- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาทั้งที ขอใช้ชีวิตดีๆ กับเหล่าสาวงาม
- บทที่ 410 - เค้าไม่ได้ซื่อบื้อสักหน่อย
บทที่ 410 - เค้าไม่ได้ซื่อบื้อสักหน่อย
บทที่ 410 - เค้าไม่ได้ซื่อบื้อสักหน่อย
บทที่ 410 - เค้าไม่ได้ซื่อบื้อสักหน่อย
◉◉◉◉◉
คุณย่าฟาดตะเกียบลงบนโต๊ะดัง "ปัง"
"ฉันถามแกเรื่องนี้หรือยัง?" คุณย่าหน้าทะมึน หนังตาเหี่ยวย่นหรี่ลง จ้องมองปฏิกิริยาของหลานสาวเขม็ง
แกแค่เห็นกู้มู่เสวี่ยแล้วนึกขึ้นได้ว่า สมัยมัธยมปลายแขนของไอ้หนูเซวียรุ่ยมีรอยแดงจ้ำๆ อยู่บ่อยๆ
ถึงแกจะแก่ปูนนี้แล้ว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมวัยรุ่น ผู้หญิงที่ฝากรอยแดงไว้บนแขนเซวียรุ่ยได้ ย่อมไม่ใช่เพื่อนธรรมดาแน่นอน
เวลานี้หลินรั่วซีทำตัวไม่ถูก เธอซุกหน้าลงกับชาม พุ้ยข้าวเข้าปากคำโตจนแก้มป่องเหมือนหนูแฮมสเตอร์ คิดว่าทำแบบนี้จะได้ไม่ต้องพูดอะไร
นึกย้อนไปถึงคำตอบที่ลนลานและจงใจเมื่อกี้ มันก็เหมือน "ร้อนตัวจนเผยพิรุธ" ชัดๆ
ในทางจิตวิทยา นี่คือปฏิกิริยาหลีกหนีเมื่อเผชิญกับบาดแผลในใจ
ความจริง ถึงให้คุณย่ารู้ก็ไม่เห็นจะเป็นไร...
หรือว่าเธอยังทำใจยอมรับไม่ได้?
ใช่ ในใจเธอยังคงตะขิดตะขวงใจ
แต่เซวียรุ่ยจะไม่พอใจเอาน่ะสิ
หลินรั่วซีคิดไปคิดมา จมูกก็เริ่มแสบ เธอรีบเงยหน้าขึ้นกระพริบตาถี่ๆ...
พอจะก้มหน้ากินข้าวต่อ ก็มีหยดน้ำร่วงลงไปในชามข้าว แล้วก็ถูกเธอกลืนลงท้องไปพร้อมกับข้าวคำโต
คุณย่าเห็นแบบนั้นก็ถอนหายใจยาว ยกชามซุปไปวางใกล้มือหลินรั่วซี เอื้อมมือไปดึงเส้นผมที่มุมปากหลินรั่วซีออก ยิ้มแล้วลูบแก้มหลานสาว ยัยหนูนี่ยิ่งโตยิ่งสวย แต่ดูยังไงก็เหมือนเด็กไม่รู้จักโต กินข้าวผมเผ้าเข้าปากหมด
ทำไมแกจะไม่รู้ว่าหลานสาวตัวเองโดนรังแก แต่แกก็ทำอะไรไม่ได้ ตัวแกเองจะออกจากประตูบ้านพักคนชรายังต้องขออนุญาตเซวียรุ่ยเลย
ยัยหนูนี่ตอนนี้ไม่ได้กินข้าวหรอก กินความน้อยเนื้อต่ำใจเข้าไปเต็มท้องต่างหาก
คิดได้ดังนั้น คุณย่าก็กลืนคำตำหนิลงท้องไป น้ำตาไหลออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ น้ำเสียงสั่นเครือ:
"ยัยเด็กโง่ กินช้าๆ หน่อย เดี๋ยวก็ติดคอหรอก"
"อื้อ"
หลินรั่วซีสะอื้น พยายามพยักหน้า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพูดเรื่องของเธอกับเซวียรุ่ยให้คนอื่นฟัง อวี๋หมิ่นหลันก็รู้
แต่พอพูดให้คนในครอบครัวฟังความรู้สึกมันแปลกๆ ความน้อยใจที่เคยซ่อนไว้ และความกังวลต่ออนาคต ในเวลานี้กลั่นตัวเป็นหยดน้ำตาใสแจ๋วร่วงพรูลงมา...
