เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต

บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต

บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต


บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต

การทดสอบดำเนินต่อไป ทว่าความน่าสนใจกลับทวีคูณยิ่งกว่าเดิม เพราะทุกคนต่างกระหายใคร่รู้ว่าผู้สมัครแต่ละคนจะมีความเข้ากันได้กับธาตุแบบใดกันบ้าง หากใครมีธาตุที่ยอดเยี่ยม เหล่าตระกูลขุนนางก็พร้อมจะทุ่มเงินลงทุนในตัวคนผู้นั้นทันที ต่อให้พรสวรรค์ด้านอื่นจะธรรมดาสามัญเพียงใดก็ตาม

และพวกเขาก็ได้พบเพชรในตมอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่นั้นยังคงอยู่ในระดับทั่วไป แม้จะมีความเป็นไปได้ที่ใครบางคนจะตื่นรู้ธาตุที่แปลกประหลาด และทรงพลัง แต่สุดท้ายคนส่วนใหญ่ก็มักจะจบลงด้วยธาตุพื้นฐาน

ธาตุทั่วไปมักจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ ดังนั้นผู้สมัครจำนวนมากจึงตื่นรู้ธาตุไฟ, น้ำ, ลม, แสง, เงา และสายฟ้า บางคนถึงขั้นตื่นรู้ธาตุที่ใกล้เคียงกันอย่างลมพายุ ซึ่งเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของธาตุลมเท่านั้น

มีเพียงไม่กี่คนที่มีความเข้ากันได้กับธาตุหายากอย่างธาตุเสียง, ธาตุทราย หรือธาตุอื่น ๆ

นอกจากนี้ยังมีผู้สมัครที่มีธาตุคู่ หรือมีธาตุหลากหลาย ซึ่งคนเหล่านี้จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนในทันทีตามกฎที่ระบุไว้

ทว่าสายตาของผู้ชมกลับยังคงตรึงอยู่ที่นั่งของตนเอง เพื่อรอคอยตาของเอกอน แม้จะมีผู้สมัครที่โดดเด่นสะดุดตาอยู่บ้าง แต่ทุกคนต่างก็ถูกบดบังด้วยรัศมีพรสวรรค์อันเจิดจรัสของเอกอนไปเสียสิ้น

หากพวกเขาเข้าร่วมการสอบในปีอื่น พวกเขาคงจะเปล่งประกาย และดึงดูดความสนใจได้มากกว่านี้หลายเท่าตัวนัก

โชคดีที่จำนวนผู้สมัครมีไม่มากนัก จึงใช้เวลาไม่นานนักทุกคนก็ผ่านการทดสอบจนครบ... เหลือเพียงเอกอนคนเดียวเท่านั้น

"เอกอน ถึงตาเจ้าแล้ว" ผู้คุมสอบกล่าวขึ้น เมื่อสังเกตเห็นว่าเอกอนยังคงลังเล

"ข้าว่า... ข้าไม่ทดสอบจะดีกว่า" เอกอนกล่าวหลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง "ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าธาตุจะมีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรเท่านั้น แต่ไม่มีผลต่อการรับเข้าเรียน?"

"ก็ใช่... แต่ว่า..." ผู้คุมสอบทำสีหน้าฉงน เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนปฏิเสธที่จะทดสอบธาตุของตนเอง

ไม่มีกฎข้อใดห้ามไว้ เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธการตัดสินใจของเอกอนได้โดยตรง ทว่าเขาก็รู้ดีว่าทุกคนอยากรู้ธาตุของเอกอนใจจะขาด เขาจึงไม่อาจปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้ง่าย ๆ เช่นกัน

เขาจึงเงยหน้าขึ้นเพื่อขอคำชี้แนะ และพบว่าเอมอนกำลังยิ้มพลางจ้องมองมาที่เอกอนโดยตรง

"เจ้ายืนยันที่จะสละสิทธิ์งั้นรึ?" เอมอนถาม "หากเจ้ามีธาตุที่ยอดเยี่ยม เจ้าจะได้รับทรัพยากรที่มหาศาลกว่าเดิมนะ"

เอกอนเข้าใจความหมายนั้นทันที เขาเคยบอกคณบดีไว้ก่อนหน้านี้ว่าเขาต้องการอยู่อย่างเป็นอิสระให้นานที่สุด และการหาทรัพยากรด้วยวิธีนี้ก็นับว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดจริง ๆ

ทว่า... มันมีเหตุผลสำคัญที่เอกอนไม่อยากเปิดเผยธาตุของเขา

"ครับ ข้าไม่เป็นไร" เขาพยักหน้ายืนยัน

"หรือว่าเจ้ากำลังหวาดกลัว?" กาเบรียลแค่นเสียงเยาะ "เจ้ามีพรสวรรค์ด้านอื่นที่โดดเด่นนัก บางทีเจ้าอาจจะกลัวโลกได้รับรู้ว่าจริง ๆ แล้วเจ้าไม่มีธาตุที่น่าประทับใจเลยสักนิด"

"องค์หญิงทรงล้อเล่นเก่งจริง ๆ นะพะย่ะค่ะ" เอกอนหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะจ้องมองนางด้วยสายตาที่เฉียบคมขึ้น "ข้าขอถามอะไรท่านอย่างหนึ่ง ท่านเห็นคนขลาดในตัวข้าจริง ๆ งั้นหรือ?"

กาเบรียลถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง นางเกือบลืมวิธีโต้ตอบไปชั่วขณะ ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ดวงตาสีทองคู่นั้นทำให้นางนึกถึงท่านปู่ของนาง... ชายที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา

นางรู้สึกว่ามันไร้สาระที่เด็กหนุ่มคนนี้จะทำให้พาลนึกถึงท่านปู่ได้ นางจึงเค้นเสียงเฮอะแล้วกล่าวว่า "สายตาของข้าไม่ได้ดีเด่นขนาดนั้น สิ่งเดียวที่ข้ารู้คือตระกูลออกัสตัสคือบทนิยามของความกล้าหาญ แล้วไฉนจึงให้กำเนิดผู้ที่ไม่กล้าแม้แต่จะสำแดงธาตุของตนเองให้สาธารณชนประจักษ์เล่า?"

ราฟาเอลเหลือบมองน้องสาวแล้วลอบขำในใจ ‘น้องสาวโง่เง่าของข้า บางครั้งเจ้าก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ’

หลายคนอยากจะพูดจาถากถางเช่นนี้แต่ไม่กล้า ด้วยเหตุผลที่รู้ ๆ กันอยู่ พวกเขาจึงยินดีนักที่เห็นองค์หญิงออกหน้ารับบทบาทนี้แทน

แน่นอนว่าส่วนใหญ่รู้ดีว่านี่เป็นเพียงการแสดงขององค์หญิง เช่นเดียวกับที่ราฟาเอลแสร้งทำตัวใจดี และเป็นมิตร กาเบรียลมักจะรับบทเป็นคนเขลาที่โอหัง แต่ความจริงแล้วนางคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนจะลงมือทำหรือพูดทุกครั้ง

‘ทีนี้ เจ้าจะทำอย่างไร?’ เอมอนพิงพนักเก้าอี้ มองดูบทละครตรงหน้าด้วยความรื่นรมย์

‘ข้ารู้ว่านี่คือแผนปั่นหัวให้โกรธ... แต่ทำไมข้ายังยอมติดกับกันนะ?’ เอกอนหัวเราะออกมาเบา ๆ ทำเอาทุกคนประหลาดใจ "เอาเถอะ ในเมื่อนั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการ ข้าก็จะจัดให้ตามนั้น"

เขาหันไปทางองค์หญิงพร้อมรอยยิ้มที่มีเสน่ห์ "องค์หญิงรับสั่งได้ถูกต้องแล้ว ตระกูลออกัสตัสคือบทนิยามของความกล้าหาญ บรรพชนของข้าไม่มีใครเลยที่เป็นคนขลาด... ต่างจากคนบางจำพวกที่เอาแต่นั่งเสวยสุขอยู่ในวังหิน และชื่นชมเสรีภาพที่แลกมาด้วยหยาดโลหิต และหยาดเหงื่อของเหล่าทหารกล้าเหล่านั้น"

ทุกคนรู้สึกได้ถึงหัวใจที่เต้นรัวระทึกอยู่ในทรวงอกเมื่อได้ยินวาจานั้น สิ่งที่เอกอนพูดล้วนเป็นความจริงที่ทิ่มแทงใจ

ตระกูลออกัสตัสให้กำเนิดมนุษย์ที่ทรงพลังที่สุดเสมอมา แต่จำนวนคนในตระกูลกลับมีน้อยนิดด้วยเหตุผลง่าย ๆ... พวกเขาล้วนเป็นนักรบผู้กล้าที่ยอมสละทุกสิ่งเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิด

นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาได้รับทั้งความเคารพ และความเกรงขาม แม้แต่องค์จักรพรรดิเองยังต้องก้มหัวให้แก่บรรพบุรุษของพวกเขาด้วยความยำเกรง

สายเลือดนั้นไหลเวียนอยู่ในกายของเอกอน ดังนั้นการเรียกเขาว่าคนขลาดจึงเป็นการดูหมิ่นไม่เพียงแค่ตัวเขา แต่รวมไปถึงตระกูลออกัสตัสทั้งตระกูล!

เหล่าผู้ที่เคยมีความคิดเดียวกับองค์หญิงต่างรู้สึกละอายใจเมื่อตระหนักถึงน้ำหนักของคำพูดตน

แม้แต่เชื้อพระวงศ์ทั้งสองยังต้องตกอยู่ในความเงียบงันจากคำประกาศกร้าวนั้น

แต่เอกอนยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น

เขาชูมือขึ้น และชี้ไปยังฟากฟ้า... ที่ซึ่งรอยแผลเป็นแห่งสวรรค์ พาดผ่านท้องฟ้ายามโพล้เพล้ออกเป็นสองเสี่ยง รอยยิ้มของเขาฉีกกว้างขึ้น

"พวกท่านเชื่อจริง ๆ หรือว่าฟากฟ้าหลั่งโลหิตเพียงเพื่อให้ข้าได้รับ... อะไรนะ? พลังแฝงเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวิถีกายา และจอมเวทที่ทำให้ข้าอยู่เหนือคนรุ่นเดียวกันเพียงนิดหน่อยงั้นรึ? จริง ๆ หรือ?"

นี่เป็นครั้งแรกที่เอกอนรู้สึกโกรธจริง ๆ นับตั้งแต่มาถึงโลกใบนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะใครบางคนบังอาจมาหมิ่นเกียรติครอบครัวของเขา สิ่งที่เขาภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต เขาอาจทนคำดูหมิ่นที่พุ่งเป้ามาที่ตนเองได้ แต่ไม่มีทางยอมรับคำถากถางที่พาดพิงถึงครอบครัวเด็ดขาด

"ช่างน่าขันสิ้นดี!"

เสียงหัวเราะของเขาทำให้ทุกคนตระหนักว่าข้อสันนิษฐานของพวกเขานั้นโง่เง่าเพียงใด จริงอยู่ที่เอกอนอาจจะอยู่เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันมาก แต่มันยังไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดปรากฏการณ์สั่นสะเทือนสวรรค์เมื่อสิบปีก่อนได้เลย

ถ้าอย่างนั้น... เหตุผลที่แท้จริงคืออะไรกันแน่?

สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคืออะไรกันแน่!?

"ข้าจะสำแดงให้พวกเจ้าเห็นเอง... ว่าเหตุใดฟากฟ้าถึงต้องลุกเป็นไฟในวันที่ข้าลืมตาดูโลก!"

จบตอนแล้วนะครับ ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ หลังจากนี้จะพยายามอัพให้ได้ทุก ๆ วันนะครับ

ติดตามพวกเราเพิ่มเติมได้ที่ facebook : MysteryBox

https://www.facebook.com/share/17XxkhHdQg/?mibextid=wwXIfr

จบบทที่ บทที่ 80 เหตุผลที่ฟากฟ้าหลั่งโลหิต

คัดลอกลิงก์แล้ว