เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 12 ห้ามทำตัวเป็นลูกแหง่ติดแม่เด็ดขาด

บทที่ 12 ห้ามทำตัวเป็นลูกแหง่ติดแม่เด็ดขาด

บทที่ 12 ห้ามทำตัวเป็นลูกแหง่ติดแม่เด็ดขาด


บทที่ 12 ห้ามทำตัวเป็นลูกแหง่ติดแม่เด็ดขาด

เฉียวหร่านรู้หรือเปล่าว่าประตูกระจกห้องน้ำมันมองทะลุได้?

สำหรับคู่รักที่รักกันปานจะกลืนกินมาห้าปี กระจกใสแจ๋วแบบนี้คงถือเป็นรสชาติชีวิตคู่ ช่วยเพิ่มความเร่าร้อนวาบหวาม แต่สำหรับตอนนี้... มันมีแต่ความกระอักกระอ่วนใจล้วนๆ

เฉิงเย่พยายามข่มความว้าวุ่นในอก ย่องเบาออกจากห้องพร้อมพี่หมีในมือ

ในห้องนอนเด็ก เฉิงอี้ถอดเสื้อผ้ากองไว้เรียบร้อยแล้ว พอเห็นเฉิงเย่เดินเหม่อลอยกลับมา ก็ถามด้วยความสงสัย "ปะป๊า ทำไมหน้าแดงจังครับ? เป็นไข้หรือเปล่า?"

เฉิงเย่ตอบเสียงห้วน "ไม่ได้เป็นไข้ครับ อ่ะนี่พี่หมีของลูก อย่าเอาไปทิ้งเรี่ยราดอีกนะ"

เขาไม่ได้ทิ้งสักหน่อย ทิ้งแปลว่าจำไม่ได้ว่าวางไว้ไหน แต่นี่เขาจำได้แม่นเป๊ะต่างหาก

ก็พ่อกับแม่ไม่อยู่บ้านตั้งสองวัน เขาคิดถึงเลยเข้าไปนอนเล่นในห้องพ่อแม่เฉยๆ

เฉิงอี้เบะปาก รับพี่หมีมาจากมือพ่อ แล้วเริ่มดึงเสื้อผ้าพ่อ ยึกยักเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ "ปะป๊า เป็ดเหลืองอาบน้ำของหนูก็อยู่ในห้องปะป๊าเหมือนกันครับ"

เฉิงเย่: "...อาบน้ำต้องใช้เป็ดด้วยเหรอ?"

เมื่อสบสายตาพิฆาตของพ่อ เจ้าหนูเฉิงอี้ก็กระพริบตาปริบๆ อย่างรู้งาน "ไม่อาบกับเป็ดก็ได้ครับ"

"งั้นก็ไปอาบน้ำ" เฉิงเย่เปิดน้ำร้อนใส่ลงอ่าง ให้เฉิงอี้ลองแตะวัดอุณหภูมิดู

เขาไม่เคยอาบน้ำให้คนมาก่อน เคยอาบแต่ให้หมา... มันก็คงไม่ต่างกันมากมั้ง?

เฉิงเย่บีบครีมอาบน้ำใส่ฟองน้ำอย่างคล่องแคล่ว ขยี้จนเกิดฟองฟูฟ่อง เริ่มสระผมก่อนแล้วค่อยถูตัว

"ปะป๊า เบาๆ หน่อยครับ"

"ปะป๊า น้ำเข้าตาหนูแล้ว"

เฉิงเย่ไม่พูดไม่จา เอาแต่ขัดถูอย่างเดียว กว่าจะอาบเสร็จ เจ้าตัวเล็กแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

เฉิงอี้ยังงงอยู่ว่าตัวเองทำอะไรให้พ่อโกรธ โดยหารู้ไม่ว่าในหัวของพ่อตอนนี้มีแต่เรื่องแม่ ไม่มีที่ว่างให้เขาเลย

