- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นเซียน เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยระบบลงชื่อ
- บทที่ 90 - ผักใบเขียวราคาเท่าเนื้อ
บทที่ 90 - ผักใบเขียวราคาเท่าเนื้อ
บทที่ 90 - ผักใบเขียวราคาเท่าเนื้อ
บทที่ 90 - ผักใบเขียวราคาเท่าเนื้อ
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ตื่นแต่เช้าตรู่มานั่งถอนผักล้างผักเกือบสามชั่วโมงเพื่อแลกเงินหนึ่งหยวน ถ้าเป็นในยุคหลังแล้วมีใครกล้าจ้างด้วยค่าแรงแบบนี้รับรองว่าต้องโดนรุมยำเละแน่ แต่ในยุคนี้งานแบบนี้กลับเป็นที่อิจฉาตาร้อนของใครหลายคน ถึงขั้นแย่งกันหัวร้างข้างแตกเพื่อจะทำ
แต่สำหรับสวี่เจิ้งเต้าที่แค่ขยับปากสั่งงานโดยไม่ต้องลงมือเอง เงินไม่กี่หยวนที่จ่ายออกไปเขาไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด เมื่อเทียบกับมูลค่าของผักพวกนี้ตอนส่งเข้าเมือง กำไรที่เขาจะได้นั้นมากมายมหาศาลกว่าค่าแรงที่จ่ายไปเยอะ
หลังจากส่งพวกป้าๆ น้าๆ ที่ขอบคุณกันยกใหญ่กลับไปแล้ว ซุนเจียว่างและหลิวจื้อเฉียงที่อยู่กินข้าวเช้าที่บ้านสวี่เจิ้งเต้าต่างก็ถามด้วยความอยากรู้ว่า "อาเจิ้ง จ้างแพงขนาดนี้จะยังมีกำไรเหรอ ผักไม่กี่ร้อยจินพวกนี้จะขายได้สักเท่าไหร่เชียว"
"แล้วพวกพี่คิดว่าจะขายได้เท่าไหร่ล่ะ"
สวี่เจิ้งเต้าไม่ตอบตรงๆ แต่ย้อนถามกลับด้วยรอยยิ้ม การที่เขาตั้งใจเลือกคนหนุ่มสองคนนี้มาเรียนรู้วิธีจัดการโรงเรือน ก็เพราะคนหนุ่มสาวหัวไวเรียนรู้ได้เร็วกว่า พอปั้นสองคนนี้จนเก่งแล้วต่อไปเขาก็จะสบายขึ้นเยอะ
ในฐานะลูกชายผู้ใหญ่บ้าน ซุนเจียว่างคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ร้อยกว่าหยวนน่าจะได้มั้ง"
"บ้าเหรอ จะแพงขนาดนั้นได้ไง นี่มันผักกาดขาวนะไม่ใช่ใบไม้ทองคำ"
ยังไม่ทันที่สวี่เจิ้งเต้าจะพูดอะไร หลิวจื้อเฉียงที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับซุนเจียว่างก็แย้งขึ้นมาทันทีว่าราคานี้มันเวอร์เกินไป ผักกาดขาวแบบนี้เมื่อก่อนพวกเขาก็เคยปลูก เวลาเอาไปขายในเมืองบ่อยครั้งที่ขายจินละไม่กี่เฟินยังขายไม่ออกเลย
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองคนแปลกใจคือสวี่เจิ้งเต้ากลับหัวเราะแล้วพูดว่า "อยากรู้ว่าผักกาดขาวที่ผมปลูกขายได้จินละเท่าไหร่ เดี๋ยวพอพวกพี่ปลูกเองได้ก็จะรู้เองแหละ อีกพักนึงผักบุ้งก็น่าจะเก็บขายได้แล้ว"
