- หน้าแรก
- หนิงโจว เซียนกลไกเปิดสรรพสิ่ง
- ตอนที่ 706 ซุนหลิงถงเสี่ยงสำรวจศาลาชำระหยก
ตอนที่ 706 ซุนหลิงถงเสี่ยงสำรวจศาลาชำระหยก
ตอนที่ 706 ซุนหลิงถงเสี่ยงสำรวจศาลาชำระหยก
ตอนที่ 706 ซุนหลิงถงเสี่ยงสำรวจศาลาชำระหยก
ภายในห้องส่งผ่านของศาลาชำระหยกก็หาได้กว้างใหญ่ไม่
พื้นผิว กำแพง และเพดาน ล้วนแกะสลักลวดลายค่ายกลอันซับซ้อนอย่างหนาแน่น
ซุนหลิงถงก้าวออกจากค่ายกล มาหยุดยืนหน้าประตูบานเดียวที่มีอยู่
เขามิได้ผลีผลามเปิดประตูเข้าไป หากแต่ระวังรอบคอบ ใช้วิชาโจรกรรมตรวจสอบหลังประตู
ติดต่อกันหลายครา เขาทำการใช้วิชาโจรกรรมตรวจสอบห้าวิธีจึงแน่ใจได้ว่าประตูนี้ปลอดภัยแล้ว
เขาสูดลมหายใจลึก เอ่ยถ่ายทอดจิตสัมผัสถึงหนิงโจวว่า “เสี่ยวโจว ข้ากำลังจะเปิดประตูแล้ว”
ระหว่างซุนหลิงถงกับหนิงโจวนั้น มีพลังศักดิ์สิทธิ์—เส้นชีวิตผูกวิญญาณเชื่อมโยงกันอยู่ตลอด
หนิงโจวรับรู้ในใจ พยักหน้าตอบกลับ “ข้าเตรียมพร้อมแล้ว”
เด็กหนุ่มหัวโตนั่งอยู่ในถ้ำลึกแห่งผาโอบเถาวัลย์ ตั้งจิตจดจ่อถึงที่สุด
ศาลาชำระหยกนั้นคือถ้ำพำนักของมารดาเขาในอดีต หนิงโจวย่อมหวังยิ่งนักที่จะสำรวจด้วยตนเอง หากเหตุผลกลับทำให้เขาจัดวางแผนที่เหมาะสมยิ่งกว่า
ซุนหลิงถงมีระดับบ่มเพาะสูงกว่า อีกทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาโจรกรรมหลายแขนง เหตุนี้จึงเหมาะสมจะเป็นผู้ออกสำรวจที่สุด
ในศึกแดนยมโลกลืมเลือนนั้น ซุนหลิงถงเคยลอบเข้าสู่เมืองหลวงศัตรูภายในแดนข้าศึก ก่อความเสียหายยิ่งใหญ่ก่อนจากไปอย่างลอยนวล ความสำเร็จครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อสมรภูมิแท่นพิธีอย่างใหญ่หลวง
แม้เขาจะอาศัยความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสร่วมสำนักอย่างเจิงจี๋เต๋อ แต่หากลองสลับให้หนิงโจวตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ก็ยากจะเชื่อว่าจะสามารถทำได้เทียบเท่า
ซุนหลิงถงเหมาะจะเป็นผู้เบิกทาง ส่วนหนิงโจวเหมาะจะเป็นผู้รับมือเบื้องหลัง
ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว!