คุณย่ายิ่งดูก็ยิ่งปวดใจ อดไม่ได้ที่จะดึงมือหลินรั่วซีมากุมไว้แล้วร้องไห้ตาม
คนแก่ที่อยู่ไม่ไกลชี้ชวนกันดูพลางซุบซิบ:
"ดูสิเด็กคนนี้กตัญญูจัง แค่สองเดือนไม่ได้เจอยายเฒ่าหวัง ร้องไห้จนน้ำตาท่วมแล้ว" ชายชราคนหนึ่งถอนหายใจ
"ไม่รู้ที่บ้านเขาสอนกันยังไง วันหลังต้องไปถามเคล็ดลับหน่อย..."
บางคนยกให้หลินรั่วซีเป็น "แบบอย่างการเลี้ยงลูก"
"ก็อกๆๆ"
ตาเฒ่าหลี่เคาะโต๊ะเบาๆ โบกมือเรียกให้ทุกคนเอียงหูมาฟัง แกพูดเสียงแหบพร่า:
"เด็กคนนั้นชีวิตน่าสงสาร แม่ตายตั้งแต่เด็ก พ่อก็เป็นคนเหลวไหล ต้องทำงานส่งตัวเองเรียน..."
"เพราะงั้นอย่าไปถามซี้ซั้ว เดี๋ยวจะไปสะกิดแผลใจเขา"
"แก่แล้วตาต่อมน้ำตามันตื้น"
"ซุ่ยฮวาเธออย่าร้องสิ เธอร้องฉันก็อยากร้องตาม"
คุณยายสองคนที่เมื่อกี้ยังทะเลาะกันอยู่ ตอนนี้ถือทิชชูห่อเดียวกันเช็ดน้ำตากันป้อยๆ
หลินรั่วซีรีบกลืนข้าวลงคอ เธอพยักหน้าขอบคุณตาเฒ่าหลี่แต่ไกล แล้วหันมากระซิบถามคุณย่า:
"คุณย่า... หนูเป็นคนอกตัญญูมากใช่ไหมคะ?"
"พวกเขาชมแกอยู่"
คุณย่าสีหน้าซับซ้อน คิดในใจว่าเด็กโง่เอ๊ย ฟังไม่ออกหรือไงว่าอันไหนชมอันไหนว่า
"อื้ม... ก็แบบว่า..."
หลินรั่วซีมองคุณย่า พูดเสียงอ่อย:
"คือพวกเขาคิดว่าหนูน่าสงสาร แต่หนูไม่รู้สึกว่าตัวเองน่าสงสารเลยสักนิด แถมหนูก็ไม่ได้คิดถึงพ่อกับแม่ ย่ายังชอบด่าหนูว่าเห็นเซวียรุ่ยดีกว่าย่า เป็นคนเนรคุณ..."
หลินรั่วซีรู้สึกว่าตัวเธอในสายตาตัวเอง กับตัวเธอในสายตาคนอื่นช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
"เป็... เป็นปัญหาที่หนูเหรอคะ?"
หลินรั่วซีถามอย่างไม่มั่นใจ แต่พอพูดจบเธอก็นึกถึงสายตาเอ็นดูของเซวียรุ่ย ก็รีบสลัดความคิดนั้นทิ้งไปทันที
เธอแคร์แค่ว่าเซวียรุ่ยมองเธอยังไง คนอื่นจะมองยังไงไม่สำคัญ
คุณย่าเงยหน้าสบตาหลินรั่วซี ในดวงตาดอกท้อที่ใสกระจ่างคู่นั้น สะท้อนเพียงใบหน้าเหี่ยวย่นของแก
คุณย่าหันหน้าหนีโดยสัญชาตญาณ ไม่กล้าสบตาหลานสาว
แกใช้ชีวิตอยู่กับหลานสาวมาสิบกว่าปี แต่รอยยิ้มที่แท้จริงของหลานสาว กลับเกิดขึ้นหลังจากเจอเซวียรุ่ย...
