- หน้าแรก
- ผมข้ามเวลาไปเป็นสามีของพี่สาวแฟนในอีกห้าปีข้างหน้า
- บทที่ 10 ไม่มีความคิดที่จะหย่า
บทที่ 10 ไม่มีความคิดที่จะหย่า
บทที่ 10 ไม่มีความคิดที่จะหย่า
บทที่ 10 ไม่มีความคิดที่จะหย่า
พ่อเฉียวในวัยใกล้หกสิบ มีราศีน่าเกรงขามโดยธรรมชาติที่ทำให้คนยำเกรงโดยไม่ต้องโมโหโทโส
ตอนที่เฉิงเย่เจอท่านประธานครั้งแรก เขาถูกรัศมีของท่านข่มจนหงอ ทำตัวเหมือนทหารเกณฑ์เพิ่งเข้ากรมไม่มีผิด
ยิ่งพอเขาเริ่มคบกับเฉียวซานซาน พ่อเฉียวก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาตรงๆ แต่สายตาที่มองเขานั้นบ่งบอกชัดเจนว่าท่านจับผิดเขาไปเสียทุกเรื่อง
เฉิงเย่เข้าใจดี ถ้าผักกาดขาวหัวโปรดที่เขาประคบประหงมมาอย่างดีกำลังจะโดนหมูป่ามาขุดไปกิน เป็นใครก็ต้องโมโหกันทั้งนั้น
เฉิงอี้ตาไวเห็นพ่อเฉียวกลับมาเป็นคนแรก จึงตะโกนลั่น "คุณตา!"
พ่อเฉียวยิ้มแก้มปริตอบรับ "ไงครับ หลานรักของตา"
ถ้าจะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดในรอบห้าปี ก็คงเป็นพ่อเฉียวนี่แหละ ผมของท่านหงอกขาวเป็นหย่อมๆ รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าดูลึกขึ้น ทำให้ท่านดูเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม
พ่อเฉียวไม่ค่อยยิ้มให้ใครเห็น มีแค่ตอนเจอหน้าหลานชายตัวน้อยเท่านั้นที่ท่านจะทำหน้าตายิ้มแย้มใจดี เหมือนมีลูกอมรสหวานฉ่ำอยู่ในปาก
พ่อเฉียวถามเสียงนุ่ม "ทำอะไรกันอยู่ครับลูก?"
เฉิงอี้ตอบ "หนูกำลังสอนปะป๊าทำกรอบรูปครับคุณตา เดี๋ยวเสร็จแล้วหนูจะให้คุณตานะครับ"
"พ่อคะ/พ่อครับ" เฉียวหร่านกับเฉิงเย่ทักทายขึ้นพร้อมกัน
พ่อเฉียวมองหน้าทั้งคู่แล้วถาม "ทำไมไม่อยู่เที่ยวต่ออีกสักสองสามวันล่ะ?"
