- หน้าแรก
- หนิงโจว เซียนกลไกเปิดสรรพสิ่ง
- ตอนที่ 45 ทุกคนต่างเป็นตัวเอก
ตอนที่ 45 ทุกคนต่างเป็นตัวเอก
ตอนที่ 45 ทุกคนต่างเป็นตัวเอก
ตอนที่ 45 ทุกคนต่างเป็นตัวเอกในเรื่องราวของชีวิตตนเอง
หนิงโจวไม่สามารถได้ยิน เห็น หรือสัมผัสกลิ่นใดๆ อีกครั้ง เขาตกสู่โลกแห่งความมืดมิด
ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความยินดี
“ในที่สุด ข้าก็เข้ามาได้อีกครั้ง!”
“จากนี้ ข้าจะสามารถเข้าสู่ตำหนักเซียนลาวาได้ด้วยตัวเอง”
วิธีการก่อนหน้านี้ช่างดูเป็นการกระทำที่ถูกบังคับและไร้อิสระเกินไป
“บางที ข้าอาจสามารถใช้ตราประทับศิษย์ทดสอบ เพื่อออกจากตำหนักเซียนได้เองเช่นกัน?”
ความคิดนี้วนเวียนอยู่ในใจเขา แม้จะยังไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ในตอนนี้
ขณะคิด หนิงโจวก็เริ่มกระตุ้น เคล็ดวิถีห้าธาตุ เพื่อเร่งพลังวิญญาณออกมา
พลังวิญญาณที่แผ่ออกมาถูกดึงเข้าสู่องค์ประกอบกลไกชิ้นแรกอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ องค์ประกอบแรกคือ แขนซ้าย
จากนั้นจึงเป็น ศีรษะ
และเช่นเดียวกันอีกครั้ง ศีรษะนั้นคือหัวโตที่ดูประหลาด
หนิงโจวที่เชี่ยวชาญแล้ว จัดการประกอบร่างตนเองอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะกระโดดลงจากกองชิ้นส่วนกลไกที่ก่อขึ้นเป็นภูเขาขนาดเล็ก
เขาวิ่งกระโผลกกระเผลกไปยังประตูห้อง
ครั้งนี้ เพื่อประหยัดเวลา เขาไม่ได้เลือกขาที่มีความยาวเท่ากัน
“มีห่วงแขวน อยู่ ต่อให้ข้าวิ่งกระโผลกกระเผลกก็ยังสามารถผ่านห้องที่สองได้”
“สิ่งสำคัญตอนนี้คือซ่อนตัวให้ดี ข้ามีรายชื่ออยู่สามกระดาน อย่างน้อยต้องวิ่งสามรอบเพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตา”
แต่เมื่อหนิงโจวสัมผัสประตูห้อง กลับพบว่า “ห่วงแขวน” ที่ควรจะเป็นตัวเลือกในรางวัลนั้นหายไป
สามตัวเลือกที่ปรากฏมีดังนี้: ศิลาวิญญาณหนึ่งก้อน, ชิ้นส่วนกลไก—ด้ายย้อนกลับ และหนึ่งวิชา
“ไม่มีห่วงแขวน?!” หนิงโจวนิ่งอึ้งไป
ทันใดนั้น เขาตบหัวตนเองด้วยฝ่ามือไม้เล็กๆ เสียงดัง ปั้ง
“ข้าทำพลาดแล้ว!”
“ข้าควรจะคาดเดาได้ตั้งนานแล้ว”
“ครั้งที่สองที่ข้าสำรวจ ข้าก็พบว่า วิชาโอบน้ำแข็ง ถูกแทนที่ด้วย วิชาควบคุมเปลวเพลิง”
“สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ารางวัลที่ได้รับไม่ใช่สิ่งที่กำหนดตายตัว บางทีอาจเพราะข้าเคยเลือกมันแล้ว ตัวเลือกจึงเปลี่ยนไป”
“หากวิชาถูกเปลี่ยน เช่นนั้นรางวัลกลไกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน”
“เพียงแต่ตัวเลือก ‘ศิลาวิญญาณ’ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทำให้ข้ามองข้ามความเป็นไปได้ในเรื่องนี้”
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ย่อมทำพลาดได้
หนิงโจวเองก็ย่อมทำผิดพลาดได้
ความผิดพลาดนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากความกระตือรือร้นที่จะซ่อนตัวและออกจากรายชื่อจัดอันดับที่มีมากเกินไป
เมื่อมองดูรางวัลสามตัวเลือกที่อยู่ตรงหน้า หนิงโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเลือก ด้ายย้อนกลับ
ส่วนวิชานั้น เขาไม่เลือก เพราะต้องการให้การสำรวจครั้งนี้ช่วยให้เขาหลุดพ้นจากรายชื่อจัดอันดับได้สำเร็จ
แม้เขาจะสามารถใช้ตราประทับศิษย์ทดสอบเพื่อเข้าสู่ตำหนักเซียนได้ด้วยตัวเอง แต่กลไกของมันยังไม่ถูกสำรวจอย่างสมบูรณ์ และอาจมีข้อจำกัดอื่นๆที่ยังไม่ทราบ
“เช่น อาจต้องรอหลายวันก่อนจะเข้าสำรวจครั้งต่อไปได้?”
