะ? มันมีอะไรดีบนโลกหรอ? คุณซ่อนขนมหรืออะไรแบบนี้หรือยังไง?]

เมื่อเห็นว่าก็มีทูตสวรรค์หลายๆคนเห็นด้วยกับลิต้าทำให้ประธานครางออกมา

[แต่ว่าการลดกำลังคนของกองทัพสวรรค์มันก็ไม่ใช่เรื่องฉลาดเลยนะ ทูตสวรรค์แต่ล่ะคนของเรามีค่ามาก]

[เราจำเป็นต้องกำจัดส่วนเน่าเสียออกไป ก่อนที่ทุกๆอย่างจะเน่าตามๆกันไปนะ]

นี่เป็นเสียงของทูตสวรรค์อีกคนหนึ่งและไม่ใช่ลิต้าด้วย คนๆนี้เป็นผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์ที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าลิต้าและในมือของเธอก็มีหอกที่ส่องแสงออกมาราวกับว่าฉันจะเจาะหัวใจของคนบาปได้ทุกเมื่อ

[เขาได้ทำบาปที่ขัดกับกฏการกระทำของทูตสรรค์ แค่เพราะว่าเราขาดกองกำลังเราเลยจะปล่อยคนๆนี้ทิ้งเอาไว้เหมือนระเบิดเวลางั้นหรอ?]

[ยังไงก็ตาม]

[คุณก็เป็นคนทรยศด้วยงั้นหรอ?]

เสียงที่มั่นคงของเธอไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรเลยสักนิด ถ้าหากว่าประธานหยักหน้าผิดงั้นหอกของเธอก็จะต้องแทงเข้าไปในหัวใจของประธานทันทีแน่ๆ

ประธานได้ส่ายหัวออกมา

[ช่วยลดการแยกฝั่งอย่างชัดเจนของเธอลงด้วย การไม่ผ่อนปรนของเธอมันไม่เหมาะสมกับสิ่งมีชีวิตชั้นสูง]

[มันก็ดีกว่าการเสียทุกๆอย่างไปเพราะการผ่อนคลายนั่นแหละ นอกไปจากนี้ในการตัดสินดีชั่วแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นสูงหรือต่ำมันก็ไม่ได้ต่างกัน]

ทูตสวรรค์ได้เล็งหอกของเขาไปที่คนบาปที่กำลังถูกมัดเอาไว้กับเสา ตอนนี้ลิต้าได้ปรบมือขึ้นมา ทูตสวรรค์บางคนก็มองเธอและบางคนก็หัวเราะออกมา

[อย่าฆ่าฉัน! อย่าฆ่าฉันเลย!]

ทูตสวรรค์ที่ถูกมัดเอาไว้อยู่ได้ร้องออกมา เขาได้มองไปที่ประธานเป็นครั้งสุดท้าย แต่ว่าประธานก็ทำได้เพียงแต่ถอนหายใจออกมาและส่ายหัว

[คุณควรจะโทษตัวเองนะที่ทำเรื่องโง่ๆไปนะ]

[อ่า ไม่นะ นี่มันคือ... มันไม่มีทางเป็นแบบนี้ไปได้! มันควรจะจบลงอย่างรวดเร็วสิ พวกเขาบอกว่า....]

ทูตสวรรค์ที่ถือหอกอยู่ได้สะบัดปาหอกออกไปเบาๆทำให้หอกทะลุเข้าที่ช่องท้องของคนทรยศ

[อึก!]

[พูดมาคนทรยศ!]

ทูตสวรรค์สาวได้โยนหอกของเธอไปใกล้ๆเขาอีกในขณะที่เปล่งออร่าที่ทรงพลังออกมาและยื่นหน้าที่สวยงามของเธอเข้าไปหา

ยังไงก็ตามเนื่องจากความเจ็บปวดที่มหาศาลของคนบาปทำให้เขาไม่มีเวลามาชื่นชมในความสวยงามนี้

[ใครคือคนอยู่เบื้องหลัง? มันใช่กองกำลัพปีศาจแห่งการทำลายไหม? พวกสวนอัศดง? หรอว่ากองทัพแห่งแสง?]

[แค่ก... แค่กกก!]