เฉียวหร่าน: "มีสัญญาต้องรีบกลับมาเซ็นค่ะ"
ระหว่างที่พูด เธอเห็นพ่อของตัวเองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างชำนาญแล้วเริ่มกดอัดวิดีโอ ส่วนเฉิงอี้ก็ให้ความร่วมมือด้วยการโชว์ผลงานหน้ากล้องอย่างภาคภูมิใจ
เฉียวหร่านแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าคนที่กำลังโก่งก้นถ่ายคลิปอยู่นั่นคือพ่อของเธอ เทียบกับเมื่อห้าปีก่อนแล้ว อย่างกับคนละคนกันเลย
หลังจากถ่ายคลิปเสร็จและชมหลานชายไปยกใหญ่ พ่อเฉียวก็เริ่มคันไม้คันมืออยากเดินหมาก ท่านเลยกวักมือเรียกเฉิงเย่ไปเล่นหมากรุกจีนด้วยกันสักสองสามกระดาน
เฉียวหร่านจึงเข้ามารับช่วงต่อ ช่วยลูกชายทำงานประดิษฐ์แทน
พ่อเฉียวชอบเล่นหมากรุกจีนมาก แต่ฝีมือห่วยขั้นเทพสวนทางกับความชอบ คนรอบข้างต่างพากันหาข้ออ้างหลบเลี่ยง สุดท้ายก็มีแต่เฉิงเย่นี่แหละที่ไม่รังเกียจ และยอมเล่นเป็นเพื่อนท่านมาได้ตั้งหลายปี
ไม่ใช่แค่เล่นหมากรุก พวกเขายังหาเวลาไปตกปลาและเตะบอลด้วยกันอีก ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดีวันดีคืน จนดูเหมือนพี่น้องมากกว่าพ่อตากับลูกเขยเสียอีก
ตอนแรกเฉิงเย่ก็เกร็งๆ เพราะฝีมือหมากรุกของเขาก็ธรรมดาพอกัน เล่นไปได้ครึ่งทางเขาถึงบรรลุว่าทำไมพ่อเฉียวถึงชอบเล่นกับเขา พูดให้ดูดีคือฝีมือสูสีคู่คี่ พูดตรงๆ ก็คือไก่รองบ่อนสองตัวมาจิกตีกันนั่นแหละ
พ่อเฉียวเล่นอย่างมีความสุข เอ่ยปากชม "วันนี้เล่นได้สะใจจริงๆ"
เกมดำเนินไปเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง จนกระทั่งเฉียวหร่านมาตามไปกินข้าวเย็น
เฉิงเย่ลุกขึ้นเดินรั้งท้าย รอให้ทุกคนนั่งเรียบร้อยแล้วเขาถึงค่อยนั่งลง
มื้อเย็นวันนี้มีกุ้งแม่น้ำตัวโตของโปรดเฉิงอี้ แทนที่เจ้าตัวเล็กจะกินก่อน เขากลับคีบกุ้งใส่จานให้แม่ "หม่าม้ากินสิครับ"
กุ้งแม่น้ำก็เป็นของโปรดของเฉียวหร่านเหมือนกัน พฤติกรรมของเด็กมักสะท้อนมาจากผู้ใหญ่ที่เลี้ยงดู
เห็นดังนั้น เฉิงเย่ก็ลงมือแกะกุ้งเงียบๆ แล้ววางเนื้อกุ้งที่แกะเสร็จแล้วลงในชามของเฉียวหร่านอย่างบรรจง
เฉียวหร่านมองเนื้อกุ้งในชามด้วยหัวใจที่ไหววูบ นานแล้วนะที่ไม่มีใครแกะกุ้งให้เธอแบบนี้
หลังจากพูด "ขอบคุณ" เธอก็ฉุกคิดขึ้นได้ จึงเติมคำว่า "สามี" ต่อท้าย
เฉิงเย่หัวไวปรับตัวตามทัน รอบนี้คำว่า "สามี" ไม่ทำให้เขาสะดุ้งอีกแล้ว
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างราบรื่น เฉียวหร่านทำใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลองหยั่งเชิงถาม "แม่คะ เรื่องซานซาน..."
ทันทีที่เธอเอ่ยชื่อ บรรยากาศรอบข้างก็เงียบกริบ แม้แต่พี่เลี้ยงที่เดินผ่านยังชะงักฝีเท้า
ทั้งโต๊ะมีแค่เฉิงอี้คนเดียวที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว คาบกุ้งตัวโตไว้ในปากพลางมองซ้ายมองขวาตาแป๋ว
พ่อเฉียววางถ้วยลง "จู่ๆ พูดถึงมันทำไม?"
แม่เฉียวเม้มปากแน่น แม้จะไม่พูดอะไร แต่สีหน้าดูซับซ้อนสับสนอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อไม่มีใครตอบ เฉียวหร่านได้แต่คาดเดาไปในทางร้าย หรือว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับเฉียวซานซาน?