หนิงโจวครอบครองพลังศักดิ์สิทธิ์—เส้นชีวิตผูกวิญญาณ เมื่อผสานกับกระจกเชื่อมจิต ก็ทำให้สามารถช่วยเหลือซุนหลิงถงได้เพียงในชั่วขณะเดียว ในครั้งก่อน ณ เมืองเซียนกระดาษขาว แม้แต่อาณาเขตวิถีก็ไม่อาจขวางกั้นเขาในการช่วยชีวิตซุนหลิงถง
แน่นอนว่า ณ ศาลาชำระหยกนั้น ระหว่างทั้งสองยังมีค่ายกลและข้อห้ามกั้นอยู่ มิอาจแน่ใจได้ว่า วิธีช่วยเหลือจากภายนอกจะยังใช้ได้หรือไม่
แต่การจัดวางเช่นนี้ ก็นับว่าเป็นการประกันภัยขั้นสูงสุดแล้ว
การสำรวจศาลาชำระหยกย่อมแฝงความเสี่ยงอยู่
ในหยกจารึกลาที่ทิ้งไว้ พุทธะแพทย์—เมิ่งเหยาหยินหาได้กล่าวถึงเบื้องหลังมากนัก นางอยู่ในสภาพสุดขีด จึงเลือกมอบหมายเรื่องสำคัญที่สุดแก่หนิงโจวเพียงเท่านั้น
นางเพียงเตือนหนิงโจวว่า ภายในศาลาชำระหยกมีมาตรการป้องกันมากมาย และไร้วิธีพิสูจน์สายโลหิต ขอให้เขาระมัดระวังให้จงดี
กล่าวโดยแท้จริง ตอนนางจากสำนักหมื่นสรรพสิ่ง ยังมิได้คาดคิดเลยว่าจะมีบุตรขึ้นมาภายหลัง
เมื่อซุนหลิงถงผลักประตูเข้าไป ก็พบว่าเบื้องหน้าเป็นห้องลับห้องหนึ่ง
กลางห้องลับนั้น มีแผ่นค่ายกลขนาดใหญ่ดุจแท่นโม่ ตั้งวางอยู่บนพื้น กำลังหมุนเวียนอย่างช้าๆ
ตัวแผ่นค่ายกลถูกสลักจากหยกไข่มุกทะเลสาบลึกทั้งก้อน ฝังด้วยลูกเหล็กลายคลื่นจำนวนถึงสามร้อยหกสิบเม็ด การเชื่อมประสานของลูกเหล็กเหล่านั้นเผยให้เห็นเส้นทางไหลเวียนของสายน้ำอย่างลางเลือน
จากฐานค่ายกล มีลวดลายค่ายกลนับร้อยแผ่กระจายออกไป บ้างหนา บ้างบาง คล้ายเส้นสายของธาราโปร่งใส อีกทั้งยังคล้ายรากพืชมีชีวิตที่ชอนไชเข้าสู่ผนังทั้งสี่ด้าน
แววตาซุนหลิงถงฉายแสงคมกล้า “ที่นี่คือห้องศูนย์กลางค่ายกลซึ่งควบคุมถ้ำศาลาชำระหยกทั้งหมด!”
หนิงโจวเอ่ยด้วยความยินดี “เช่นนี้ เพียงควบคุมที่นี่ได้ ก็ย่อมจัดการกับกลไกป้องกันทั้งหมดภายในศาลาชำระหยกได้โดยง่าย ไม่แปลกที่ท่านแม่จะไม่เอ่ยถึงในหยกจารึกมากนัก”
ซุนหลิงถงกลับมิได้ตอบ เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาในส่วนลึกของจิตใจ
ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลเช่นนี้ เขาให้ความสำคัญยิ่งนักมาโดยตลอด
ด้วยประสบการณ์ในการโจรกรรมที่โชกโชน ทุกครั้งที่เขารู้สึกไม่ดีระหว่างการโจรกรรม มักเป็นเพราะได้จับสัมผัสข้อมูลอันตรายบางอย่างเข้าแล้ว แต่ยังไม่ทันเข้าใจชัดเจน
เพราะเหตุนั้น ซุนหลิงถงจึงไม่รีบลงมือ กลับตั้งใจสังเกตอย่างถี่ถ้วน
เขาเร่งเร้าพรสวรรค์ดวงตาแห่งวิญญาณโดยตรง พินิจไปครู่หนึ่งก็ตกตะลึงเสียจนเหงื่อเย็นไหลทั่วหลัง
“ลูกเหล็กลายคลื่นพวกนี้ แท้จริงคืออัสนีสายหยินแห่งธาตุน้ำที่ถูกหลอมรวมเป็นรูป หากเผลอกระตุ้นเข้า ค่ายกลจะผนึกห้องทั้งห้องทันที และปิดกั้นมิติโดยสิ้นเชิง”
“เมื่อถึงยามนั้น ผู้ลอบเข้าสู่ค่ายกลจะถึงคราวสิ้นชีพไร้ซาก! มิใช่เพียงเท่านั้น ศาลาชำระหยกทั้งหลังก็จะถูกทำลายสิ้นในพริบตา!”