ส่วนพ่อแม่ของหลินรั่วซีเหรอ?
คนหนึ่งเป็นแม่ที่ไม่เคยเห็นหน้า อีกคนเป็นพ่อขี้เหล้าเมายาชอบตบตีลูก เป็นใครก็คงไม่คิดถึงหรอก
ส่วนแกที่เป็นย่า ความจริงก็ไม่ได้ทำหน้าที่ได้ดีนัก
เซวียรุ่ยแฟนหนุ่มคนนี้ถึงจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ แต่พอเทียบกับครอบครัวเธอแล้ว กลับกลายเป็น "สมบูรณ์แบบ" ขึ้นมาทันที
อย่างน้อยความห่วงใยที่เซวียรุ่ยมีให้หลินรั่วซี ก็มากกว่าทุกคน
คุณย่าฟังคำชื่นชมหลินรั่วซีจากคนรอบข้าง ไม่รู้ทำไม ข้างหูแกถึงแว่วเสียงของเซวียรุ่ย:
"สิ่งที่ซีซีขาดคือการยอมรับและคำชมจากครอบครัว นี่คือต้นตอของความรู้สึกด้อยค่าของเธอ..."
คำพูดที่เซวียรุ่ยพูดเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้ดังก้องอยู่ในหูของคุณย่าไม่หยุด
เวลานี้ คำชมเยินยอหลินรั่วซีที่ลอยเข้าหูคุณย่า กลับทำให้แกรู้สึกละอายใจอย่างที่สุด
แกเสวยสุขจากสิ่งที่หลานสาวมอบให้ แต่กลับไม่เคยพูดคำชมเชยสักประโยค
สิบกว่าปีที่ผ่านมาไม่เคยพูด ตอนนี้แกยิ่งไม่มีสิทธิ์พูด
"ซีซี ไม่ใช่ปัญหาของแกหรอก คำพูดพวกนั้นย่าพูดเพ้อเจ้อไปเอง ไม่มีใครดีไปกว่าแกแล้ว"
คุณย่าพูดพลางควานหาไม้เท้า เมื่อครู่แกยังมีความสุขกับสายตาอิจฉาของทุกคน แต่ตอนนี้แกอยากหนีไปให้พ้นๆ
"อื้ม งั้นก็ดีแล้ว"
หลินรั่วซียิ้มตาหยี เซวียรุ่ยก็บอกว่าเธอไม่มีปัญหา
คนสำคัญรอบตัวเธอเข้าใจเธอ แค่นี้ก็พอแล้ว
"แก..." คำพูดจุกอยู่ที่คอก่อนที่คุณย่าจะรีบกลืนลงไป
ยัยเด็กนี่ใจกว้างจริงๆ แป๊บเดียวก็ยิ้มได้แล้ว?
"อื้ม หนูทำไมเหรอ?" หลินรั่วซีเอียงคอถาม
"ไม่มีอะไร กลับกันเถอะ"
คุณย่าหลังค่อม เดินกะเผลกๆ กลับห้อง
ยังไม่ทันที่หลินรั่วซีจะหายสงสัย ข้างหลังก็มีเสียงพึมพำของตาเฒ่าหลี่ดังขึ้น:
"ยายเฒ่าหวังดูมีเรื่องกลุ้มใจนะเนี่ย?"