ทูตสวรรค์ที่ถูกมัดเอาไว้ไม่สามารถจะทนกับความเจ็บปวดไว้ได้และพ่นเลือดออกมาจากปาก ยังไงก็ตามเนื่องจากบางทีเขาอาจจะรู้แล้วว่าเขาคงจะไม่รอดอีกต่อไปแล้วทำให้เขาถ่มน้ำลายพร้อมด้วยเลือดเข้าใส่ผู้หญิงคนนี้และตะโกนออกมา

[เจ้าทึบ แกมันก็แค่หมากชิ้นหนึ่งที่ทำตามในคำสั่งของการคำนวณของหุ่นเท่านั้น เจ้าพวกหนอนแมลง! สวรรค์จะต้องล่มสลาย! หลักการและข้อจำกัดพวกนี้จะนำแกไปสู่ความพินาศ]

[ฉันได้รับแล้ว]

ถึงแม้ว่าจะถูกดูถูกอย่างรุนแรงทูตสวรรค์สาวก็ทำเพียงหยักหน้าอย่างมั่นคง

เธอไม่ได้คิดว่าจะได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องดีที่ระบุได้ว่านี่ไม่ใช่ทูตสวรรค์ที่ล่วงหล่นที่เพิ่งจะบ้าไป แต่ว่าเป็นคนที่เคลื่อนไหวตามคำสั่งของคนอื่น

ทูตสวรรค์ได้จับหอกที่ปักอยู่ในท้องของชายทูตสวรรค์และสะบัดขึ้นทันที

[อ๊ากก!]

[... คุณต้องเสียสละแล้ว ถึงแม้ว่าคุณจะหัวเราะเราแบบนั้นก็ตาม แต่คุณไม่ได้ตระหนักในจุดยืนของคุณจนกระทั่งตอนจบเลย]

คนบาปไม่สามารถจะตอบอะไรได้อีกแล้วเพราะส่วนบนนับตั้งแต่ท้องขึ้นมาได้แยกออกไปโดยสมบูรณ์

[กรี๊ด]

[เป็นการโจมตีที่หมดจดจริงๆ]

[สเปียร่า! เธอทำมันด้วยเธอเองได้ยังไง...!]

ทูตสวรรค์บางคนก็ชื่นชมยินดีในขณะที่บางคนก็ตกใจไปซึ่งนั่นรวมถึงประธานด้วย ยังไงก็ตามทูตสวรรค์สเปียร่าก็ทำเพียงประกาศออกมาด้วย 'สีขาวและดำ' พร้อมกับเลือดที่ปกคลุมตัวเธอ

[ฉันจะกำจัดเฉพาะคนที่ทรยศสวรรค์เท่านั้น]

[เขายังมีปีกของทูตสวรรค์อยู่! พวกเราจะช่วยเขาไม่ได้จริงๆ!]

[ลิต้า รับคำสั่ง]

ทูตสวรรค์ไม่ได้ฝั่งคำพูดของประธานเลยและหันไปทางอื่น ในขณะเดียวกันลิต้าที่ถูกเรียกได้ตอบกลับไปอย่างงงๆ

[ทำไมล่ะ? ฉันจะเป็นต้องกลับลงไปเร็วๆพร้อมกับรางวัลของอิลฮาน]

[กรรมได้พอกพูนขึ้นมาเป็นเวลานานได้เริ่มที่จะแตกออกแล้ว การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว... เพราะแบบนี้นับจากวันนี้ไปเธอจะต้องอยู่ในการฝึกพิเศษเพื่อความก้าวหน้าของคุณ]

ลิต้าเป็นที่รู้จักเนื่องจากพลังในการต่อสู้ทางกายภาพที่แข็งแกร่งแม้แต่ในหมู่ทูตสวรรค์ แต่เดิมแล้วเธอก็แข็งแกร่ง แต่ว่าหลังจากที่เธอได้ผ่านภารกิจเกี่ยวกับโลกที่แกนเวลาบิดเบี้ยวพลังของเธอก็ยังก้าวหน้าขึ้นมามากเช่นกัน การที่สเปียร่าเรียกเธอมันไม่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเลย

แต่ยังไงก็ตามลิต้าไม่ได้สนในเรื่องนี้เลย

[ฉันมีธุระในด้านความรักอยู่ดังนั้นคือไม่!]

การฝึกพิเศษงั้นหรอ? เธอกำลังยุ่งกับการขโมยหัวใจยูอิลฮานนะและถ้าเธอทำอะไรที่ต้องใช้แรงแบบนี้เธอก็จะต้องถูกเอิลต้าทิ้งห่างไปแน่! ลิต้าได้ถอยออกมาแต่ว่าสเปียร่าได้เดินก้าวมาเร็วยิ่งกว่าและคว้าหลังของลิต้าเอาไว้

[ใช่]

[อ๊าาาา อิลฮานนนนนนนนนน!]

การกลับมาของลิต้าได้ล่าช้าลงไปแล้ว แต่แน่นอนว่ายูอิลฮานกับเอิลต้าไม่ได้รู้เรื่องนี้เลย

จบบทที่ บทที่ 61 - ฉันแบกเอง (9) [อ่านฟรีวันที่ 15/10/61]

คัดลอกลิงก์แล้ว