"ได้ ก่อนมาพ่อฉันกำชับนักหนาว่าให้ตั้งใจเรียนกับนายให้ดี ถ้าเรียนไม่รู้เรื่องพ่อขู่ว่าจะตีขาหักเลยนะ"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกน่า ถ้าพี่เรียนไม่รู้เรื่องจริงๆ ผมก็แค่บอกให้พ่อพี่เปลี่ยนคนอื่นมาแทน วิชานี้ขอแค่ตั้งใจเรียนมันไม่ยากหรอก"
ได้ยินหลิวจื้อเฉียงพูดแบบนั้นสวี่เจิ้งเต้าก็อดแซวเล่นไม่ได้ ทั้งสองคนนี้แม้จะจบมัธยมต้น แต่ด้วยติดที่เป็นคนทะเบียนบ้านชนบทเลยหางานทำในเมืองไม่ได้ หลังเรียนจบก็ต้องอยู่ช่วยที่บ้านทำนามาตลอด
เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่ได้แบ่งที่ดินทำกิน พวกเขามักจะเข้าเมืองไปรับจ้างรายวัน ตอนนี้พอที่บ้านมีที่ดินเป็นของตัวเองก็เลือกที่จะอยู่ช่วยงานที่บ้าน แค่คิดไม่ถึงว่าจะถูกส่งมาเรียนวิชาปลูกผักในโรงเรือนกับสวี่เจิ้งเต้า
พาคนทั้งสองเดินเข้าไปในโรงเรือน สวี่เจิ้งเต้าชี้ไปที่สมุดบันทึกรายงานแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ต้องตรวจสอบอุณหภูมิในโรงเรือนอย่างน้อยวันละสามครั้ง ถ้าอุณหภูมิสูงเกินไปก็ต้องรดน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิต่ำไปก็ต้องเอาฟางมาคลุมโรงเรือน
ต้องคุมอุณหภูมิให้สมดุลและเหมาะกับผักแต่ละชนิดผักถึงจะงาม นอกจากเรื่องอุณหภูมิก็ต้องคอยสังเกตว่าผักเป็นโรคหรือมีแมลงรบกวนไหม ถ้ามีก็ต้องหาวิธีรักษา
สอนรวดเดียวเยอะขนาดนี้พวกพี่คงจำไม่หมดหรอก เดี๋ยวไปที่บ้านผมจะเอาหนังสือที่ซื้อมากับสมุดจดบันทึกของผมให้ยืม กลับไปแล้วต้องตั้งใจอ่านตั้งใจจำให้ดีเข้าใจไหม"
"เข้าใจแล้ว"
พอมองดูตัวเลขยิบย่อยในสมุดบันทึกรายงาน ชายหนุ่มทั้งสองถึงได้เข้าใจว่า การจัดการโรงเรือนไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในสมุดบันทึกยังมีตัวเลขอุณหภูมิที่บันทึกไว้ตอนสี่ทุ่มด้วยซ้ำ
ถือเอกสารการเรียนรู้ที่สวี่เจิ้งเต้าเตรียมไว้ให้กลับบ้าน พ่อของทั้งสองคนต่างก็ถามไถ่ว่า "วันนี้เรียนรู้อะไรมาบ้าง"
เมื่อเจอพ่อถาม ซุนเจียว่างก็ตอบไปตรงๆ ว่า "พ่อ นี่เพิ่งวันแรกจะไปเรียนรู้อะไรได้เยอะแยะ แต่พอเห็นสมุดบันทึกในโรงเรือน ผมถึงได้รู้ว่าที่อาเจิ้งปลูกผักได้งามขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คจริงๆ"