หลินรั่วซีหันกลับไปมอง คุณย่าก็ชะงักฝีเท้าเหมือนกัน
พอเดินออกจากโรงอาหาร หลินรั่วซีก็ถามโพล่งขึ้นมา "คุณย่า ปู่หลี่บอกว่าย่ามีเรื่องกลุ้มใจ"
คุณย่าหน้ากระตุก หลุดปากด่าออกมา: "ซื่อบื้อ"
"หนู... หนูฉลาดนะ เค้าไม่ได้ซื่อบื้อสักหน่อย" หลินรั่วซีทำปากจู๋เถียง
'ในภาษาถิ่นเหอตุง คำว่า "ซื่อบื้อ" (憨憨 - ฮานฮาน) ถ้าเป็นคำนาม มักจะหมายถึงคนที่มีบัตรประจำตัวผู้พิการทางสติปัญญา'
ถ้าเป็นคำคุณศัพท์ ก็จะหมายถึงคนที่สมองไม่ค่อยดี
หลินรั่วซีคิดว่า อย่างน้อยคำนี้ก็ไม่เหมาะกับเธอ
"ซีซี พอแกพูดแล้วยิ่งดูซื่อบื้อเข้าไปใหญ่"
คุณย่าหัวเราะ ยื่นมือจะลูบหัวหลินรั่วซี แต่พบว่าเอื้อมไม่ถึง หลานสาวแกโตแต่ตัวไม่โตสมอง...
หลินรั่วซีไม่พูดอะไร ย่อตัวลงเงียบๆ เพื่อให้คุณย่าลูบหัวได้ถนัด
เซวียรุ่ยก็ชอบลูบหัวเธอเหมือนกัน แค่วันนี้เซวียรุ่ยไม่อยู่ เธอคิดถึงเขาจัง
แววตาคุณย่าเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู "ไปเถอะ วันนี้อยู่เป็นเพื่อนย่านะ"
"อื้อ สองสามวันนี้หนูจะนอนที่บ้านพักคนชรา"
พอกลับถึงห้อง หลินรั่วก็นั่งเล่นมือถือเงียบๆ บนเก้าอี้ แอบคุยกับเซวียรุ่ย แล้วก็ชำเลืองมองคุณย่าเป็นระยะ
หลินรั่วซีรู้สึกลำบากใจ
วันนี้คุณย่ามีเรื่องกลุ้มใจ หลินรั่วซีเดาว่าต้องเกี่ยวกับเรื่องความรักของเธอ ดังนั้นเธอเลยพูดถึงเซวียรุ่ยไม่ได้
แต่พอไม่พูดถึงเซวียรุ่ย เธอก็พบว่าตัวเองเหมือนจะเป็นใบ้ไปเลย...
ในห้องเหลือเพียงเสียงเข็มวินาทีเดิน "ติ๊กๆ" และเสียงถอนหายใจของคุณย่าเป็นพักๆ ทำให้หลินรั่วตีนั่งไม่ติด
หลินรั่วซีกัดริมฝีปากส่งข้อความหาเซวียรุ่ย: [รุ่ย คุณย่ารู้เรื่องมู่เสวี่ยแล้วนะ]
เซวียรุ่ยได้รับข้อความก็อึ้งไปพักใหญ่ ทำไมเขาไม่ได้รับโทรศัพท์จากคุณย่าล่ะ?
ตามนิสัยคุณย่า ต้องโทรมาด่าเขาเปิงแน่ๆ
ทำไมรู้สึกหวิวๆ ชอบกล?
เซวียรุ่ย: [ย่าไม่ได้ด่าฉันเหรอ?]
หลินรั่วซี: [เปล่า]
เซวียรุ่ย: [ผิดปกติ เฝ้าคุณย่าไว้ดีๆ ถ้าไม่ไหวช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งไปทำงาน]
ความจริงเซวียรุ่ยคิดว่า: ถ้าไม่ระเบิดออกมาในความเงียบ ก็คงตายไปในความเงียบ
คุณย่าเป็นพวกหัวรุนแรง เขากลัวว่าแกจะเล่นใหญ่
เกิดเล่นบท ร้องไห้ฟูมฟาย ผูกคอตาย ขึ้นมา?
ใครจะไปรับไหว!
หลินรั่วซีเห็นข้อความของเซวียรุ่ยก็ใจหายวาบ เธอวางมือถือลงแล้วลองถามเสียงอ่อย:
"คุณย่า? ทะ... ทำไมย่าไม่ด่าเซวียรุ่ยล่ะ?"
ตาคุณย่าเบิกกว้างขึ้นนิดหนึ่ง ย้อนถาม "แกอยากฟังฉันด่ามันเหรอ?"