หนิงโจวถึงกับตะลึงพรึงเพริด
ซุนหลิงถงปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางกล่าวด้วยเสียงเคารพ “ท่านป้าถึงกับวางค่ายกลส่งผ่านไว้ในห้องศูนย์กลางค่ายกล เช่นนี้จะไร้การป้องกันไปได้อย่างไรเล่า!”
“นี่แหละคือสาเหตุที่ข้ารู้สึกผิดปกติ!”
“หากเป็นข้า ข้าสร้างทางลับเชื่อมสู่ภายนอก ย่อมต้องป้องกันมิให้ข้าศึกใช้ทางลับเพื่อส่งตัวเข้าสู่ศาลาชำระหยกด้วยเช่นกัน”
“ค่ายกลแผ่นนี้มีคุณสมบัติตรวจสอบตัวตน ก่อนที่ข้าจะถอดรหัสชั้นนั้นและสร้างการแอบอ้างได้สำเร็จ ห้ามแตะต้องเด็ดขาด!”
ซุนหลิงถงตัดสินใจอย่างแน่วแน่
เขากวาดตามองไปรอบด้าน “ถัดจากนี้ ข้าต้องเลือกจากหกประตูนี้แล้ว”
ภายในห้องศูนย์กลางค่ายกลถูกจัดวางด้วยค่ายกลควบคุมทั้งถ้ำ ศาลาชำระหยกได้เพิ่มห้องเล็กขึ้นมาอีกห้องหนึ่งซึ่งมีเพียงค่ายกลส่งผ่านตั้งอยู่
นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงประตูหกบาน ตั้งอยู่กระจายตามผนังทั้งสี่ด้าน
ซุนหลิงถงรักษาวิชาตรวจสอบไว้ตลอดเวลา เริ่มก้าวเดินอย่างระมัดระวังในห้องศูนย์กลางค่ายกล
ทุกๆสองหรือสามก้าว เขาจะหยุดใช้วิชาโจรกรรมตรวจจับลวดลายค่ายกลรอบตัว จากนั้นจึงหยิบยันต์หลากประเภทออกมาปล่อยทีละใบต่อเนื่อง
ลีลาการเคลื่อนไหวของเขาช่างซับซ้อนจนหนิงโจวมองตามแทบไม่ทัน
หนิงโจวถึงกับกลั้นหายใจ ทั้งร่างกายและจิตใจต่างอยู่ในสภาวะตึงเครียด
เขาย่อมรู้จักซุนหลิงถงดีนัก เขารู้ว่า ซุนหลิงถงตอนนี้ ได้ทุ่มเทพลังทั้งหมดออกมาแล้ว ลักษณะเช่นนี้ ที่เขาจริงจังถึงที่สุด ภายในสิบกว่าปีที่รู้จักกันมา ยังมีไม่เกินห้าครั้งเลยด้วยซ้ำ!