หนิงโจวไม่ต้องการสร้างปัญหาเพิ่มเติมในช่วงสำคัญเช่นนี้ เป้าหมายหลักของเขาคือการออกจากรายชื่อจัดอันดับให้ได้!
ศิลาวิญญาณเองก็ไม่ได้ถูกเลือก เพราะด้วยรากฐานจิตวิญญาณที่เพิ่มขึ้น พลังวิญญาณของเขาตอนนี้ยังเพียงพอ
ด้ายย้อนกลับถูกส่งมายังเขา
มันคือเส้นลวดโลหะที่ค่อนข้างหนา เมื่อมองใกล้ๆ จะเห็นประกายสีทองและสีเงินสลับกันบนพื้นผิว
หนิงโจวรู้จักสิ่งนี้เป็นอย่างดี
เขานั่งลงกับพื้นทันที และเริ่มถอดขาทั้งสองข้างของตนออก
จากนั้น เขาดึงเส้นลวดโลหะส่วนหนึ่งออกมา ใช้มือที่ว่องไวพันเส้นลวดให้เป็นเกลียวที่หมุนขึ้นสูง คล้ายรูปร่างของพายุหมุน
ต่อมา เขานำเส้นลวดเกลียวนี้ติดตั้งไว้ที่ตำแหน่งหัวเข่า เพิ่มวิธีการเชื่อมต่อใหม่ระหว่างขาและต้นขา
สุดท้าย เขาประกอบขากลับเข้าที่เหมือนเดิม
ด้วยวิธีการเดียวกัน เขาเพิ่มเส้นลวดเกลียวนี้ไว้ที่ข้อศอกทั้งสองข้างด้วย
เมื่อเขาลุกขึ้นยืน เขาลองขยับตัวสองสามครั้ง และพบว่าร่างกายตอบสนองได้ดีมาก
ในห้องที่หนึ่งไม่มีอะไรให้ฝึกซ้อม หนิงโจวจึงเปิดประตูเข้าสู่ห้องที่สองทันที
เขาเริ่มวิ่งไปบนพื้นอิฐที่เคลื่อนถอยหลัง
ระหว่างต้นขาและน่องของเขามีเส้นลวดเกลียว เมื่อใดที่เขาก้าวเท้า เส้นลวดเกลียวจะถูกบีบอัด และเมื่อบีบอัดถึงจุดหนึ่ง มันจะปลดปล่อยพลังงานเพื่อดันให้เส้นลวดกลับคืนสู่ความยาวปกติ
ด้วยวิธีนี้ หนิงโจวได้รับพลังเสริม ทำให้เขามีพลังในการเคลื่อนที่มากขึ้น
ก่อนหน้านี้ การฝ่าด่านของเขาคือการวิ่งไปตามปกติ แต่ครั้งนี้ เขากระโดดโลดเต้นไปข้างหน้า และระยะทางในแต่ละก้าวกระโดดนั้นไกลขึ้นมาก
เมื่อสองครั้งก่อน หนิงโจววิ่งไปได้เพียงครึ่งทาง ก็ไม่สามารถวิ่งตามความเร็วของพื้นอิฐที่ถอยหลังได้อีกต่อไป แต่ในครั้งนี้ ประสิทธิภาพของการวิ่งและกระโดดของเขาสูงขึ้นมาก ทำให้เขายังสามารถนำหน้าความเร็วของพื้นอิฐได้ แม้จะเข้าสู่ช่วงกลางทางแล้ว
ต้นไม้ยักษ์เหวี่ยงเข้ามา แต่หนิงโจวเตรียมพร้อมไว้แล้ว เขากระโดดเบาๆ ขึ้นไปยืนบนต้นไม้อย่างง่ายดาย
“ก่อนหน้านี้ต้องใช้สองเท้ากระโดดพร้อมกัน แต่ครั้งนี้เพียงแค่ขาข้างเดียว ความสูงและความเร็วในการกระโดดกลับดีกว่าครั้งก่อนที่ใช้สองเท้าเสียอีก!”
หนิงโจวกระโดดไปมาระหว่างต้นไม้ยักษ์และผนัง บางครั้งเขาก็ลงบนพื้นอิฐบ้าง
หลังจากพยายามล้มเหลวสองครั้ง ในครั้งที่สามเขาก็สามารถข้ามผ่านอุปสรรคสุดท้ายได้สำเร็จ และมาถึงหน้าประตู
“ด้ายย้อนกลับเหมาะสำหรับการผ่านห้องที่สองมากกว่าห่วงแขวน” หนิงโจวคิดพลางประเมินในใจ
ในขณะนั้น เขานึกถึง กระดานอันดับผ่านดานรวดเร็ว
“ด่านที่ปราชญ์ไตรเมธีผู้ยิ่งใหญ่สร้างไว้ นอกจากใช้เพื่อการทดสอบแล้ว ยังมีเจตนาสอนวิชาด้วย”
(แก้คำแปล สามปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ (三宗上人) เป็น ปราชญ์ไตรเมธีผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนคิดว่ามีสามคน ความเป็นจริงนี้คือคนๆเดียว)
“การผ่านด่านด้วยความเร็ว ก็เพื่อกระตุ้นให้ศิษย์ทดสอบอย่างพวกเรา ฝึกฝนทักษะและความสามารถในการใช้ชิ้นส่วนกลไกเหล่านี้ให้ชำนาญยิ่งขึ้น”
“หากเป็นเมิ่งจงที่มาฝ่าด่านนี้ จะเป็นเช่นไร?”
