- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาเป็นเซียน เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยระบบลงชื่อ
- บทที่ 37 - เงินกับชีวิตเลือกอะไร
บทที่ 37 - เงินกับชีวิตเลือกอะไร
บทที่ 37 - เงินกับชีวิตเลือกอะไร
บทที่ 37 - เงินกับชีวิตเลือกอะไร
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
อย่างที่ซุนต้าจ้วงเคยคาดการณ์ไว้ ในยุคที่หมอหายากและยาแพงแสนแพง การที่หมู่บ้านมีหมอมาอาศัยอยู่ถือเป็นโชคหล่นทับของชาวบ้านทุกคน ไม่ว่าหมอคนนั้นจะเก่งแค่ไหน ขอแค่รักษาโรคพื้นฐานได้ ชาวบ้านก็พร้อมจะเทิดทูนบูชาแล้ว
ดูอย่างกรณีหลานชายเขาที่แขนหลุด ถ้าต้องถ่อสังขารไปอนามัยตำบล เจอหมอจบใหม่มือหนักๆ เผลอๆ จะเจ็บตัวฟรี แถมยังต้องเสียเงินค่าลงทะเบียน ค่าฉีดยา ค่ายาจิปาถะ
ดีไม่ดีรักษาครั้งเดียวไม่หาย ต้องเทียวไปเทียวมาอีกหลายรอบ เสียทั้งเวลาทำมาหากิน เสียทั้งเงิน แถมหลานยังต้องเจ็บตัว แต่พอมาหา สวี่เจิ้งเต้า นอกจากจะไม่เสียเงินสักแดง เด็กยังไม่ทันรู้ตัวก็หายเจ็บแล้ว แถมยังได้ยาฟรีกับลูกอมติดมือกลับบ้านอีก
พอกลับถึงบ้าน "เจ้าลิงน้อย" ก็วิ่งปร๋อไปอวดเพื่อนทั่วหมู่บ้าน ข่าวลือเรื่องหมอเทวดาจึงแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านต่างพากันมาถามซุนต้าจ้วง "ผู้ใหญ่ สรุปว่าพ่อหนุ่มแซ่สวี่เขาเป็นหมอจริงๆ เหรอ"
"จะถามทำไมว่าจริงไม่จริง เขาเป็นหมอมาก่อนแต่แค่ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ ก่อนย้ายมาเขาก็ตามอาจารย์รักษาคนในชนบทมาตั้งหลายปี พวกแกถ้ามีใครเจ็บไข้ได้ป่วยก็ลองไปให้เขาดูสิ รับรองไม่ผิดหวัง"
"งั้นก็ดีเลย ช่วงนี้ฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่พอดี เดี๋ยวจะลองไปให้เขาดูหน่อย"
ชาวบ้านบางคนถามต่อด้วยความงก "ผู้ใหญ่ แล้วเขาคิดเงินไหม"
"ถามอะไรแบบนั้น ถ้าแกไม่เอายา เขาจะคิดเงินค่าอะไรล่ะ แต่ถ้าแกเอายาของเขาไป แล้วไม่จ่ายเงิน แกไม่อายผีสางเทวดาบ้างหรือไง"
ซุนต้าจ้วงรู้สันดานลูกบ้านดี ถ้าบอกว่ารักษาฟรี เดี๋ยวก็แห่กันไปรบกวนสวี่เจิ้งเต้าจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เขาจึงต้องดักคอไว้ก่อน ขืนทำตัวน่ารำคาญ เดี๋ยวหมอหนุ่มจะพาลเกลียดคนทั้งหมู่บ้านเอา
หลังจากเตือนสติชาวบ้าน ซุนต้าจ้วงก็ยิ่งรู้สึกว่าหมู่บ้านคังหมินโชคดีที่มีคนหนุ่มนิสัยดีแบบสวี่เจิ้งเต้าย้ายเข้ามา นอกจากจะมีความรู้ความสามารถแล้ว ยังเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยสุงสิงนินทาใคร วันๆ เอาแต่อ่านหนังสืออยู่บ้าน คนแบบนี้นับวันยิ่งหายาก
หลังมื้อเที่ยง สวี่เจิ้งเต้าก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชาวบ้านทยอยเดินเข้ามายืนออหน้าบ้าน แม้จะงงๆ แต่เขาก็ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี ขนเก้าไม้ยาวออกมาวางที่ข้างกำแพงเรือนรับรอง แล้วตั้งโต๊ะเริ่มตรวจโรคให้ชาวบ้านทีละคน