ซุนหลิงถงทุ่มเทสุดกำลัง ก้าวไปแล้วหยุด ก้าวย้อนกลับบ้าง อ้อมทางบ้าง เวลาผ่านไปเท่ากับครึ่งถ้วยน้ำชา เขาจึงมาถึงหน้าประตูบานหนึ่ง
หากนับระยะทางจากจุดเริ่มต้นถึงตำแหน่งนี้ในแนวตรง ก็ยังไม่เกินยี่สิบก้าวเสียด้วยซ้ำ
ซุนหลิงถงส่งเสียงถึงหนิงโจว เมื่อได้รับคำตอบยืนยันจึงผลักประตูออก
แสงจากภายนอกสาดเข้ามาทันที ทำให้ดวงตาเขาหรี่ลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเขาคือระเบียงทางเดินโค้ง ระเบียงนี้ถูกค้ำยันด้วยเสาผลึกน้ำแข็งสิบสองต้น พลังไร้รูปแผ่ขยายออกไปผลักดันมวลน้ำของทะเลสาบภายนอกให้แยกออก
ภายนอกระเบียงนั้นเป็นทะเลสาบมรกตใสแจ๋ว ปลาน้ำน้อยใหญ่และสาหร่ายเขียวสดชัดแจ้งถึงเส้นสาย แม้แต่ฝูงปลาที่แหวกว่ายผ่านเหนือหัว ก่อกระแสน้ำหมุนวนก็ดูคล้ายจะไหลทะลักเข้ามาในระเบียง
ซุนหลิงถงกับหนิงโจวต่างก็ยืนตะลึงกับภาพเบื้องหน้าที่ไม่คาดคิด
ซุนหลิงถงรู้สึกสะเทือนใจอย่างแรง ถ่ายถอดจิตสัมผัสกล่าวว่า “นี่คือสภาวะก่อรูปในอากาศด้วยค่ายกล!”
หนิงโจวได้ยินคำเตือนก็อุทานออกมา “ดะ…ดูเหมือนจะใช่จริงๆ”
‘สภาวะก่อรูปในอากาศ’ คือศาสตร์บ่มเพาะค่ายกลที่ล้ำลึกยิ่ง ผู้บ่มเพาะที่มีความรู้ค่ายกลตื้นเขิน ย่อมไม่อาจบรรลุได้เด็ดขาด
หนิงโจวเคยเผชิญกับศาสตร์ค่ายกลระดับใกล้เคียงกันมาแล้วหนึ่งอย่าง นั่นคือ ‘ศูนย์กลางไร้รูป’
ในสมรภูเมฆดำ แม้เขาจะค้นพบศูนย์กลางของค่ายกล ทว่ายังไม่สามารถทำลายมันได้ เพราะนั่นคือผลงานของศูนย์กลางไร้รูป!
ความรู้ด้านค่ายกลของซุนหลิงถงลึกซึ้งกว่าหนิงโจว เขาจึงจำแนกได้ก่อน ในยามนี้ เขาจ้องมองระเบียงตรงหน้าด้วยแววตาเปล่งประกาย พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความทึ่ง “นี่เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ข้าได้เห็นด้วยตาตนเอง”
“ค่ายกลที่สามารถสร้างพื้นที่ภายในขึ้นมา ก็ว่ายากแล้ว แต่การก่อรูปในอากาศด้วยค่ายกลกลับสามารถแยกโครงสร้างภายใน ปั้นแต่ง แล้วจัดเรียงใหม่ทั้งหมด!”
“ภายนอกพวกเรามองดู ศาลาชำระหยกนี้เป็นเพียงเรือนใต้น้ำหลังหนึ่งเท่านั้น”
“แต่พอเดินเข้ามาด้านใน กลับพบว่าเรือนนี้ได้รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกล ทั้งยังถูกออกแบบใหม่จนกลายเป็นสถาปัตยกรรมที่หลอมรวมกับค่ายกลอย่างมหัศจรรย์!”
“เสี่ยวโจว เจ้าคิดดูเถิด วิถีค่ายกลของมารดาเจ้า จะลึกซึ้งถึงเพียงใดกันแน่?”