ในที่สุดมหกรรมอาบน้ำก็จบลง เฉิงเย่เอาผ้าขนหนูห่อตัวลูก เช็ดตัวให้แห้งอย่างรวดเร็ว แล้วจับใส่ชุดนอน

"ไปแปรงฟัน"

เฉิงอี้ยืนบนเก้าอี้หน้าอ่างล้างหน้า หยิบแปรงสีฟัน บีบยาสีฟัน แล้วแปรงฟันอย่างตั้งใจหน้ากระจก พอเสร็จก็อ้าปากกว้างให้พ่อตรวจความสะอาด

ทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กินง่าย อยู่ง่าย ตื่นนอนไม่อิดออด แถมยังปลอบใจตัวเองเป็นอีกต่างหาก

แม้จะไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เขาก็จัดการเรื่องส่วนตัวเงียบๆ ได้เอง

เหมือนอย่างตอนนี้พอเช็ดหน้าเสร็จ เฉิงอี้ก็หยิบหนังสือนิทานก่อนนอนเล่มหนึ่ง แล้วปีนขึ้นเตียง

"โอเคครับปะป๊า ปะป๊าไปได้แล้วครับ"

แค่นี้เหรอ?

เฉิงเย่เดินออกจากห้องพลางเหลียวหลังมองทุกสามก้าว พอกลับมาถึงห้องนอน เฉียวหร่านก็อาบน้ำเสร็จแล้ว กำลังเป่าผมอยู่

พอได้ยินเสียงเปิดประตู เธอหันกลับมามอง "เมื่อกี้คุณกลับมาแล้วเหรอ?"

สีหน้าเธอเป็นธรรมชาติมาก ราวกับไม่รู้เรื่องอะไรเลย เฉิงเย่ตอบ "อืม ผมมาหาชุดนอนให้อี้น่ะ"

เฉียวหร่านถาม "หาเจอไหม?"

"เจอแล้ว อาบน้ำให้ลูกเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย"

ผมเฉียวหร่านทั้งหนาทั้งยาว เป่าเองทีไรเมื่อยแขนทุกที ถ้ามีคนช่วยเป่าให้ก็คงดี

พอหนังศีรษะเริ่มแห้ง เธอก็วางไดร์เป่าผมลง "คุณไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวฉันไปดูลูกก่อน"

พอเฉียวหร่านออกไป เฉิงเย่ก็รีบไปสำรวจประตูห้องน้ำ... มิน่าล่ะตอนกลางวันถึงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ

กระจกนี่จะมองทะลุได้เฉพาะตอนเปิดไฟข้างในเท่านั้น ถ้าเปิดประตูซ้อนกันอยู่ก็จะมองไม่เห็นเหมือนกัน

ที่แปลกกว่านั้นคือ คนข้างนอกมองเห็นข้างใน แต่คนข้างในมองไม่เห็นข้างนอก เฉิงเย่ชักสงสัยว่าช่างติดประตูสลับด้านหรือเปล่า

ประเด็นตอนนี้คือ จะบอกเฉียวหร่านยังไงให้เธอเปลี่ยนประตูโดยไม่ให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนดี?

ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ก็โยนปัญหาทิ้งไปซะ... เลวร้ายสุดก็คือยอมให้เฉียวหร่านเห็นเขาอาบน้ำ แล้วเธอก็จะรู้เองว่าประตูมันมองทะลุได้

ฉลาดล้ำ!

คิดได้ดังนั้น เฉิงเย่ก็เปิดตู้เสื้อผ้า ชุดนอนของพวกเขาแขวนอยู่ด้วยกัน ส่วนใหญ่เป็นชุดคู่ เข้าชุดกันทั้งสีและแบบ

เขานึกถึงชุดที่เฉียวหร่านเพิ่งใส่เมื่อกี้ แล้วหยิบชุดผู้ชายที่เข้าคู่กันออกมา

ห้องน้ำกว้างขวาง เต็มไปด้วยผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของเธอ กลิ่นครีมอาบน้ำของเธอยังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

อาจเพราะมัวแต่พะวงเรื่องประตูล่องหน การอาบน้ำของเฉิงเย่เลยเต็มไปด้วยความเกร็งและทุลักทุเล

