เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 14

ตอนที่ 14

ตอนที่ 14


ผมได้รับ ‘ความสำเร็จ’

หาเบาะแสเกี่ยวกับดราก้า I

คุณได้รับฉายา “สหายของโอเกอร์” เป็นรางวัล

คุณได้รับสกิล “ความโกรธของโอเกอร์” เป็นรางวัล

คุณได้รับภูติ “ผู้เกิดจากพลัง สแตรง” เป็นรางวัล

*ฉายา*

สหายของโอเกอร์

ผลของฉายา ลดโอกาสที่ ‘โอเกอร์’ จะมุ่งร้ายต่อคุณ

ผลของฉายา คุณสามารถสื่อสารกับ ‘โอเกอร์’ ได้

“สื่อสารกับโอเกอร์งั้นเหรอ…”

โอเกอร์นั้นพูดภาษามนุษย์ไม่ได้

หมายถึงนอกเหนือจากคิงแกรม

แต่เป็นเรื่องจริงที่ความสามารถในการสื่อสารกับโอเกอร์ในป่าจะเป็นพลังที่พิเศษ

ผมไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ แต่…ก็ดีกว่าไม่มีมัน

ผมดูหน้าต่างสกิลทันที

ความโกรธของโอเกอร์

ใช้งาน

คุณยืมพลังของโอเกอร์ที่กำลังโกรธและแข็งแกร่งขึ้นในทันที strength เพิ่มขึ้น 300 เป็นเวลา 30 วินาที ค่านี้จะได้รับผลจาก ‘ศิลปะร่างกาย’ และจะเพิ่มขึ้นตามเวลา

คูลดาวน์ : 3 นาที

‘สกิลที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นในทันที…’

มันจะเป็นพลังที่มีประโยชน์และใช้งาน

เหนือสิ่งอื่นใด เมื่อผมแข็งแกร่งขึ้น สกิลของผมก็รุนแรงขึ้นด้วย

ผมชอบที่มันเป็นสกิล ‘ประเภทเติบโต’ ได้

และอีกหนึ่งอย่าง

“นี่มันอะไร…?”

ผมพึมพำกับตัวเองเมื่อผมถือก้อนหินในมือ

คิงแกรมพยักหน้าราวกับรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะได้รับรางวัลจากภารกิจนะ บางครั้งดราก้าก็คุยกับอากาศแบบเจ้าเหมือนกัน”

“อย่างงั้นเหรอครับ?”

“ใช่ ไหนดูซิ”

คิงแกรมขยับร่างใหญ่ยักษ์มาใกล้ผม

เขาพูดหลังจากวิเคราะห์หินก้อนเล็ก ๆ ในมือผม

“หืม สแตรงนี่เอง”

เขาพูดถูก

ภูติผู้เกิดจากพลัง สแตรง

ผมรีบถามคิงแกรม

“ท่านรู้จักของอันนี้ด้วยเหรอ?”

“ของเรอะ? นี่ไม่ใช่ของ มันคือ ‘ร่างกำเนิด’ ข้าที่อยู่ใกล้ตัวดราก้ามาตลอดจะไม่รู้ได้อย่างไร? ดูมันตอนนี้สิ มันผนึกตัวเองเป็นศิลาภูติหลังจากที่ดราก้าตาย”

ร่างกำเนิด…

มันคืออะไรกัน?

แต่หลังจากได้ยินว่ามันผนึกตัวเองเป็น ‘ศิลาภูติ’ ผมก็เดาได้ว่ามันเป็นบางอย่างที่ใกล้เคียงกับภูติ

ภูติ

ภูติคือสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ที่มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมีได้

ผมเคยได้ยินว่ามีกลุ่มสิ่งมีชีวิตรูปแบบจิตที่จะรับมือกับภูติเหล่านี้อยู่บางแห่งในป่าทางเหนือ

ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่าจอมภูติ

ภูติเหล่านี้จะมีต้นกำเนิดพื้นฐานจาก 4 ธาตุตามธรรมชาติเช่นเดียวกับเวทมนตร์

แต่ว่า

“นี่คือร่างกำเนิดจากพลัง บางครั้งก็เรียกว่าภูติ แต่มันต่างจากภูติทั่วไป นิสัยของมันเลวร้ายแล้วก็เอาแต่ใจ มันจะขอพลังจากดราก้าทุกวันไม่หยุด แต่ถ้าเจ้าทำให้มันพอใจได้ มันก็สัญญาว่าจะมอบพลังให้เจ้าอย่างไร้สิ้นสุดเช่นกัน”

ไม่ใช่ธาตุทั้ง 4 แต่เป็น ‘พลัง’

และมันก็เป็น ‘ร่างกำเนิด’ ที่ไม่ใช่ภูติ

หรือว่านี่จะเป็นตัวตนที่เป็นตัวแทนแนวคิดพื้นฐานของพลัง?

ผมไม่เคยได้ยินเรื่องตัวตนแบบนี้มาก่อนเลย

‘หรือว่า…มันอธิบายเรื่องพลังในตอนนี้ของเราได้’

แน่นอนว่าถ้าเทียบกับสิ่งที่ผมต้องเจอในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมก็ไม่ได้แปลกใจนัก

แต่ผมก็ถามคิงแกรม

“ท่านบอกว่าจะมีร่างกำเนิดออกมาจากหินก้อนนี้เหรอ?”

“ใช่แล้ว ตามปกติร่างกำเนิดจะไม่เผยตัวให้ใครเห็นนอกจากเจ้านาย ดังนั้นถ้ามันปรากฏตัวแบบนี้ก็แสดงว่ามันเจอเจ้านายของมันแล้ว”

“แล้วผมต้องทำยังไงล่ะ?”

“ต่อให้เจ้าไม่ทำอะไรแต่มันก็จะตื่นขึ้นมาเองในอีกไม่นาน เพราะมันเจอบ้านของมันแล้ว”

คิงแกรมพูดความจริง

เมื่อผมบีบก้อนหินในกำปั้น ก็เกิดเส้นหนึ่งปรากฏและมันก็เริ่มแตกออกมา

และที่กลางหินที่แตกนั้นเอง…

“...หมีงั้นเหรอ?”

มีหมีอยู่หนึ่งตัว

มันดูผิดธรรมชาติเพราะขนาดที่เท่าฝ่ามือของผม แต่ดูจากที่มันลูบตัวเองด้วยอุ้งเท้าเล็ก ๆ หลังจากเพิ่งเกิดมาแล้ว มันคือหมีน้อยน่ารักไม่ผิดแน่

แต่มันดูหงุดหงิดเมื่อถูกเรียกว่า ‘หมี’ สแตรงจ้องผมด้วยความโมโห

“อย่ามาเรียกข้าว่าหมีได้ไหม?”

“...เจ้าหมีนี่พูดได้ซะด้วย”

โอ้

เจ้าหมีกำลังพูด

ใช่ คงไม่ได้น่าตกใจอะไรแล้วถ้าได้เจอกับโอเกอร์พูดได้

“ข้าไม่ใช่หมีซักหน่อย!”

สแตรงลุกขึ้นด้วยการตบฝ่ามือของผมขณะที่ผมมองมันด้วยความสับสน

และหลังจากนั้นมันก็ใช้มือทั้งสองข้างเท้าเอวและพูดขณะที่พยายามทำให้ดูเหมือนโมโห

“ข้าเป็นร่างกำเนิดที่ไม่ได้ผูกมัดกับรูปลักษณ์ใด ข้าจะเป็นอะไรก็ได้ที่ต้องการ ดูนี่นะ!”

หลังจากตะโกนด้วยความมั่นใจแล้วสแตรงก็ลืมตาขึ้น

แต่…ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เอ๋…หา? ปะ…แปลก…”

สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือหน้าของสแตรงที่แดงขณะกำหมัด

“ฮ่า”

“ยะ…อย่าหัวเราะนะ!”

ผมทำได้แต่หัวเราะกับความน่ารักของมัน

สแตรงตอบเสียงสั่นที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“นี่มัน…มันเพราะว่าข้าไม่มีพลังต่างหาก! ข้าอดอยากเพราะเพิ่งเกิดมา เอาอาหารมาให้ข้าได้แล้ว!”