"ไม่อยาก" หลินรั่วซีรีบส่ายหน้า
"งั้นแกจะถามทำไม?" คุณย่าพูดเสียงขุ่น
นึกว่าหลานสาวจะคิดได้ ที่แท้ก็หาเรื่องใส่ตัว
ไม่ใช่คุณย่าไม่อยากด่าเซวียรุ่ย แต่แกกำลังทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้
เซวียรุ่ยกำชับแกก่อนว่าจะมีผู้นำมาเยี่ยม ให้แกอย่าพูดจาซี้ซั้ว
เซวียรุ่ยไม่ได้หลอกแกจริงๆ แกไม่เคยเห็นผอ.ฉินนอบน้อมขนาดนี้มาก่อน เหมือนหมาเชื่องๆ ตัวหนึ่ง
การมาเยือนของกู้ชิงซานความจริงหลีกเลี่ยงได้ แต่แกไม่เข้าใจว่า ทำไมเซวียรุ่ยต้องให้กู้ชิงซานมา?
เอาชื่อ "ผู้นำใหญ่" มาข่มแกเหรอ?
เชือดไก่ให้ลิงดู?
ไม่ใช่มั้ง ไม่ใช่
ยายแก่อย่างแกจะมีอะไรไปสู้เขา?
เซวียรุ่ยไม่เคยกลัวแกเลย แถมยังชอบ "อบรม" แกบ่อยๆ เรื่องสภาพแวดล้อมการเติบโตของหลินรั่วซี
หรือว่า จะหา "ที่พึ่ง" ให้แกจริงๆ?
เพราะตั้งแต่ท่านผู้นำคนนั้นกลับไป เจ้าหน้าที่ก็ดูแลแกดีขึ้นจนน่าตกใจ
พูดไปแล้ว ที่แกได้อยู่อย่างสุขสบายในบั้นปลายชีวิต ก็เพราะใบบุญของเซวียรุ่ย
แต่แม่หนูกู้มู่เสวี่ยก็น่าแปลก ทำไมถึงให้พ่อตัวเองมาเยี่ยมญาติของ "ศัตรูหัวใจ"?
ความเมตตาจากผู้เหนือกว่า?
คุณย่าส่ายหน้าไปมา ดูจากบุคลิกของกู้มู่เสวี่ยก็รู้ว่าเป็นความมั่นใจของลูกคุณหนูตระกูลใหญ่ สาวชาวบ้านไม่มีมาดแบบนั้นหรอก
ดูจากความเหมาะสมของฐานะ เซวียรุ่ยกับกู้มู่เสวี่ยถึงจะคู่ควรกัน
บางทีกู้มู่เสวี่ยอาจไม่เคยเห็นหลานสาวแกเป็นคู่แข่งเลย เพราะเวลาจะแต่งงานกัน โลกใบนี้ก็เหมือนตราชั่ง ฐานะทางบ้านของเซวียรุ่ยเหมือนลูกตุ้มถ่วงน้ำหนัก หลานสาวแกตัวคนเดียววางลงไปบนตราชั่งก็เบาหวิว ลูกตุ้มไม่กระดิกเลยสักนิด มีแต่ครอบครัวแบบกู้มู่เสวี่ยเท่านั้นถึงจะถ่วงน้ำหนักได้
"บ้านเราทำไมถึงไปยุ่งกับเขาได้นะ..."