เขาเปิดฝักบัวแล้วขัดตัวมั่วซั่วไปหมด ใช้ครีมอาบน้ำขวดเดียวถูตั้งแต่หัวจรดเท้า พอถูมาถึงขา เขาก็ชะงัก

รอยแผลเป็นยาวเหยียดพาดผ่านน่องเหมือนตะขาบยักษ์ รอยแผลสีซีดและความยาวของมันบ่งบอกว่าเคยเจ็บหนักขนาดไหน

เมื่อเช้ารีบๆ เลยไม่ทันสังเกต แผลนี่น่าจะยาวสักสิบแปดเซ็นได้

ผ่านไปตั้งห้าปีแล้ว ยังเห็นรอยนูนของเหล็กดามกระดูกอยู่เลย

มิน่าล่ะแม่เฉียวถึงเป็นห่วงขาเขา อาการบาดเจ็บถึงกระดูกแบบนี้ ถึงภายนอกจะดูหายดีแล้ว แต่พออากาศชื้นทีไรก็มักจะปวดตุบๆ ขึ้นมาทุกที

เขาไปโดนอะไรมานะ? หรือพ่อเฉียวจะหักขาเขาโทษฐานขโมยผักกาดขาวหัวโปรดจริงๆ?

สมองเขารวนไปสองวินาที ความเจ็บปวดแล่นแปล๊บขึ้นมาจนเขาต้องเลิกคิด เขาล้างฟองออกแล้วปิดน้ำ...

ในขณะเดียวกัน เฉียวหร่านเคาะประตูห้องนอนลูก

รอจนเฉิงอี้ตะโกนบอกว่า "เข้ามาได้ครับ" เธอถึงเปิดประตูเข้าไป

"หม่าม้า!" ตาเขาเป็นประกายเมื่อเห็นเธอ "หม่าม้ามาทำไมครับ?"

"มาอยู่เป็นเพื่อนลูกไง" เธอนั่งลงบนเตียง "อ่านอะไรอยู่ครับ?"

เฉิงอี้ชี้รูปในหนังสือ "สัตว์ทะเลครับ"

"ให้หม่าม้าเล่าให้ฟังไหม?"

"หนูอ่านเข้าใจครับ หม่าม้านั่งเป็นเพื่อนหนูก็พอ"

เธอนั่งอ่านหนังสือเป็นเพื่อนลูกสักพัก จนเขาเริ่มหาวและขยี้ตา "หม่าม้า หนูจะนอนแล้ว หม่าม้าก็ไปนอนเถอะครับ"

ฝนยังคงตกปรอยๆ มองผ่านหน้าต่างเห็นเงาต้นไม้ไหววูบไปตามแรงลม ตอนเด็กๆ เฉียวหร่านกลัวเสียงฟ้าร้องมาก

"คืนนี้ฟ้าร้อง ให้หม่าม้านอนเป็นเพื่อนไหมครับ?" ทันทีที่พูดจบ เฉิงอี้ก็มองเธอด้วยสายตาแปลกๆ

"หม่าม้าครับ หนูไม่กลัวฟ้าร้อง หม่าม้าไปนอนกับปะป๊าเถอะ โตแล้วต้องแยกกันนอน หนูห้ามทำตัวเป็นลูกแหง่ติดแม่เด็ดขาด"

เฉียวหร่านพยายามกลั้นขำจนมุมปากกระตุก "ใครสอนหนูมาเนี่ย?"