“อาหาร? แกกินอะไรล่ะ?”

“พลังเจ้าไง”

“พลังชั้นเหรอ?”

ร่างกำเนิดแห่งพลัง สแตรง

ใช่แล้ว มันเติบโตโดยการกิน ‘สเตรนจ์’ (strength) ของผม

ดูจากค่าพลังที่ผมได้รับทุกวันจากภารกิจ มันบอกว่ามันจะได้พลังคืนมาเมื่อผมแข็งแกร่งขึ้น

แต่

หลังจากมองผมหัวจรดเท้า มันก็แก้มป่องอย่างไม่พอใจ

“ทำไมเจ้านายข้าคราวนี้ถึงอ่อนแอนักล่ะ?”

“...เจ้านาย? ชั้นเหรอ?”

“ใช่! เจ้านาย! ดราก้าเจ้านายคนก่อนน่ะแข็งแกร่งมากจริง ๆ ถึงแม้ว่าตอนแรกจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่…เอาเถอะ ถ้าเจ้าอยากจะให้ข้าช่วย เจ้าต้องขยันให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ข้าเกลียดเจ้านายที่อ่อนแอที่สุดเลย”

พูดถึงเรื่องที่ผมอ่อนแอและพูดว่าเกลียดเจ้านายอ่อนแอตั้งแต่ที่เกิดมา

ถึงจะเป็นการบ่น ผมก็อดหัวเราะไม่ได้

‘แกบอกว่าชั้นเป็นเจ้านายแกสินะ…’

ผมต้องฝึกให้หนักขึ้นในอนาคต ต่อให้จะเป็นแค่การให้อาหารเจ้าหมีนี่ก็ตาม

อืม แทนที่จะเป็นความสัมพันธ์แบบข้ารับใช้กับเจ้านาย นี่มันความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันมากกว่า

“ถ้าข้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นด้วย”

ถ้าผมแข็งแกร่งขึ้นได้ จะเป็นยังไงก็ช่าง ผมไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว

“หาว…! ข้าจะงีบซักหน่อย ข้าเหนื่อยจะแย่อยู่แล้ว ปลุกข้าตอนถึงเวลากินด้วยล่ะ”

สแตรงพูดราวกับว่า ‘เด็กต้องนอนเยอะ ๆ’ และนอนคว่ำบนไหล่ของผมและหลับในไม่นาน

ผมมองคิงแกรมและหัวเราะจากเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น

คิงแกรมเองก็เช่นเดียวกัน

“คิกคิก แม้จะได้เห็นอีกครั้งหลังจากหลายพันปี เจ้านั่นก็ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิม”

คิงแกรมยิ้มอย่างที่ยากจะจินตนาการว่าจะได้เห็นในสถานที่สอบราวกับว่าสแตรงได้ทำให้เรื่องเก่า ๆ หวนคืนกลับมา

โอเกอร์ที่กำลังหัวเราะ

จะยังไงผมก็ยังไม่ชิน

หลังจากมองผมและสแตรงที่กำลังหลับมาสักระยะ คิงแกรมก็พูดขึ้นมา

“ได้เห็นเจ้าแบบนี้ทำให้ข้านึกถึงวันเก่า ๆ เจ้าเหมือนกับดราก้าในตอนที่เรารับเขามาที่บ้านเกิดเผ่า ‘ฟินิกซ์ท้องฟ้า’”

“จริงเหรอ?”

“ใช่ รูน อาเดล นักทำลายล้างน้อยที่จะสานต่อเจตนารมณ์ของดราก้า จากนี้ไปเจ้าคิดจะทำอะไรรึ?”

“ท่านหมายความว่าไง?”

“พลังที่เจ้ามีจะต้องช่วยให้เจ้าเติบโตขึ้นแน่นอน แต่มันจะนำพาเจ้าไปสู่เส้นทางที่ผิดได้ เจ้าอาจจะถูกพลังดูดกลืนไปก็ได้”

ผมรู้

ว่าที่สุดทางของถนนเส้นนี้จะมีความล่มสลายรอคอยผมอยู่

เหมือนกับดราก้า

“ตอนที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้น เจ้าจะทำอะไร?”