คุณย่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนแก่ลงไปหลายปี
"คุณย่า?" หลินรั่วซีนั่งยองๆ ตรงหน้าคุณย่า สีหน้าเป็นห่วง
เธอรู้นิสัยคุณย่า ถึงปากจะทะเลาะกับเซวียรุ่ย แต่ในใจก็พอใจเขามาก
แต่ประโยคเมื่อกี้ เธอฟังดูเหมือนแกเสียใจจริงๆ
หลินรั่วซีเลยพูดเสียงนุ่ม "คุณย่า การได้เจอเขาคือโชคดีที่สุดของหนู หนูไม่เสียใจเลย"
"แกยังเด็ก ไม่เข้าใจโลกของผู้ใหญ่หรอก" คุณย่าส่ายหน้าช้าๆ หลานสาวแกนอกจากเรื่องเรียนแล้ว เรื่องอื่นไม่ได้เรื่องเลย สู้คนไม่รู้หนังสืออย่างแกก็ไม่ได้
แกพูดด้วยความหวังดี "ซีซี ในบ้านพักคนชรามีผู้หญิงชื่อเหวินเหวิน พรุ่งนี้แกลองไปถามเขาดู ตั้งแต่รู้จักเถ้าแก่คนหนึ่งในบ้านพัก แต่งงานไปไม่กี่ปีก็กลายเป็นยายเพิ้ง วันๆ เอาแต่บ่นว่าคนอื่นดูถูก
แกว่าผัวเมียคู่หนึ่ง ผัวหาเงินได้ปีละหลายล้าน เมียเงินเดือนไม่กี่พัน คำพูดเมียในบ้านจะมีความหมายไหม?"
หลินรั่วซีพยักหน้า "อื้ม ในหนังสือก็มีบอก พลังการผลิตกำหนดความสัมพันธ์การผลิต..."
คุณย่าหรี่ตาลง หลานสาวแกเรียนจนเพี้ยนไปแล้ว
"ย่าหมายความว่า บ้านเขาร่ำรวย แม่เขาใจดี ไม่รังเกียจบ้านเรา แต่พ่อเขา ถึงปากจะไม่พูด แต่สายตาหลอกกันไม่ได้..." คุณย่าลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างหมดหวัง:
"เราหาคนธรรมดาๆ ดีกว่า ด้วยหน้าตาแบบแกไปอยู่บ้านแบบนั้นคงเป็นไข่ในหิน เงินน้อยก็ใช้น้อย ชีวิตเราอยู่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่ให้คนอื่นดู มีเงินเยอะไปก็ไม่มีประโยชน์"
"เอาเงินคืนเขาไปซะ ย่าจะย้ายกลับไปอยู่บ้านนอก"
คุณย่ายิ่งพูดยิ่งน้ำเสียงราบเรียบ
"คุณย่า หนูจะเอาแค่เขาคนเดียว"
หลินรั่วซีคุกเข่าเกาะขอบเตียง สองมือจับชายเสื้อคุณย่า น้ำตาไหลพรากออกมาทันที
เธอไม่ได้หวังสมบัติของเซวียรุ่ย แต่บ้านเซวียรุ่ยมันรวยของมันเอง...
"ย่ามันไร้ความสามารถเอง" คุณย่ากุมหน้าอก ในใจเจ็บปวด
ตัดไฟแต่ต้นลมดีกว่า แกกลัวหลานสาวจะรับความผิดหวังไม่ไหวในวันหน้า
หลินรั่วซีปาดน้ำตา ส่ายหน้าสะอึกสะอื้น "หนู... หนูกำลังพยายามหาเงิน จะได้คู่ควรกับรุ่ย"
"ยาก..."
แววตาคุณย่าเต็มไปด้วยความสงสาร ลำพังแรงหลานสาวแกคนเดียว จะไปทัดเทียมกับครอบครัวที่สร้างฐานะมาหลายรุ่นได้ยังไง?
อาศัยแค่เด็กผู้หญิงซื่อๆ คนเดียวเนี่ยนะ?
ต่อให้ทำได้ ต้องลำบากขนาดไหน...
"ต่อให้ยากหนูก็ไม่ยอมแพ้" หลินรั่วซีน้ำเสียงหนักแน่น
"เฮ้อ!" คุณย่าถอนหายใจในใจ รู้ว่าห้ามหลินรั่วซีไม่ได้ เลยเปลี่ยนเรื่องมาด่าแทน:
"ไม่ใช่ย่าไม่สนับสนุนแก แต่มันเป็นไอ้คนเจ้าชู้ ไอ้คนหน้าด้านไร้ยางอาย..."
"อื้ม ไม่สนับสนุนหนูก็..." หลินรั่วซีรีบปิดปาก ไม่พูดต่อ กลัวคุณย่าโกรธ
"แกพูดว่าอะไรนะ?" คุณย่ามองอย่างแปลกใจ หลานสาวที่เชื่อฟังมาตลอดกล้าเถียงแกเหรอ?