พอคิดได้แบบนั้น เธอก็เผลอกำตะเกียบแน่นขึ้น
เฉียวซานซานคือน้องสาวที่เธอเห็นมาแต่อ้อนแต่ออก สองพี่น้องสนิทกันมาก ด้วยความที่อายุห่างกันห้าปี ตอนซานซานเรียนมัธยมปลายที่เรียนหนัก เฉียวหร่านนี่แหละที่ไปประชุมผู้ปกครองแทนพ่อแม่
เฉียวหร่านอ่านใจพ่อแม่ไม่ออก จึงได้แต่ถามจี้ไปทีละนิด "หนูแค่อยากถามว่าเมื่อไหร่น้องจะกลับมาค่ะ"
หน้าพ่อเฉียวมืดครึ้มลงทันตา ท่านพูดเสียงแข็ง "ถ้ามันยังคิดไม่ได้ ก็ไม่ต้องกลับมาเหยียบที่นี่อีกตลอดชีวิต"
คนในวงสังคมรู้กันทั่วว่าสองพี่น้องบ้านนี้แตกหักกันเพราะผู้ชาย แต่จะโทษใครได้ล่ะ? ไม่ใช่ความผิดของเฉิงเย่ และไม่ใช่ความผิดของเฉียวหร่าน สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะเฉียวซานซานทำตัวเองทั้งนั้น
วันแต่งงานของเฉียวหร่านกับเฉิงเย่ แขกเหรื่อมาร่วมงานกันคับคั่ง ขาดก็แต่เฉียวซานซานคนเดียว
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากมา แต่เธอถูกห้ามไม่ให้เข้างาน วันนั้นมีคนซุบซิบนินทาบ้าง แต่ต่อให้เป็นเรื่องตลกขบขันแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับเรื่องตลกในงานแต่งของเธอกับเฉิงเย่เมื่อห้าปีก่อนหรอก
พอพูดถึงเฉียวซานซาน แม่เฉียวก็ปวดหัวตุบๆ ลูกสาวทั้งสองคนก็เลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ หัวอกคนเป็นแม่ใครบ้างไม่อยากเห็นพี่น้องรักกัน เธออดคิดไม่ได้ว่า ถ้าตอนนั้นเฉียวซานซานไม่หนีงานแต่งงานไป ป่านนี้เรื่องราวจะเป็นยังไงนะ
เธอคิดว่าคงไม่ดีเท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หรอก
เฉียวซานซานถูกพวกเขาตามใจจนเสียคน เอาแต่ใจตัวเองและทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ต่อให้แต่งงานกับเฉิงเย่ไปเมื่อห้าปีก่อน ก็คงลงเอยด้วยการหย่าร้างแบบจบไม่สวยอยู่ดี
เฉิงอี้ที่ไม่เคยเจอหน้าเฉียวซานซานมาก่อนในชีวิต รู้สึกสงสัยเมื่อได้ยินชื่อแปลกหู "ซานซานคือใครเหรอครับ?"
พ่อเฉียวคีบกุ้งใส่ชามหลาน "กินข้าวไปลูก ไม่ต้องพูด"
มื้ออาหารดำเนินไปอย่างอึมครึม ช่วงท้ายๆ ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก มีเพียงเสียงเคี้ยวข้าวเบาๆ
เฉิงเย่ยิ่งรู้สึกอึดอัดเข้าไปใหญ่ กินไปไม่กี่คำก็อิ่มตื้อ แต่จะวางตะเกียบก่อนผู้ใหญ่ก็เสียมารยาท เขาเลยได้แต่ถือถ้วยซุปจิบทีละนิดแก้เก้อ
หลังมื้อเย็น แม่เฉียวชวนไปเดินย่อย พ่อเฉียวทำท่าไม่อยากไป แต่พอโดนแม่เฉียวถลึงตาใส่ ท่านก็ยอมลุกเดินตามไปอย่างว่าง่าย
ขณะที่เฉิงเย่กำลังลังเลว่าจะตามไปดีไหม แม่เฉียวก็พูดขึ้น "เฉิงเย่ ลูกไม่ต้องไปหรอก เพิ่งกลับมาถึงเหนื่อยๆ แม่กลัวขาเราจะรับไม่ไหว พาลูกสาวแม่ไปอาบน้ำพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปส่งอี้อี้ที่โรงเรียนอนุบาลอีก"
ปากบอกว่าไปเดินเล่น จริงๆ คือไปเฝ้าหลานเล่นข้างล่างต่างหาก เฉิงอี้นัดเพื่อนไว้แล้ว ขืนปล่อยให้เล่นเพลินมีหวังไม่ยอมกลับบ้านง่ายๆ แน่
คำพูดของแม่เฉียวทำเอาเฉิงเย่งงเป็นไก่ตาแตก ขาเขาเป็นอะไร? ทำไมถึงรับไม่ไหว?
หลังจากมองส่งสามคนตายายหลานเดินออกไป เฉียวหร่านก็ถามเสียงเบา "คุณอยากเจอซานซานไหม?"
เฉิงเย่ไม่กล้าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ก็ไม่กล้าเงียบ "เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เจอไปก็คงไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นหรอกครับ" เผลอๆ เจอหน้ากันแล้วจะยิ่งมีปัญหาตามมาเสียเปล่าๆ
อีกอย่าง มันน่าอับอายจะตายไป เมื่อกี้ยังจะแต่งงานกับน้องสาว แป๊บเดียวกลายมาเป็นสามีพี่สาวเฉยเลย เขาคบกับเฉียวซานซานมาตั้งนาน ความผูกพันย่อมลึกซึ้ง จะให้ลืมทุกอย่างเพียงเพราะวิญญาณข้ามเวลามามันก็เป็นไปไม่ได้ สถานการณ์ตอนนี้ทำให้เขารู้สึกผิดเหมือนกำลัง "นอกใจ" กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบอกไม่ถูก
เฉียวหร่านมองเขาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก "วันนี้ฉันจ้างคนไปสืบเรื่องราวตลอดห้าปีที่ผ่านมาแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานเราคงได้รู้ความจริง อย่ากังวลไปเลย อย่างน้อยเราก็มั่นใจได้ว่าความผิดไม่ได้อยู่ที่คุณ"
เฉิงเย่ถาม "คุณคิดว่าเราจะกลับไปห้าปีก่อนได้ไหม?"
เฉียวหร่าน: "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าเรากลับไปไม่ได้ แล้วต้องติดอยู่ที่นี่ตลอดไป คุณจะหย่ากับฉันไหม?"
สิทธิ์ในการตัดสินใจเรื่องหย่ามันควรอยู่ที่เธอไม่ใช่เหรอ?
แต่ในเมื่อเฉียวหร่านถามมา เขาก็ต้องคิดให้ดีก่อนตอบ เฉิงเย่ใช้เวลาไม่นานก็ให้คำตอบ: "ไม่ครับ แต่หลักๆ ก็ขึ้นอยู่กับคุณ"
ไม่ว่าจะแต่งงานหรือหย่าร้าง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้ามีแค่คนสองคนก็ว่าไปอย่าง แต่ปัญหาคือตอนนี้พวกเขามีลูกชายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เฉิงเย่โตมากับคุณย่า ตั้งแต่เด็กเขาโหยหาครอบครัวที่อบอุ่นมาตลอด เขาไม่อยากให้ลูกต้องขาดสิ่งที่เขาเคยขาดไป เขาจะปัดความรับผิดชอบเพียงเพราะวิญญาณเปลี่ยนร่างไม่ได้ มันไม่ยุติธรรมกับเด็ก
จบบท