ผมกลั้นหายใจขบคิดกับคำถาม

“อืมม”

เหตุผลที่ผมอยากจะแข็งแกร่งขึ้น

เหตุผลที่ผมอยากจะเป็นจอมเวทย์นั้น ทั้งหมดก็เพื่อดินแดนอาเดล

เพื่อปกป้องบ้านจากภัยคุกคามเวทมนตร์

เพื่อที่จะเป็นจอมเวทย์ที่ยอดเยี่ยมเพื่อให้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนของผมร่ำรวยขึ้นบ้างในชีวิต

เพื่อที่จะบ่งบอกชื่อ ‘อาเดล’ ที่ไม่มีใครรู้จัก

เพื่อที่จะแสดงให้พวกหมูที่เมินและเหยียดหยามชื่อ ‘อาเดล’

โอเค

พอแค่นี้ก่อน

อนาคตหลังจากนั้นไม่ได้น่ากลัวเหมือนกับทางเลือกที่ผมเลือกตอนนี้

มันไม่มีเหตุผลให้ต้องกลัว และไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธพลังนี้

ผมเงยหน้ามองคิงแกรมด้วยพลังในดวงตา

“ผมมไม่เหมือนดราก้า”

“หืม?”

“ผมจะใช้ชีวิตด้วยความคิดของตัวเอง เพื่อสิ่งที่เป็นของผม เพื่อครอบครัว และเพื่อตัวเอง”

“ผมสัญญาหนึ่งเรื่องว่าจะไม่ถูกพลังดูดกลืนไปอย่างดราก้า มีแค่เรื่องนี้ที่พูดได้ในตอนนี้”

“...หืมม”

คิงแกรมยิ้มกว้างราวกับพอใจในคำตอบและถามผม

“นักทำลายน้อย เจ้าไม่สงสัยรึว่าทำไมข้าถึงถามว่าเจ้าต้องการ 0 คะแนนหรือ 100 คะแนน?”

“ผมสงสัย”

“จากที่พวกจอมเวทย์โอหังพวกนั้นมอง เวทมนตร์ของเจ้าอาจจะดูไร้สาระและฉ้อฉล แต่ว่า…”

คิงแกรมยิ้มแปลก ๆ

“มันคือเวทมนตร์ที่ดีที่สุดสำหรับข้า”

โอเกอร์นั้นนับถือในพลัง

ยิ่งไปกว่านั้น การได้เห็นเวทมนตร์ของ ‘อาจารย์’ ดราก้าเป็นครั้งแรกหลังจากเวลาอันยาวนาน คิงแกรมจึงเห็นว่ามันคือเวทมนตร์ที่ดีที่สุด

โอเกอร์บรรพกาลที่มีชีวิตมาหลายพันปี แทบจะมีชีวิตอย่างยาวนานเป็นนิจนิรันดร์

คิงแกรม

ผมได้ให้ของขวัญกับประวัติศาสตร์มีชีวิตซึ่งเป็นความทรงจำอันยาวนาน

แล้วก็…

“ข้าจะตั้งตารอว่าเจ้าจะเป็นอย่างไรในอนาคต”

ปลูกเมล็ดพืชด้วยความคาดหวังว่ามันจะเติบโตไปสู่อนาคต

และสำหรับเรื่องนั้น คิงแกรมได้ตอบคำถามที่ทำให้ความสงสัยของผมหายไป

ถ้าหากพูดแบบนั้น การพบกันระหว่างพบกับคิงแกรมอาจจะเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเราสองคนก็ได้

“ขอบคุณครับ”

หลังจากกล่าวขอบคุณ คิงแกรมก็เริ่มเดินกลับไปยังรูปปั้นแพลตตินัม

ถึงเวลาที่เขาจะหลับใหลอีกครั้ง

“แม้แต่ดราก้าก็ถูกพลังดูดกลืนไป…นักทำลายน้อยเอ๋ย จงภาคภูมิใจไว้ เขาเป็นสิ่งที่แข็งแกร่งเหนือสิ่งอื่นใด”

และคิงแกรมที่เข้ามาในรูปปั้นแล้ว เขาก็ลืมตาและเริ่มการหลับใหลอันยาวนาอีกครั้ง

‘ภาคภูมิในพลัง’

เรื่องดราก้าที่มีตัวตนอยู่จริง ผมได้รับรู้มันด้วยใจแล้ว

‘ผมจะทำให้เห็น’

พลังที่ให้มา

ผมจะต้องทำให้เห็นให้ได้

หลังออกมาจากห้องอาติแฟกต์ อาจารย์ไฮเดลกำลังยืนรอผมอยู่

แม้ว่าสแตรงจะหลับอยู่บนไหล่ของผมแต่ก็ดูเหมือนว่าอาจารย์จะมองไม่เห็น

อาจารย์ไฮเดลถามด้วยสีหน้าปกติ

“นายเสร็จธุระรึยัง?”

“ครับ”

“งั้นกลับกันเถอะ”

เป็นธรรมดาที่อาจารย์ไฮเดลจะสนใจในเรื่องที่ผมพูดคุยกับคิงแกรม แต่เขาก็ไม่ได้ถาม

เหตุผลนั้นเรียบง่าย

เพราะจอมเวทย์มีสิทธิ์ที่จะเก็บความลับของตัวเอง

เราเดินเงียบ ๆ ผ่านทางเดินและเขาก็พูดกับผมหลังจากกลับมาที่ชั้น 1 แล้ว

“รูน อาเดล”

“ครับ”

“ชั้นจะคอยดูการสอบครั้งต่อไปของนาย”

เพียงเท่านั้น

เขารีบหันหลังไปหลังจากพูดจบและหายไปที่สุดทางเดิน

คนที่เท่ในหลายความหมาย

“จะคอยดู…”

คิงแกรมแล้วยังอาจารย์ไฮเดล

ผมไม่รู้ว่าทำไมคำพูดนี้ถึงทำให้ผมรู้สึกดี

มันเป็นคำพูดที่ผมไม่ได้ยินมานานแล้ว

ถ้าให้พูดก็คือ ไม่ได้ยินหลังจากที่ผมอายุ 10 ขวบ

ใช่แล้ว

เรื่องราวมากมายได้เกิดขึ้นและเปลี่ยนเรื่องราวเดิมในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

ผมคาดหวังกับคนบางคน

และ…

“รูน! นายคุยอะไรกับไอ้โอเกอร์เวรนั่นน่ะ?”

“...เจสัน?”

“เจ้านั่นกล้าดียังไงถึงมาบอกว่าเวทย์ชั้นผสมน้ำ! ไอ้โอเกอร์เวรตะไลเอ้ย!”

“รูน! ทำไมนายถึงดึงคะแนนเฉลี่ยให้สูงแบบนั้นล่ะ? ไม่สงสารชั้นที่ได้ 7 คะแนนเหรอ?”

“ชั้นได้ 3 นะโว้ย!”

ผมได้รับความสนใจที่ไม่ต้องการมากมายจากเพื่อนร่วมรุ่นที่เดินมาหาผม

“ปล่อยชั้นไปได้ไหม?”

“ฮื่มมม กับการที่ได้เกี่ยวพันกับท่านอัครจอมเวทย์รูนที่พลิกหน้าประวัติศาสตร์โรงเรียนแบบนี้ ชั้นล่ะปลื้มใจจริง ๆ”

“พอทีเถอะ”

“ได้ครับท่านอัครจอมเวทย์”

“...ฮ่าฮ่า”

เฮ่อ…

มันก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก

บอกตามตรง ชีวิตในโรงเรียนของผมเริ่มจะสนุกขึ้นแล้ว

เทียบกับชีวิต ‘เหมือนกับคุก’ ใน 5 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้มันดีขึ้นกว่าเดิมอยู่บ้าง

จบบทที่ ตอนที่ 14

คัดลอกลิงก์แล้ว