"มะ... ไม่มีอะไรค่ะ" หลินรั่วซีประสานมือ บิดนิ้วไปมา
เมื่อกี้ตอนคุณย่าบอกให้เธอไปหา "คนอื่น" ในใจเธอนอกจากจะกลัวแล้ว ยังโกรธขึ้นมาแวบหนึ่งด้วย
โกรธมากๆ
แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ คิดว่านอนหลับตื่นหนึ่งก็คงหาย
"ไม่ได้การ ต้องโทรด่ามันหน่อย"
คุณย่าอัดอั้นตันใจ เรื่องนี้แกเข้าไปขวางก็ไม่ได้ผล เพราะสุดท้าย ความน้อยใจทั้งหมดก็จะไปตกอยู่ที่หลานสาวแก เซวียรุ่ยไม่เดือดร้อนหรอก
แกล้วงห่อพลาสติกออกมาจากเสื้อนวมหนาๆ แกะออกทีละชั้น หยิบมือถือออกมาโทรหาเซวียรุ่ย
พอปลายสายรับ คุณย่าก็ด่ากราด "ไอ้เด็กเปรต! ไอ้ชาติหมา..."
สิ่งที่แกทำได้ตอนนี้ ก็คือด่าให้สะใจ
"กู้มู่เสวี่ยเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?"
หลินรั่วซีตาโต คุณย่าเปลี่ยนอารมณ์เร็วจัง เมื่อกี้ยังห่อเหี่ยวอยู่เลย ตอนนี้ด่าคนไฟแลบเชียว
"เขาว่ากันว่าเกิดมาชาติหนึ่ง สาวงามหายาก ได้หนึ่งก็พอแล้ว แต่นี่ได้ตั้งสอง..."
"งามโง่ๆ อะไร? รังแกคนแก่บ้านนอกเรียนน้อยรึไง?"
"คุณย่าค่อยๆ ด่าครับ อย่าโมโหจนเสียสุขภาพเพราะผมเลย" เซวียรุ่ยเสียงอ่อน
ทำไมพอได้ยินคุณย่าด่าแล้วรู้สึกอุ่นใจจังนะ?
เซวียรุ่ยได้ข้อสรุปว่า - คนเรานี่นะ มันโรคจิตจริงๆ
"โมโหขึ้นมาแกก็ต้องเสียเงินรักษาฉัน"
"แน่นอนครับ คุณเป็นย่าของซีซี ครึ่งชีวิตหลังของย่าผมรับผิดชอบเอง" เซวียรุ่ยอมรับโดยดุษฎี
ต่อหน้าคนอื่นต้องวางตัวให้ถูก ต่อให้คุณย่าจะไม่สำคัญยังไง แต่สำหรับหลินรั่วซีแล้วแกคือญาติคนเดียว จะดูถูกไม่ได้เด็ดขาด
"เรื่องนี้แม่แกรู้หรือเปล่า?"
คุณย่าอารมณ์ดีขึ้นหน่อย อย่างน้อยเซวียรุ่ยก็ยังเห็นหัวแก
"รู้ครับ ผมโดนตีไปไม่น้อย ย่าพอใจขึ้นบ้างไหมครับ?"
"ไม่พอใจ ฉันกะว่าจะหาบ้านดีๆ ให้ซีซีใหม่ ในบ้านพักคนชรามีคนแนะนำให้เพียบเลย"
คุณย่าตะเบ็งเสียง แล้วขยิบตาให้หลินรั่วซี บอกให้หลินรั่วซีเล่นตามน้ำ
ทว่า หลินรั่วซีรีบกระโดดโหยง เข้ามาพูดใส่โทรศัพท์อย่างลนลาน:
"รุ่ย คุณย่าพูดมั่ว หนูไม่ไปบ้านใครทั้งนั้น จะอยู่บ้านเรา"
"โอ๋ๆ ~ ซีซีเด็กดี"
"อื้อ! หนูเป็นเด็กดี"
"ไม่คุยแล้ว เปลืองค่าโทร" คุณย่ากดวางสายทันที
แกคิดในใจว่าเด็กคนนี้ไม่ไหวแล้ว ขืนคุยต่อแกคงอกแตกตาย
"อยู่กับผู้ชายมันต้องมีเทคนิค อย่าไปยอมเขามาก ตอนนี้เขาต้องง้อแก" คุณย่าสั่งสอน
"แต่หนู..."