หนิงโจวเอ่ยเสียงแห้ง “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่ใหญ่ ข้าเป็นเช่นไร ท่านก็รู้อยู่ มรดกตำราแม่ข้า ท่านก็อ่านผ่านตาหมดแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เดี๋ยวก่อน เหตุใดพี่ใหญ่จึงมั่นใจว่า สิ่งที่เห็นอยู่นี้เป็นผลงานแม่ข้า หาใช่การจัดวางดั้งเดิมของศาลาชำระหยกเล่า?”
ซุนหลิงถงส่ายหัวอย่างมั่นใจ “ศาลาชำระหยกนั้น มีฐานะเทียบเท่ากับถ้ำพำนักมหาศิลา จัดเป็นเรือนชั้นสูงสุดของแต่ละยอดเขา”
“แต่เจ้าก็เคยไปถ้ำพำนักมหาศิลาแล้ว ค่ายกลที่นั่นเป็นเช่นไรเล่า?”
“แม้จะเป็นค่ายเก้าตำหนักที่เซี่ยถังวางไว้ แต่หากเทียบแค่ระดับและความซับซ้อน ก็ยังด้อยกว่าค่ายกลนี้”
“ข้าจึงมั่นใจว่านี่คือผลงานของท่านป้าโดยแท้!”
หนิงโจรกะพริบตาถี่เล็กน้อย ดวงตาเขาขึ้นริ้วแดงบางเบา เขาถอนหายใจเบาๆ “เฮ้อ…หากแม่ข้าได้ทิ้งตำราค่ายกลไว้ให้บ้าง ข้ากับเสินซีก็คงมีระดับไม่ต่างกันนักแล้ว”
ซุนหลิงถงส่ายหน้า “ท่านแม่ของเจ้า คงเจตนาดีเถิด หากนางทิ้งตำราล้ำลึกไว้ให้ เกรงแต่จะนำภัยถึงตัวเจ้าแต่เยาว์วัย ยามนั้น เจ้าก็แค่เด็กสองขวบเท่านั้น ไหนเลยนางจะไว้ใจข้าผู้นอกได้หมดใจเล่า”
เขาหยุดยืนอยู่กับที่ ไม่กล้าก้าวไปไหน
ระเบียงเช่นนี้ หาได้สร้างไว้เพื่อชมทิวทัศน์ไม่ ภายใต้ภาพงามใต้น้ำนี้ ซุกซ่อนกับดักกับกลไกสังหารเอาไว้แน่นหนา
เห็นชัดว่านี่คือหนึ่งในมาตรการป้องกันโจรอีกชั้นหนึ่ง
ซุนหลิงถงยืนนิ่งอยู่นานราวหนึ่งก้านธูป จึงขมวดคิ้วแน่นแล้วเริ่มลงมือทดลอง
เขายกปลายเท้าขึ้น ก้าวอย่างระมัดระวังยิ่ง ก้าวแรกแตะลงบนพื้นกระเบื้อง ก็ปรากฏระลอกคลื่นน้ำสะท้อนออกมาจากแผ่นกระเบื้องทันที
ซุนหลิงถงเดินต่ออีกหลายก้าว เส้นทางเบี่ยงเบนอย่างลักลั่น ระลอกคลื่นที่เกิดบนพื้นกระเบื้องก็มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ
พลันมีลูกศรน้ำหลายสายผุดขึ้นกลางอากาศ พุ่งเข้าใส่ซุนหลิงถงพร้อมกัน
เขาต้องรีบเบี่ยงหลบ ถอยกลับอย่างฉับพลัน
ทว่าเพียงถอยหลังก็ยิ่งกระตุ้นกลไกมากขึ้น สายน้ำลูกหนึ่งพุ่งเข้าใส่จากเบื้องหลัง รัดแน่นรอบเอวเขาอย่างมั่นคง มัดแน่นไม่ให้ขยับเขยื้อน
ซุนหลิงถงพยายามจะตอบโต้ ทว่าสายน้ำที่พันรัดรอบกายกลับมีพลังข้อห้ามแฝงอยู่ ทำให้เขาไม่อาจแก้ทางได้ทันท่วงที
พลังศักดิ์สิทธิ์—เส้นชีวิตผูกวิญญาณ!
