- หน้าแรก
- รางวัลสิบเท่า ระบบเช็กอินเปลี่ยนข้าเป็นผู้ไร้เทียมทาน
- บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต
บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต
บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต
บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต
การทดสอบดำเนินต่อไป ทว่าความน่าสนใจกลับทวีคูณยิ่งกว่าเดิม เพราะทุกคนต่างกระหายใคร่รู้ว่าผู้สมัครแต่ละคนจะมีความเข้ากันได้กับธาตุแบบใดกันบ้าง หากใครมีธาตุที่ยอดเยี่ยม เหล่าตระกูลขุนนางก็พร้อมจะทุ่มเงินลงทุนในตัวคนผู้นั้นทันที ต่อให้พรสวรรค์ด้านอื่นจะธรรมดาสามัญเพียงใดก็ตาม
และพวกเขาก็ได้พบเพชรในตมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่นั้นยังคงอยู่ในระดับทั่วไป แม้จะมีความเป็นไปได้ที่ใครบางคนจะตื่นรู้ธาตุที่แปลกประหลาด และทรงพลัง แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็มักจะจบลงด้วยธาตุพื้นฐาน
ธาตุทั่วไปมักจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ดังนั้นผู้สมัครจำนวนมากจึงตื่นรู้ธาตุไฟ, น้ำ, ลม, แสง, เงา และสายฟ้า บางคนถึงขั้นตื่นรู้ธาตุที่ใกล้เคียงกันอย่างลมพายุ ซึ่งเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของธาตุลมเท่านั้น
มีเพียงไม่กี่คนที่มีความเข้ากันได้กับธาตุหายากอย่างธาตุเสียง, ธาตุทราย หรือธาตุอื่น ๆ
นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครที่มีธาตุคู่ หรือมีธาตุหลากหลาย ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนในทันทีตามกฎที่ระบุไว้
ทว่าสายตาของผู้ชมกลับยังคงตรึงอยู่ที่นั่งของตนเอง เพื่อรอคอยตาของเอกอน แม้จะมีผู้สมัครที่โดดเด่นสะดุดตาอยู่บ้าง แต่ทุกคนต่างก็ถูกบดบังด้วยรัศมีพรสวรรค์อันเจิดจรัสของเอกอนไปเสียสิ้น
หากพวกเขาเข้าร่วมการสอบในปีอื่น พวกเขาคงจะเปล่งประกาย และดึงดูดความสนใจได้มากกว่านี้หลายเท่าตัวนัก
โชคดีที่จำนวนผู้สมัครมีไม่มากนัก จึงใช้เวลาไม่นานนักทุกคนก็ผ่านการทดสอบจนครบ... เหลือเพียงเอกอนคนเดียวเท่านั้น
"เอกอน ถึงตาเจ้าแล้ว" ผู้คุมสอบกล่าวขึ้น เมื่อสังเกตเห็นว่าเอกอนยังคงลังเล
"ข้าว่า... ข้าไม่ทดสอบจะดีกว่า" เอกอนกล่าวหลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง "ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าธาตุจะมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อการรับเข้าเรียน?"
"ก็ใช่... แต่ว่า..." ผู้คุมสอบทำสีหน้าฉงน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนปฏิเสธที่จะทดสอบธาตุของตนเอง
ไม่มีกฎข้อใดห้ามไว้ เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธการตัดสินใจของเอกอนได้โดยตรง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าทุกคนอยากรู้ธาตุของเอกอนใจจะขาด เขาจึงไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน
เขาจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อขอคำชี้แนะ และพบว่าเอมอนกำลังยิ้มพลางจ้องมองมาที่เอกอนโดยตรง
"เจ้ายืนยันที่จะสละสิทธิ์งั้นรึ?" เอมอนถาม "หากเจ้ามีธาตุที่ยอดเยี่ยม เจ้าจะได้รับทรัพยากรที่มหาศาลกว่าเดิมนะ"
เอกอนเข้าใจความหมายนั้นทันที เขาเคยบอกคณบดีไว้ก่อนหน้านี้ว่าเขาต้องการอยู่อย่างเป็นอิสระให้นานที่สุด และการหาทรัพยากรด้วยวิธีนี้ก็นับว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดจริง ๆ
ทว่า... มันมีเหตุผลสำคัญที่เอกอนไม่อยากเปิดเผยธาตุของเขา
"ครับ ข้าไม่เป็นไร" เขาพยักหน้ายืนยัน
"หรือว่าเจ้ากำลังหวาดกลัว?" กาเบรียลแค่นเสียงเยาะ "เจ้ามีพรสวรรค์ด้านอื่นที่โดดเด่นนัก บางทีเจ้าอาจจะกลัวโลกได้รับรู้ว่าจริง ๆ แล้วเจ้าไม่มีธาตุที่น่าประทับใจเลยสักนิด"
"องค์หญิงทรงล้อเล่นเก่งจริง ๆ นะพะย่ะค่ะ" เอกอนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจ้องมองนางด้วยสายตาที่เฉียบคมขึ้น "ข้าขอถามอะไรท่านอย่างหนึ่ง ท่านเห็นคนขลาดในตัวข้าจริง ๆ งั้นหรือ?"
กาเบรียลถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง นางเกือบลืมวิธีโต้ตอบไปชั่วขณะ ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ดวงตาสีทองคู่นั้นทำให้นางนึกถึงท่านปู่ของนาง... ชายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา
นางรู้สึกว่ามันไร้สาระที่เด็กหนุ่มคนนี้จะทำให้พาลนึกถึงท่านปู่ได้ นางจึงเค้นเสียงเฮอะแล้วกล่าวว่า "สายตาของข้าไม่ได้ดีเด่นขนาดนั้น สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือตระกูลออกัสตัสคือบทนิยามของความกล้าหาญ แล้วไฉนจึงให้กำเนิดผู้ที่ไม่กล้าแม้แต่จะสำแดงธาตุของตนเองให้สาธารณชนประจักษ์เล่า?"