"ถือว่าแกยังพอมีแววอยู่บ้าง จำคำพ่อไว้ให้ดีต้องตั้งใจเรียนกับเขา ถ้าพลาดโอกาสนี้ไปวันหน้าแกต้องเสียใจแน่ ที่แกได้โอกาสนี้ก็เพราะเขาเห็นแก่หน้าพ่อรู้ไว้ซะด้วย"
"รู้แล้วครับพ่อ"
สถานการณ์บ้านหลิวจื้อเฉียงก็คล้ายๆ กัน ในฐานะหัวหน้ากองกำลังติดอาวุธ หลิวกวงฮุยก็กำชับลูกชายให้ตั้งใจเรียนวิชากับสวี่เจิ้งเต้า ในฐานะทหารผ่านศึกเขารู้ดีว่าการมีความรู้ติดตัวถือเป็นเรื่องโชคดีแค่ไหน
ถึงจะไม่รู้ว่าการสร้างโรงเรือนต้องใช้เงินเท่าไหร่ แต่หลิวกวงฮุยรู้อย่างน้อยๆ ว่า ถ้าหน้าหนาวสามารถปลูกผักที่มีเฉพาะหน้าร้อนออกมาได้ เวลาส่งไปขายที่ตลาดต่อให้ราคาแพงหน่อยคนก็ต้องแย่งกันซื้อแน่นอน
ตัดภาพมาที่หลิวต้าหลิว พอเห็นผักกาดขาวที่ล้างและมัดมาอย่างดีเขาก็ดีใจหน้าบาน นอกจากจะเก็บไว้กินเองสองมัด ผักกาดขาวที่เหลือเขาก็ส่งต่อให้ลูกศิษย์ ให้เอาไปส่งตามรายชื่อลูกค้าเก่าที่จดไว้
เมื่อเห็นผักสดเขียวชอุ่มน่ากิน เหอเสี่ยวอู่ผู้เป็นลูกศิษย์ถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ "ลูกพี่ เดี๋ยวนี้มีผักกาดขาวขายแล้วเหรอครับ"
"มีกะผีสิ มีที่นี่ที่เดียวเจ้าอื่นไม่มีหรอก ผักกาดขาวนี่มัดละหนึ่งจิน เดี๋ยวเอ็งเอาไปส่งตามที่อยู่ที่ข้าให้ จำไว้ส่งกี่มัดก็เก็บเงินมาเท่านั้น ผักกาดขาวพวกนี้มัดละหนึ่งหยวนจำได้ไหม"
"หา หนึ่งหยวน ผักกาดขาวแพงกว่าเนื้ออีกเหรอครับ"
เห็นลูกศิษย์ทำท่าตกใจหลิวต้าหลิวก็ทำหน้าภูมิใจพูดว่า "เวลานี้เอ็งไปหาซื้อผักสดเขียวๆ แบบนี้ตามท้องตลาดได้ที่ไหนล่ะ อย่าบ่นว่าแพงมัดละหนึ่งหยวนนี่ขายให้เฉพาะลูกค้าเก่าเท่านั้นนะเว้ย คนอื่นอยากซื้อข้ายังไม่ขายให้เลย"
ถ้าให้ซุนเจียว่างกับหลิวจื้อเฉียงรู้ว่า แค่ขายผักกาดขาวไม่กี่ร้อยจินสวี่เจิ้งเต้าก็ฟันกำไรไปหลายร้อยหยวน พวกเขาก็คงไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่ความจริงก็คือความจริง ในเวลานี้ต่อให้มีเงินสิบหยวนก็หาซื้อผักกาดขาวแบบนี้ในตลาดไม่ได้
พอลูกศิษย์ของหลิวต้าหลิวเอาผักไปส่งให้ลูกค้าเก่าตามที่อยู่ พอเห็นผักกาดขาวที่สดและอ่อนน่ากิน ลูกค้าเก่าเหล่านั้นต่างก็ตาเป็นประกาย บางคนถึงกับจะขอเหมาทีเดียวสิบจิน
ผลสุดท้ายลูกศิษย์ที่ไปส่งของได้แต่ยิ้มแห้งๆ บอกว่า "ต้องขอโทษจริงๆ ครับผักมีไม่เยอะ ขายให้ได้มากสุดแค่คนละห้าจินครับ"
"เฮ้อ ห้าจินก็ห้าจินคราวหน้าจะมีมาอีกไหม"