"ปะป๊าไงครับ ปะป๊าพูดประจำ โตแล้วต้องนอนคนเดียว ลูกผู้ชายต้องกล้าหาญ ห้ามติดแม่แจ"

เขายังจำตอนที่ได้นอนกับพ่อแม่ได้ดี ตื่นเช้ามาทีไรก็กลับมานอนแหมะอยู่ในห้องตัวเองทุกที ตอนแรกนึกว่าเป็นเวทมนตร์ มารู้ทีหลังว่าพ่อนั่นแหละอุ้มเขามาทิ้งไว้หลังจากเขาหลับ

พอรู้ความจริง โลกทั้งใบแทบถล่มทลาย แต่ชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อ หลังจากนั้นเขาก็เปิดศึกแย่งชิงพื้นที่บนเตียงอย่างดุเดือด... แต่แพ้ราบคาบทุกครั้ง ไม่ว่าจะร้องไห้งอแงหรือประท้วงแค่ไหน พ่อก็ใจแข็งดั่งหินผา

การต่อสู้อันยาวนานทำให้เขาหมดแรง เจ้าตัวเล็กเริ่มตระหนักว่านี่คงเป็นชะตากรรมของเขา

ตอนนี้เขาชินกับการนอนคนเดียวแล้ว... ไม่กลัวความมืด ไม่กลัวฟ้าร้อง ไม่ต้องการใครทั้งนั้น

เฉียวหร่านฟังแล้วก็นึกภาพเฉิงเย่ทำหน้าขึงขังพูดยัดเยียดตรรกะพวกนี้ใส่หัวลูก อดไม่ได้ที่จะหลุดขำออกมา

พอหยุดขำ เธอก็ลูบหัวเฉิงอี้เบาๆ "อี้อี้เก่งมากครับ เป็นเด็กดีจริงๆ งั้นนอนได้แล้วนะลูก ฝันดีครับ"

พอได้รับคำชม เฉิงอี้ก็ยิ้มแป้น โบกมือลาหยอยๆ "ฝันดีครับหม่าม้า"

เฉียวหร่านจูบหน้าผากลูก ลุกขึ้นเดินออกจากห้อง พอกลับมาถึงห้องนอน ก็เห็นเฉิงเย่นั่งอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้... เหมือนเฉิงอี้เวอร์ชั่นขยายส่วนไม่มีผิด

"ยังไม่นอนอีกเหรอ?"

เฉิงเย่ปิดหนังสือแล้วลุกขึ้น "คุณมีเสื่อกับผ้าห่มสำรองไหม?"

"เอาไปทำไม?"

"เอาไปปูนอนพื้นครับ"

เฉียวหร่านมองเขาเงียบๆ ครู่หนึ่ง "เราตกลงกันแล้วว่าจะยังคงสถานะสามีภรรยากันต่อไป คุณยังคิดจะแยกเตียงนอนอีกเหรอ?"

เฉิงเย่ไม่คิดว่าจะโดนถามตรงๆ แบบนี้ เลยยืนอึ้งไป

"นอนด้วยกันเถอะ เตียงตั้งกว้าง" เธอนั่งลงบนเตียง "นอนพื้นมันไม่ดีต่อสุขภาพ แล้วฉันก็ไม่ได้ใจแคบขนาดจะยึดเตียงไว้คนเดียวหรอกนะ"

เธอหาเหตุผลมาให้เสร็จสรรพ แถมยังเปิดทางลงให้สวยๆ ถ้าเฉิงเย่ปฏิเสธอีก ก็เท่ากับหักหน้าเธอชัดๆ

เขาคิดดูแล้วก็ไม่มีอะไรต้องเล่นตัว... เตียงก็กว้างพอ แถมเมื่อก่อนก็เคยนอนด้วยกันมาแล้ว

เฉียวหร่านขึ้นเตียงไปก่อน เธอนอนตะแคงหันหลังให้เฉิงเย่ ฟังเสียงสวบสาบขณะเขาขึ้นมาบนเตียง

ที่นอนยุบลงเล็กน้อย จากนั้นกลิ่นกายของเฉิงเย่ก็โอบล้อมเธอจากด้านหลัง

"ผมปิดไฟนะ"

"อืม"

สิ้นเสียง "คลิก" เบาๆ ทุกอย่างก็จมดิ่งสู่ความมืดมิด

จบบท

จบบทที่ บทที่ 12 ห้ามทำตัวเป็นลูกแหง่ติดแม่เด็ดขาด

คัดลอกลิงก์แล้ว