ราฟาเอลเหลือบมองน้องสาวแล้วลอบขำในใจ ‘น้องสาวโง่เง่าของข้า บางครั้งเจ้าก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ’
หลายคนอยากจะพูดจาถากถางเช่นนี้แต่ไม่กล้า ด้วยเหตุผลที่รู้ ๆ กันอยู่ พวกเขาจึงยินดีนักที่เห็นองค์หญิงออกหน้ารับบทบาทนี้แทน
แน่นอนว่าส่วนใหญ่รู้ดีว่านี่เป็นเพียงการแสดงขององค์หญิง เช่นเดียวกับที่ราฟาเอลแสร้งทำตัวใจดี และเป็นมิตร กาเบรียลมักจะรับบทเป็นคนเขลาที่โอหัง แต่ความจริงแล้วนางคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนจะลงมือทำหรือพูดทุกครั้ง
‘ทีนี้ เจ้าจะทำอย่างไร?’ เอมอนพิงพนักเก้าอี้ มองดูบทละครตรงหน้าด้วยความรื่นรมย์
‘ข้ารู้ว่านี่คือแผนปั่นหัวให้โกรธ... แต่ทำไมข้ายังยอมติดกับกันนะ?’ เอกอนหัวเราะออกมาเบา ๆ ทำเอาทุกคนประหลาดใจ "เอาเถอะ ในเมื่อนั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการ ข้าก็จะจัดให้ตามนั้น"
เขาหันไปทางองค์หญิงพร้อมรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ "องค์หญิงรับสั่งได้ถูกต้องแล้ว ตระกูลออกัสตัสคือบทนิยามของความกล้าหาญ บรรพชนของข้าไม่มีใครเลยที่เป็นคนขลาด... ต่างจากคนบางจำพวกที่เอาแต่นั่งเสวยสุขอยู่ในวังหิน และชื่นชมเสรีภาพที่แลกมาด้วยหยาดโลหิต และหยาดเหงื่อของเหล่าทหารกล้าเหล่านั้น"
ทุกคนรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวระทึกอยู่ในทรวงอกเมื่อได้ยินวาจานั้น สิ่งที่เอกอนพูดล้วนเป็นความจริงที่ทิ่มแทงใจ
ตระกูลออกัสตัสให้กำเนิดมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดเสมอมา แต่จำนวนคนในตระกูลกลับมีน้อยนิดด้วยเหตุผลง่าย ๆ... พวกเขาล้วนเป็นนักรบผู้กล้าที่ยอมสละทุกสิ่งเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด
นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาได้รับทั้งความเคารพ และความเกรงขาม แม้แต่องค์จักรพรรดิเองยังต้องก้มหัวให้แก่บรรพบุรุษของพวกเขาด้วยความยำเกรง
สายเลือดนั้นไหลเวียนอยู่ในกายของเอกอน ดังนั้นการเรียกเขาว่าคนขลาดจึงเป็นการดูหมิ่นไม่เพียงแค่ตัวเขา แต่รวมไปถึงตระกูลออกัสตัสทั้งตระกูล!
เหล่าผู้ที่เคยมีความคิดเดียวกับองค์หญิงต่างรู้สึกละอายใจเมื่อตระหนักถึงน้ำหนักของคำพูดตน
แม้แต่เชื้อพระวงศ์ทั้งสองยังต้องตกอยู่ในความเงียบงันจากคำประกาศกร้าวนั้น
แต่เอกอนยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น
เขาชูมือขึ้น และชี้ไปยังฟากฟ้า... ที่ซึ่งรอยแผลเป็นแห่งสวรรค์ พาดผ่านท้องฟ้ายามโพล้เพล้ออกเป็นสองเสี่ยง รอยยิ้มของเขาฉีกกว้างขึ้น
"พวกท่านเชื่อจริง ๆ หรือว่าฟากฟ้าหลั่งโลหิตเพียงเพื่อให้ข้าได้รับ... อะไรนะ? พลังแฝงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวิถีกายา และจอมเวทที่ทำให้ข้าอยู่เหนือคนรุ่นเดียวกันเพียงนิดหน่อยงั้นรึ? จริง ๆ หรือ?"
นี่เป็นครั้งแรกที่เอกอนรู้สึกโกรธจริง ๆ นับตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะใครบางคนบังอาจมาหมิ่นเกียรติครอบครัวของเขา สิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต เขาอาจทนคำดูหมิ่นที่พุ่งเป้ามาที่ตนเองได้ แต่ไม่มีทางยอมรับคำถากถางที่พาดพิงถึงครอบครัวเด็ดขาด
"ช่างน่าขันสิ้นดี!"
เสียงหัวเราะของเขาทำให้ทุกคนตระหนักว่าข้อสันนิษฐานของพวกเขานั้นโง่เง่าเพียงใด จริงอยู่ที่เอกอนอาจจะอยู่เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สั่นสะเทือนสวรรค์เมื่อสิบปีก่อนได้เลย
ถ้าอย่างนั้น... เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?
สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคืออะไรกันแน่!?
"ข้าจะสำแดงให้พวกเจ้าเห็นเอง... ว่าเหตุใดฟากฟ้าถึงต้องลุกเป็นไฟในวันที่ข้าลืมตาดูโลก!"
จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ
ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox
https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr