- หน้าแรก
- ฉู่หยวน ระบบสำนักไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 229 แดนลับหกปราชญ์ถอนคำสาปได้?
ตอนที่ 229 แดนลับหกปราชญ์ถอนคำสาปได้?
ตอนที่ 229 แดนลับหกปราชญ์ถอนคำสาปได้?
ตอนที่ 229 แดนลับหกปราชญ์สามารถถอนคำสาปกึ่งปราชญ์ได้?
ร่างอรชรของเซี่ยเยว่หลิงเผยให้เห็นอย่างถนัดตา นางใช้มือข้างหนึ่งปกปิดเบื้องหน้า อีกมือหนึ่งปิดส่วนสำคัญ
ทว่าแม้จะพยายามปิดบังเพียงใด ก็ยังปกปิดได้ไม่มิดนัก
ในขณะที่ฉู่หยวนถึงกับนิ่งค้างไปชั่วขณะ เสียงของเซี่ยเยว่หลิงก็ดังขึ้นด้วยความขวยเขินเจือสะอื้น
“ท่านเจ้าสำนัก… ท่านยังจะมองอีกหรือ!”
ฉู่หยวนสะบัดศีรษะ รีบคืนสติแล้วหมุนตัวกลับไปโดยพลัน จากนั้นก็หลุบตาต่ำ สำรวมใจนิ่ง
“หลิงเอ๋อร์ ข้าเห็นว่าภายในถ้ำพลังวิญญาณปั่นป่วนอย่างรุนแรง คิดว่าเจ้าคงประสบเภทภัย จึงบุกเข้ามาโดยไม่ทันคิด ต้องขออภัยที่เสียมารยาทยิ่งนัก”
เซี่ยเยว่หลิงไม่กล่าวสิ่งใด เพียงเม้มริมฝีปากแน่นแล้วโบกมือเบาๆ ทำให้เปลวเพลิงสายพันธุ์พิเศษที่อยู่ข้างกายปล่อยพลังธาตุไฟออกมาอีกระลอก พลังนั้นหนาแน่นจนกลายเป็นหมอกลอยปกคลุมร่างของนางเอาไว้
ต่อจากนั้น นางก็หยิบชุดใหม่ออกจากแหวนเก็บสมบัติเพื่อสวมใส่
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าแต่งกายเรียบร้อยแล้ว พวกเราออกไปกันเถิด”
ฉู่หยวนในยามนั้นยังคงหลับตาแน่น จนเมื่อได้ยินถ้อยคำเขินอายของเซี่ยเยว่หลิงดังขึ้นจึงค่อยๆ ขานตอบ
“อา? โอ้… ดีๆ” เขายังรู้สึกประหม่าอยู่ไม่น้อย
พลังวิญญาณฟ้าดินอันเข้มข้นทะลักออกมาจากถ้ำของเซี่ยเยว่หลิง เซียวเฉินชะเง้อมองเข้าไปภายในผ่านม่านพลังอันหนาแน่น ไม่นานก็เห็นฉู่หยวนก้าวออกมา
“ท่านเจ้าสำนัก เป็นอย่างไรบ้าง? ศิษย์น้องไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?” เซียวเฉินเอ่ยถาม
ทว่าฉู่หยวนกลับมิได้ตอบคำ นั่นทำให้เซียวเฉินสังเกตเห็นใบหน้าของเขาซึ่งไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดกลายเป็นสีหน้าแปลกประหลาด
“ศิษย์พี่เซียว ข้ามิเป็นไร” เซี่ยเยว่หลิงก้าวตามออกมาด้านหลัง
สีหน้าของนางเองก็ประหลาดไม่แพ้กัน แก้มแดงระเรื่อคล้ายคนเมา ราวกับดื่มสุราจนมึนเมาเลยทีเดียว
แต่เซียวเฉินก็ตั้งสติได้ในไม่ช้า เข้าใจได้ทันทีว่า ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะพลังธาตุไฟภายในถ้ำหนาแน่นจนเกินไปนั่นเอง
ฉู่หยวน เซี่ยเยว่หลิง และเซียวเฉิน ทั้งสามยืนประจันหน้ากัน
เซี่ยเยว่หลิงหันไปมองฉู่หยวนด้วยแววตาลุ่มลึกเป็นนัย ฉู่หยวนรู้สึกได้ รีบกระแอมเบาๆสองคราในใจ แล้วเบือนสายตาไปทางอื่น มิกล้าสบตานางโดยตรง
“ศิษย์น้อง นี่มันเรื่องอันใดกัน? เหตุใดถึงมีเสียงโกลาหลปานนี้?” เซียวเฉินถามขึ้นด้วยความใคร่รู้
“ข้าพยายามฝืนทะลวงไปสู่ขอบเขตตำหนักจิตวิญญาณ แต่ว่าในห้วงสุดท้ายนั้นกลับควบคุมมิได้ ทำให้พลังเกิดปั่นป่วนภายในเส้นชีพจร จึงเป็นเหตุให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตเช่นนี้” เซี่ยเยว่หลิงเอ่ยอธิบาย