“เขาจะสามารถใช้ชิ้นส่วนกลไกเหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่วหรือไม่?”
“ไม่ใช่เลย… สิ่งที่กำหนดผลลัพธ์ไม่ใช่ความสามารถในการใช้ชิ้นส่วนกลไก แต่เป็นคุณสมบัติของหุ่นกลของเขา พรสวรรค์ระดับสูงสุดย่อมนำมาซึ่งหุ่นกลที่ทรงพลังยิ่งกว่าของข้า!”
ในเหตุการณ์ลอบโจมตีคฤหาสน์จื่อหยาง หนิงโจวเคยใช้กลไกเพื่อสังเกตการณ์การที่เมิ่งจงโจมตีหานหมิงจากด้านหลัง
“แม้ในตอนนั้น พลังยาในร่างเมิ่งจงจะเดือดพล่าน สลายพลังวิถีของเขา แต่ความรุนแรงของการโจมตีเช่นนั้น ยังเป็นผลจากพรสวรรค์พายุคลั่งสายฟ้าคำรามโดยตรง!”
หนิงโจวผู้ซึ่งเป็น หอสมุดเคลื่อนที่ในคราบมนุษย์ เข้าใจถึงความหมายของพรสวรรค์ระดับสูงสุดเป็นอย่างดี แต่การได้เห็นด้วยตาตนเองก็ยังทำให้เขาสั่นสะท้านในจิตใจ
“แล้วสิ่งใดคือพรสวรรค์ระดับสูงสุด?”
“พรสวรรค์ระดับล่าง กลาง และสูง แม้จะต่างกันแต่ยังอยู่ในระดับเดียวกัน ทว่าพรสวรรค์ระดับสูงสุดนั้น คือสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวง ทะยานขึ้นไปเหนือความเท่าเทียม!”
“ในหมู่ผู้บ่มเพาะนับล้าน อาจมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์เช่นนี้”
ผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสูงสุด หากเติบโตขึ้นมา ย่อมเป็น อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ของสำนักใหญ่ หรือแม้กระทั่งเสาหลักแห่งแว่นแคว้น!
“ตระกูลเมิ่งเป็นหนึ่งในตระกูลยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์เซียนหนานโต้ว มีสมาชิกตระกูลนับหมื่นนับพัน ด้วยจำนวนผู้คนที่มากมายเช่นนี้ ทุกระยะเวลาหนึ่ง ย่อมมีผู้ที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ระดับสูงสุดปรากฏตัวขึ้น”
หนิงโจวไม่มีความรู้สึกอิจฉาใดๆเลย
“ในเมื่อข้ามีพรสวรรค์ระดับล่าง ‘ปัญญาแรก’ และพรสวรรค์ลึกลับของแขน แล้วเหตุใดผู้อื่นจะมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าข้าไม่ได้เล่า?”
“เหตุใดผู้อื่นจะไม่มีสิทธิ์ครอบครองสิ่งที่ดีกว่าข้า?”
“แล้วข้ามีสิทธิ์อันใดไปตัดสินคนอื่น?”
ปีที่มารดาของหนิงโจวเสียชีวิต เขาได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งเกี่ยวกับโลกนี้
“โลกใบนี้ไม่ได้หมุนรอบตัวข้า”
ทุกคนต่างเป็นตัวเอกในเรื่องราวของชีวิตตนเอง และเขาเองก็เป็นเช่นนั้น
เหล่าตัวเอกทั้งหมดล้วนต่างแสดงบทบาทของตนบนเวทีใหญ่แห่งโลกใบนี้ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความแค้น ความทะเยอทะยาน และเล่ห์กลอันซับซ้อน
“เพราะเหตุนี้ โลกถึงได้งดงามและน่าหลงใหลเช่นนี้”
แม้เมิ่งจงยังไม่ได้เข้าสู่ตำหนักเซียน หนิงโจวก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่กำลังก่อตัวขึ้นมาจากเบื้องหลัง
การซ่อนตัวและลบชื่อเสียงในขณะนี้ เป็นเพียงแผนการที่ช่วยรักษาความได้เปรียบเบื้องต้นเท่านั้น
แต่เมื่อเมิ่งจงเข้าสู่ตำหนักเซียนอย่างเป็นทางการ ความได้เปรียบเบื้องต้นนี้จะคงอยู่ได้นานเพียงใดเล่า?
หนิงโจวไม่มีคำตอบ ไม่มีความมั่นใจ
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ในตอนนี้ คือการมุ่งหน้าต่อไป