กระจกเชื่อมจิต!
ในยามคับขัน หนิงโจวลงมือทันที ชักร่างของซุนหลิงถงกลับสู่ถ้ำแห่งผาโอบเถาวัลย์อย่างฉับพลัน
ซุนหลิงถงยังคงมีสีหน้าหวาดระแวง “ค่ายกลนี่ช่างร้ายกาจนัก! เสี่ยวโจว หากมิใช่เจ้าลงมือช่วยไว้ทัน ข้าคงได้รับบาดเจ็บหนักแน่แล้ว”
หนิงโจวเอ่ย “พี่ใหญ่ ท่านก็แค่รับเคราะห์แทนข้าเท่านั้น”
ซุนหลิงถงโบกมือพลางหัวเราะ “ไม่หรอก ข้าต้องขอบคุณเจ้าต่างหาก ที่ให้โอกาสข้าได้มาขโมยและสำรวจเช่นนี้ ช่างตื่นเต้นเสียจริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
เขาหัวเราะลั่น แววตาเป็นประกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“เจ้ารู้หรือไม่? อุปสรรคข้างหน้า ยิ่งยาก ข้ายิ่งรู้สึกท้าทาย! เสี่ยวโจว พวกเรามาศึกษาค่ายกลในระเบียงนี้ด้วยกันเถอะ!”
หนิงโจวพยักหน้ารับอย่างแน่วแน่
พี่น้องทั้งสองเริ่มรวบรวมข่าวสารที่ค้นพบ จากนั้นจึงร่วมกันวิเคราะห์ค่ายกลภายในระเบียงทางเดิน
ระหว่างนั้น หนิงโจวยังหยิบตำราที่แม่ทิ้งไว้ให้ออกมา ให้อ่านร่วมกันกับซุนหลิงถง
แม้เนื้อหาในตำราเหล่านี้จะเป็นเพียงพื้นฐาน และเน้นเรื่องกลไกเป็นหลัก แต่ก็ยังพอมองเห็นเค้าเงาบางประการได้อยู่
ท้ายที่สุด ตำราเหล่านี้ก็ล้วนเป็นผลงานของแม่หนิงโจว ภายในย่อมสะท้อนบุคลิก ความนึกคิด และวิธีการวางแผนของผู้เขียนได้บางส่วน
“ยาก…ยังยากเกินไปอยู่ดี” ซุนหลิงถงถอนใจ
แม้จะมีเบาะแสอยู่บ้าง แต่ก็ยังน้อยเหลือเกิน
หนิงโจวเอ่ยเสียงแน่น “ยังต้องลองตรวจสอบอีกหลายครั้ง จึงจะจับเค้าโครงของค่ายกลในระเบียงนี้ได้ชัดเจน”
สีหน้าของซุนหลิงถงเคร่งขรึม “ข้ารู้สึกว่า พวกเราอาจไม่มีโอกาสลองได้มากกว่านี้ ท่านป้าคงไม่ได้วางค่ายกลไว้ให้ลองผิดลองถูกเช่นนั้น หากดูจากลวดลายค่ายกลที่มีอยู่ตอนนี้ เกรงว่าอีกเพียงไม่กี่ครั้ง ระเบียงทั้งหมดจะถูกผนึกอย่างสมบูรณ์”
“และอย่างน้อย…ก็คงเป็นเช่นนั้น”
“แต่ที่ข้ากังวลยิ่งกว่า คือมันอาจกระตุ้นไปถึงค่ายกลศูนย์กลาง แล้วปลุกกลไกระเบิดตัวเองของศาลาชำระหยกทั้งหลังขึ้นมา!”
หนิงโจวขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าเราต้องยกระดับวิถีค่ายกลของพวกเราแล้วล่ะ”
ซุนหลิงถงส่ายหน้า “ไม่ใช่ทางที่เป็นไปได้เลย วิชาทั้งหลายในสายการบ่มเพาะร้อยศาสตร์ มิใช่สิ่งที่เร่งรัดได้ เจ้าบังเอิญมีโชควาสนาในวิถีห้าธาตุก็ถือว่าโชคดีหายากแล้ว”
หนิงโจวถอนหายใจ “เอาเถิด อย่างไรเสียก็ต้องลองกันอีกสักหน่อยก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
แม้หนิงโจวจะมีรากฐานทางวิถีค่ายกลมั่นคง และแม้ซุนหลิงถงจะเชี่ยวชาญมากกว่า ทว่าเมื่อร่วมมือกันทั้งสองกลับต้องรู้สึกตัวเล็กนักเบื้องหน้าค่ายกลที่เมิ่งเหยาหยินทิ้งไว้
ทั้งที่ซุนหลิงถงมีสมบัติวิถีชั้นดีอย่างกระสวยล่องในช่องค่ายกล แต่กลับไม่อาจหาช่องว่างหรือจุดบกพร่องใดให้ใช้งานได้เลย
เขาใช้วิชาธาตุดินแทรกเข้าภูเขา ผ่านค่ายกลพันเถาวัลย์ดื่มเมฆา ใช้กระสวยนั้นเดินทางเข้าสู่ห้องหินของค่ายกลส่งผ่านอีกครั้ง
จากนั้นก็ผ่านค่ายกลส่งผ่านเข้าไปในศาลาชำระหยกอีกครา
เขาผ่านห้องศูนย์กลางค่ายกลไป แล้วเลือกประตูเดิมบานนั้นอีกครั้ง
เมื่อผลักประตูเข้าสู่ระเบียงทางเดิน เขากับหนิงโจวก็ต้องเผชิญกับปัญหาเดิมอีกครา
ระเบียงหาได้สงบเงียบเช่นเดิมไม่ พื้นกระเบื้องยังคงมีระลอกน้ำไหวอยู่ชัดเจน ซึ่งหาใช่ภาพเดิมที่เคยเห็นมาก่อน และสิ่งนี้ก็เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนต่อข้อสันนิษฐานก่อนหน้าของซุนหลิงถง—พวกเขายังลองได้อีกไม่มากนัก!
ทว่าก่อนที่ซุนหลิงถงจะได้ทดลองค่ายกลต่อ เสียงระเบิดดังสนั่นราวฟ้าคำรามก็ดังขึ้น
“เกิดสิ่งใดขึ้น?!” ซุนหลิงถงเงยหน้ามองขึ้นอย่างตกตะลึงปนหวาดระแวง
ในยามนี้เขาอยู่ใต้น้ำ แต่กลับเห็นมวลน้ำของทะเลสาบปั่นป่วน แปรเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำเชี่ยวกราก ไม่เพียงแค่ทะเลสาบมรกต แม้แต่เขายอดเมฆทั้งลูกยังสั่นไหวสะท้าน
หนิงโจวพลันตกใจจนเกือบจะเรียกตัวซุนหลิงถงกลับมาอีกครั้งด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์โดยสัญชาตญาณ
เขาพบด้วยความตระหนกว่า ถ้ำผาโอบเถาวัลย์ที่เขานั่งอยู่ ก็เกิดอาการสั่นไหวขึ้นเช่นกัน!
“มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?” ซุนหลิงถงกลับเป็นฝ่ายตั้งสติได้ก่อน เขามั่นใจว่าเหตุการณ์นี้หาใช่ฝีมือจากฝั่งเขา
หนิงโจวจึงรีบสั่งให้พ่อครัวเฒ่า ออกไปตรวจสอบสถานการณ์
แต่เนื่องจากพ่อครัวเฒ่าเพิ่งมาถึงไม่นาน อีกทั้งยังไม่ถนัดด้านการสืบข่าว หนิงโจวที่ทราบดีจึงไม่รอผลจากเขาเพียงลำพัง แต่รีบส่งสารบินไปติดต่ออวี๋เหอเหย่ด้วยอีกทาง
ไม่นาน สารบินจากอวี๋เหอเหย่ก็มาถึง
ในสารเขาแจ้งว่า ตนเองก็ตกใจอยู่บ้างเช่นกัน ก่อนจะรายงานว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะมีผู้บ่มเพาะหนุ่มชื่อหนิวเฉิง กำลังพยายามค้นหาสมบัติด้านค่ายกลของเซี่ยถัง จึงเผลอกระตุ้นค่ายกลเก้าตำหนัก
ค่ายกลเก้าตำหนักนี้ กินพื้นที่ตั้งแต่ผาโอบเถาวัลย์ ยาวไปถึงเขายอดเมฆ รวมถึงยอดเขาอีกเจ็ดลูก กล่าวคือ ทั้งเก้ายอดเขาล้วนเกิดการสั่นสะเทือนพร้อมกัน!
ท้ายสาร อวี๋เหอเหย่ได้เอ่ยข้อสันนิษฐานของตนว่า—หนิวเฉิงผู้นั้นมีพรสวรรค์ติดตัว หากสามารถก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนได้ถึงเพียงนี้ เกรงว่าคงใกล้จะได้ครอบครองสมบัติวิถีสายวิถีค่ายกลเข้าแล้ว
หากหนิงโจวประสงค์จะชิงสมบัตินี้ อวี๋เหอเหย่ยินดีทุ่มสุดกำลังเพื่อช่วยเหลือ ตอบแทนบุญคุณช่วยชีวิตของหนิงโจว!
แต่หนิงโจวกลับเขียนสารตอบกลับไปอย่างสงบใจ เพื่อปลอบให้อวี๋เหอเหย่ไม่ต้องกังวลหรือสนใจเรื่องนี้อีก
ทว่าพ่อครัวเฒ่าที่ถูกส่งไปกลับยังไม่กลับมา
ในยามนี้หนิงโจวอยู่ตามลำพังไร้ผู้คุ้มกัน พลันรู้สึกลังเลไม่กล้าจดจ่อกับการสำรวจศาลาชำระหยกต่อ
คมศัสตราเงาพราย — เย่หู่ กับ วานรโลหิตเกราะหนัก—ต้าเซิ่ง ยังซ่อมแซมไม่เสร็จ อีกทั้งยังยุ่งยากซับซ้อนเกินคาด
แต่เดิมเขาคาดหวังจะพึ่งพาพ่อครัวเฒ่าอยู่แล้ว ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายถูกส่งไปสืบข่าว ก็ไม่อาจใช้งานได้
ส่วนชิงชื่อ หนิงโจวมิอาจฝากความหวังไว้กับสตรีน้อยผู้สูญเสียความทรงจำ
นิสัยหนิงโจวรอบคอบยิ่งนัก เขาจึงรีบส่งจดหมายเหาะเรียกพ่อครัวเฒ่ากลับมาทันที พร้อมทั้งติดต่อไปยังซุนหลิงถงอีกทาง
ทางด้านซุนหลิงถง ในขณะนี้เขานั่งขัดสมาธิอยู่บนแผ่นกระเบื้อง ดวงตาทอประกายวาววับ “เสี่ยวโจว ไม่ต้องร้อนใจ! ข้าค้นพบเบื้องหลังของค่ายกลในระเบียงนี้แล้ว!”
(จบตอน)
(4th November 2025: ยังคงแปลอยู่ ไม่ได้หายไปไหน)