หลินรั่วซีกำลังจะเถียง จู่ๆ มือถือก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากเซวียรุ่ย
[คุณย่าพูดอะไรก็เออออไปก่อน อย่าไปเถียงแก]
หลินรั่วซีเลยเปลี่ยนคำพูด "อื้ม เชื่อคุณย่าหมดเลย"
"ขอฉันคิดก่อนนะ... ถ้าเกิดเข้าใจผิดอะไรกัน ถ้าเป็นผลเสียกับแกต้องรีบปฏิเสธ อย่าเก็บเงียบยอมน้อยใจ"
หลินรั่วซีถามต่อ "อื้ม แล้วถ้าเป็นผลดีล่ะ?"
คุณย่ายิ้มนิดๆ "ถ้าเป็นผลดีกับแก แกก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ ให้เขารู้สึกผิดในใจ พอรู้สึกผิด เขาก็จะดีกับแกเอง..."
คุณย่าถ่ายทอดประสบการณ์ครึ่งค่อนชีวิตให้หลินรั่วซีฟัง
"อื้ม! ได้เลย"
"แล้วก็นะ แม่หนูกู้มู่เสวี่ยน่ะ หยิ่งในศักดิ์ศรี ความมั่นใจคือจุดอ่อนของแม่นั่น..."
"อื้ม! หนูจำได้แล้ว"
หลินรั่วซีรับคำ ในใจคิดว่าคุณย่าฉลาดจัง
หลินรั่วซีเอียงคอคิด ถ้าใช้นิยามของอวี๋หมิ่นหลันก็คือ: บอสที่อยู่รอดจนถึงตอนจบในละครวังหลัง
"แล้วก็..."
...
"อื้ม จำได้แล้ว!"
จนกระทั่งคุณย่าพูดจนคอแห้ง หลินรั่วซีก็พูดวนอยู่แค่ไม่กี่ประโยคนี้
หลินรั่วซีรีบไปรินน้ำร้อนมาให้คุณย่า "อื้ม คุณย่าดื่มน้ำ"
"ซีซี ถ้าแกหาเงินได้เยอะขนาดนั้นจริงๆ แกกะจะทำอะไร?" คุณย่าถามยิ้มๆ
ใครบ้างไม่อยากฟังคำหวานๆ จากลูกหลาน?
ด้วยนิสัยของหลินรั่วซี คงจะบอกว่า: ซื้อของอร่อยๆ ให้ย่ากิน พาคุณย่าไปอยู่บ้านหลังใหญ่
เมื่อก่อนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของแกก็เคยพูดแบบนี้ เสียดายที่โตมาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
แต่นิสัยหลานสาวแกเป็นยังไงแกรู้ดี
พูดหวานๆ ไม่เป็น แต่ก้มหน้าก้มตาทำจริง
เหมือนน้ำร้อนแก้วนี้ในฤดูหนาว ดูธรรมดา แต่ถือแล้วอุ่นมือ ดมแล้วชุ่มจมูก ดื่มแล้วอุ่นท้อง
คุณย่าสูดไอร้อนเข้าปอด ค่อยๆ จิบน้ำ ยังไม่ทันจะกลืนลงคอ หูแกก็ได้ยินเสียงที่รอคอย เสียงนุ่มนิ่มฟังระรื่นหู
"อื้ม ถ้าหนูหาเงินได้... อื้ม..."
"หนูจะเลี้ยงดูเซวียรุ่ย สร้างบ้านหลังใหญ่ให้เขา เขาชอบเล่นเกมหนูจะทำห้องเล่นเกมให้ เขาชอบโล้ชิงช้าหนูก็จะ..."
"พรวด!"
คุณย่ากลั้นไม่ไหว พ่นน้ำใส่หน้าหลินรั่วซีเต็มๆ
[จบแล้ว]