"อันนี้ลูกพี่ไม่ได้บอกครับ แต่ลูกพี่บอกว่าอีกสักพักน่าจะมีผักมาอีกแต่ไม่ใช่ผักกาดขาวแล้วนะครับ"
"ขอแค่เป็นผักสดก็เอามาส่งเถอะ ยุคสมัยนี้อยากจะกินผักใบเขียวสักคำทำไมมันยากเย็นขนาดนี้นะ"
ดูเหมือนผักกาดขาวไม่กี่ร้อยจินจะเยอะ แต่แค่ครึ่งเช้าก็ขายหมดเกลี้ยง พอลูกศิษย์เก็บเงินกลับมาต่างก็ได้รับคำฝากฝังจากลูกค้าเก่าว่า คราวหน้าถ้ามีผักมาอีกให้เอามาส่งให้เยอะหน่อย เรื่องราคาแพงไม่ใช่ปัญหา
พอรู้ข่าวหลิวต้าหลิวก็อดทอดถอนใจไม่ได้ว่า "ของหายากย่อมมีราคาคำนี้ไม่ผิดจริงๆ สำหรับพวกกระเป๋าหนัก ผักกาดขาวจินละหนึ่งหยวนพวกเขาไม่รู้สึกว่าแพงเลยสักนิด กลับรู้สึกว่าได้กำไรซะด้วยซ้ำ"
"ลูกพี่ ขายผักนี่เราได้กำไรเท่าไหร่ครับ"
"ทำไม เอ็งเริ่มสนใจเรื่องนี้แล้วเหรอ บอกตามตรงนะ เรื่องนี้พวกเอ็งเหยียบให้มิดอย่าเอาไปพูดมั่วซั่ว อย่าเพิ่งไปสนว่าขายผักนี่เราได้กำไรไหม แค่เราหาผักแบบนี้มาได้ ใครๆ ก็ต้องเกรงใจเราเข้าใจไหม"
"นั่นสิครับ งั้นคราวหน้าเราจะเปลี่ยนมาขายผักแทนเหรอครับ"
"เนื้อก็ขายแต่ธุรกิจขายผักวงในแบบนี้เราก็ต้องใส่ใจให้มาก ธุรกิจนี้ทำได้ไม่นานหรอก รอให้ผักมีขายเต็มท้องตลาดใครเขาจะมาสนใจผักในมือเราล่ะ ธุรกิจที่เราจะทำคือธุรกิจที่มีแค่เราที่มีของเข้าใจไหม"
"เข้าใจแล้วครับลูกพี่"
ผ่านไปไม่กี่วัน สวี่เจิ้งเต้าก็จ้างพวกป้าๆ มาช่วยเก็บผักอีกครั้ง คราวนี้เป็นผักบุ้งที่เก็บเกี่ยวได้หลายรอบ มองดูผักบุ้งที่ล้างและมัดรวมกันเป็นกำๆ พวกป้าๆ ที่มาช่วยงานต่างก็รู้ดีว่าผักพวกนี้หายากแค่ไหน
จะขายได้เงินเท่าไหร่พวกป้าๆ ไม่รู้ แต่พอทำงานเสร็จได้เงินค่าจ้างหนึ่งหยวนอีกครั้ง ทุกคนต่างก็ยิ้มแก้มปริ ถ้ามีงานแบบนี้ทุกวันเดือนนึงก็หาเงินได้สามสิบหยวน รายได้ขนาดนี้ดีกว่าทำงานในเมืองเสียอีก
ใช้เวลาแค่สองสามชั่วโมงอย่างมากก็แค่ทำมื้อเช้าช้าหน่อย แต่งานในนาตอนกลางวันก็ไม่เสีย เรื่องดีๆ แบบนี้แม่บ้านคนไหนไม่อยากทำบ้าง ส่งผลให้ช่วงนี้เมียของซุนต้าจ้วงเดินไปไหนมาไหนในหมู่บ้านใครๆ ก็ต้องเกรงใจทักทายอย่างนอบน้อม
ถึงจะไปของานทำกับสวี่เจิ้งเต้าโดยตรงได้ แต่คนในหมู่บ้านรู้ดีว่า ทำแบบนั้นเท่ากับไปหักหน้าผู้ใหญ่บ้านและเมียผู้ใหญ่บ้าน เรื่องจ้างคนงานสวี่เจิ้งเต้ามอบหมายให้ป้าซุนจัดการแล้ว ขืนไปแอบตกลงกันเองลับหลังก็ดูจะไม่ไว้หน้ากันเกินไปหน่อย
[จบแล้ว]