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่หยวนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เรื่องน่าอึดอัดก่อนหน้านั้นก็พักไว้ก่อน การฝืนทะลวงขอบเขตเช่นนี้ นับว่าอันตรายอย่างยิ่ง
“พลังปั่นป่วนรึ? แล้วเจ้ามิได้รับบาดเจ็บกระนั้นหรือ?” เซียวเฉินรีบเอ่ยถาม เขามิได้สังเกตเลยว่าตนเผลอปฏิบัติต่อเซี่ยเยว่หลิงเสมือนเป็นศิษย์น้องของตนไปเสียแล้ว ราวกับตนเองเป็นคนของสำนักเต้าเสวียนโดยแท้
“ไม่เป็นไร ข้ามีสมบัติวิเศษอยู่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งในการสลายการปั่นป่วนของพลัง” เซี่ยเยว่หลิงกล่าว
ฉู่หยวนพินิจนางอย่างถี่ถ้วน พบว่านางลมหายใจสม่ำเสมอ สีหน้าผ่องใส มิได้ปรากฏอาการบาดเจ็บแม้แต่น้อย ในใจก็พลันคลายกังวลลงไปบ้าง
กระนั้น ฉู่หยวนยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด
“เพิ่งทะลวงสู่ขอบเขตโอสถวิญญาณเก้าลายได้ไม่นาน ก็คิดจะทะยานสู่ตำหนักจิตวิญญาณเสียแล้ว… หากคิดจะโลดแล่นเช่นนี้ เหตุใดไม่ทะลวงให้ถึงขอบเขตมหาปราชญ์ไปเสียเลยเล่า?”
เซี่ยเยว่หลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่ให้ทั้งสองเห็นสีหน้า
เซียวเฉินเองก็เงียบเชียบลงในยามนั้น มิได้เอ่ยขัดคำตำหนิของเจ้าสำนัก
เพราะการฝืนทะลวงขอบเขตนั้น อันตรายเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ
เขาเข้าใจดีว่าเซี่ยเยว่หลิงคงต้องการรีบเลื่อนขอบเขตเพื่อจะได้ออกจากถ้ำในเร็ววัน ทว่าใช้วิธีเช่นนี้ แม้จะมีสมบัติวิเศษคุ้มครอง ก็ไม่อาจปล่อยผ่านได้
การตำหนิของเจ้าสำนักครั้งนี้ จึงสมควรยิ่งนัก
ทว่า…ถ้อยคำต่อมาของเซี่ยเยว่หลิงกลับทำให้เซียวเฉินถึงกับตะลึงงัน
“แต่ว่า…ท่านเจ้าสำนัก แม้พลังของข้าจะปั่นป่วนก็จริง ทว่าขอบเขตตำหนักจิตวิญญาณนั้น ข้าก็เปิดทางไว้เกือบสมบูรณ์แล้ว หากไร้อุปสรรคใด ภายในอีกไม่กี่วัน ข้าคงสามารถก่อร่างวิญญาณแท้ได้” เซี่ยเยว่หลิงกล่าว
ราวกับเกรงว่าฉู่หยวนกับเซียวเฉินจะไม่เชื่อ นางถึงกับเผยตำหนักจิตวิญญาณของตนออกมาให้เห็นโดยตรง แม้ยังคงคลุมเครือวุ่นวาย ทว่าก็ดูออกได้ชัดว่าพื้นฐานเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นแล้ว
เซียวเฉินถึงกับอึ้งงัน
พลังปั่นป่วนแล้วทะลวงขอบเขตได้กระนั้นหรือ?
เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน แถมเมื่อสองวันก่อน เซี่ยเยว่หลิงเพิ่งทะลวงสู่ขอบเขตโอสถวิญญาณเก้าลาย นี่เท่ากับว่าทะยานข้ามสองขั้นติดกันโดยแท้
พรสวรรค์เช่นนี้…น่าสะพรึงนัก
ฉู่หยวนเองก็มิอาจซ่อนความตะลึงไว้ได้
“แค่กๆ… ต่อให้เจ้ามั่นใจเพียงใด คราวหน้าอย่าได้ทำเช่นนี้อีก หากคิดจะทะลวงขอบเขต ให้แจ้งข้าก่อนทุกครั้ง” ฉู่หยวนกล่าวตักเตือน
“เจ้าค่ะ ทราบแล้ว…” เซี่ยเยว่หลิงตอบเสียงอ่อยอย่างไม่เต็มใจนัก จากนั้นราวกับนึกสิ่งหนึ่งขึ้นได้ นางก็ถามต่อว่า
“จริงสิ ท่านเจ้าสำนัก เช่นนี้แล้ว ข้ายังต้องปิดด่านบ่มเพาะในถ้ำนี้ต่ออีกหรือไม่เจ้าคะ?”
“เมื่อเจ้ารักษาขอบเขตตำหนักจิตวิญญาณให้มั่นคงดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปิดด่านอีก” ฉู่หยวนตอบ
“เยี่ยมไปเลย!” สีหน้ายินดีเปี่ยมสุขพลันปรากฏบนใบหน้านาง
เรื่องของเซี่ยเยว่หลิงคลี่คลายลงเรียบร้อย ทว่าทางเซียวเฉินยังมีเรื่องหนึ่งต้องพึ่งฉู่หยวน
“ท่านเจ้าสำนัก…” เซียวเฉินจ้องมองฉู่หยวนด้วยแววตาหนักแน่น “คำสาปกึ่งปราชญ์ในร่างข้า…จะสามารถลบล้างได้อย่างไรหรือ?”
ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง ความปรารถนาแจ่มชัดยิ่ง
คำสาปกึ่งปราชญ์ที่เกาะกินเขามาเกือบสามปี บัดนี้แทบกลายเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน แม้เพียงครู่เดียวก็อยากจะถอนได้โดยพลัน
เมื่อฉู่หยวนออกจากการปิดด่าน เซียวเฉินก็รีบเอ่ยถามโดยแทบไม่รั้งรอ
ฉู่หยวนคลี่ยิ้มบางบนริมฝีปาก ยามนี้เขามิได้หวั่นใจเลยหากเซียวเฉินจะถามถึงเรื่องนั้น
“ข้ามิอาจลบล้างคำสาปกึ่งปราชญ์ได้ด้วยตนเอง”
“แต่ข้ารู้…ว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอาจช่วยเจ้าได้”
พูดจบ ฉู่หยวนก็ยกมือขึ้น นิ้วชี้แตะเบาๆ บนหน้าผากของเซียวเฉิน
เซียวเฉินยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด ก็รู้สึกราวกับมีภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงจิต
เป็นภาพของขุนเขายักษ์หกลูกตระหง่านท่ามกลางผืนฟ้า เมฆหมอกลอยคลุ้งคลออยู่ระหว่างหุบผา และภายใต้ม่านหมอกนั้น บางครั้งบางคราก็มีเงาร่างของอสูรอันแข็งแกร่งปรากฏให้เห็นเพียงลางๆ
จากนั้นภาพก็ค่อยๆขยายเข้าใกล้ จนกระทั่งไปหยุดลงบนยอดเขาหนึ่งในหกลูกนั้น
เซียวเฉินจ้องมองยอดเขานั้นด้วยความพิศวงในใจ
“นี่หรือคือสถานที่ที่สามารถช่วยปลดคำสาปของข้าได้?”
ทว่า…เขาไม่เคยเห็นสถานที่เช่นนี้ในดินแดนตงเสวียนมาก่อน มันอยู่แห่งใดกันแน่?
ภาพในห้วงจิตพลันขยับออกห่าง เซียวเฉินจึงเพ่งพิศพิจารณารายละเอียดทุกส่วนด้วยใจแน่วแน่ หวังจะพบเบาะแสใดๆ ที่อาจบ่งชี้ว่ามันคือที่ใด
และความตั้งใจของเขาก็หาได้ไร้ผลไม่
เบื้องหน้าขุนเขาทั้งหกลูกนั้น ปรากฏศิลาก้อนหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ และบนศิลานั้น—มีอักษรสองตัวสลักเอาไว้
“หกปราชญ์!”
สองอักษรนั้นประหนึ่งค้อนยักษ์ กระแทกลงกลางใจของเขาอย่างแรง ทำเอาเขารู้สึกตื่นตระหนกจนแทบตั้งสติไม่อยู่
บัดนี้เขารู้แล้วว่าสถานที่แห่งนั้นคือที่ใด
แดนลับหกปราชญ์!
เซียวเฉินผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เขาไม่เคยนึกเลยว่า สถานที่ซึ่งอาจลบล้างคำสาปกึ่งปราชญ์ที่ฝังรากอยู่ในร่างตนได้…จะเป็นสถานที่แห่งนั้นเอง
(จบตอน)