ชาวบ้านที่มามุงดู เห็นสวี่เจิ้งเต้าแม้อายุยังน้อย แต่วางมาดหมอได้น่าเชื่อถือไม่แพ้หมอแก่ๆ ในเมือง แค่จับชีพจรก็บอกอาการได้แม่นยำราวกับตาเห็น ทำเอาชาวบ้านพยักหน้าหงึกหงักด้วยความทึ่ง
สำหรับคนที่ต้องกินยา สวี่เจิ้งเต้าก็เขียนใบสั่งยาให้ หรือถ้ามียาในตู้ก็จัดให้เลย โดยคิดราคาแค่ค่ายา ส่วนค่าตรวจไม่คิดสักบาท บางคนที่ต้องฝังเข็มเขาก็ทำให้ฟรีๆ ไม่นานนัก แถวคนไข้ก็ยาวเหยียด ทุกคนต่างสรรเสริญในน้ำใจของพ่อหนุ่มคนนี้
จนกระทั่งถึงคิวของชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ไอค่อกแค่กตลอดเวลา พอเขานั่งลง สวี่เจิ้งเต้าที่เคยวางสีหน้ายิ้มแย้มก็เริ่มขมวดคิ้วหลังจากแตะชีพจรได้สักพัก สีหน้าเคร่งเครียดของหมอทำเอาคนไข้ใจหายวาบ
"เสี่ยวสวี่ ฉัน... ฉันไม่ได้เป็นอะไรมากใช่ไหม"
เห็นชายวัยกลางคนหน้าซีดเผือด สวี่เจิ้งเต้าถามเสียงเครียด "น้าจง น้าไอเรื้อรังแบบนี้มาหลายปีแล้วใช่ไหม เคยไปตรวจที่โรงพยาบาลใหญ่บ้างหรือเปล่า แล้วเมื่อก่อนน้าเคยทำงานในเหมืองถ่านหินไหม"
จงโหย่วเหนียน คนไข้รายนี้ถึงกับอึ้งที่หมอรู้ลึกขนาดนี้ "ใช่ๆ ก่อนย้ายมานี่ฉันเคยทำงานเหมืองถ่านหินอยู่หลายปี พอเหมืองปิดก็เลยย้ายกลับมาอยู่บ้าน ส่วนไอเนี่ยก็เป็นมานานแล้ว แต่ปกติฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่อะไรนะ แค่เวลาร้อนๆ หรือไอหนักๆ จะรู้สึกแน่นหน้าอก แล้วก็คลื่นไส้บ้าง"
ฟังจบ สวี่เจิ้งเต้าก็นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูด "น้าจง อาการของน้ามันสะสมมานาน เพื่อความชัวร์ ผมแนะนำให้น้าไปโรงพยาบาลในเมือง ไปเอ็กซเรย์ปอดดูหน่อย แล้วเอาฟิล์มมาให้ผมดู หรือให้หมอที่นั่นวินิจฉัยดู"
"เสี่ยวสวี่ ก็รู้อยู่ว่าไปโรงพยาบาลมันยุ่งยากแถมเปลืองเงิน เธอบอกมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าฉันเป็นโรคอะไรร้ายแรงหรือเปล่า"
เห็นคนไข้ร้อนรน สวี่เจิ้งเต้าจึงพยักหน้า "น้าจง ผมไม่อยากปิดบัง จากชีพจรที่จับได้ ปอดของน้ามีปัญหาแน่ และน่าจะหนักเอาการ แต่จะหนักแค่ไหนต้องเห็นฟิล์มเอ็กซเรย์ก่อน
ถ้าผมเดาไม่ผิด ช่วงหลังมานี้น้าไอหนักขึ้น แถมยังมีเสลดสีดำปนเลือดออกมาด้วยใช่ไหม เวลานอนตอนกลางคืนก็แน่นหน้าอก ทำงานหนักนิดหน่อยก็หอบ"
พอสวี่เจิ้งเต้าพูดอาการออกมาตรงเป๊ะ จงโหย่วเหนียนก็หน้าถอดสี เสียงสั่นเครือ "เสี่ยวสวี่ หรือว่าฉัน... ฉันเป็นมะเร็ง?"
ยุคนั้นคำว่า "มะเร็ง" คือคำพิพากษาประหารชีวิต ใครได้ยินเป็นต้องเข่าอ่อน สวี่เจิ้งเต้ารีบส่ายหน้า "น้าจง ไม่น่าจะใช่มะเร็งครับ ที่ผมให้ไปเอ็กซเรย์ก็เพื่อความแน่ใจ จากประสบการณ์ของผม โรคนี้น่าจะเป็นผลพวงจากการขุดถ่านหินสมัยหนุ่มๆ (โรคปอดฝุ่นหิน)
บวกกับน้าสูบบุหรี่จัดมาตลอด อาการเลยทรุดลง ผมแนะนำจริงๆ นะครับ ไปถ่ายฟิล์มมาก่อน พอมีผลตรวจจากโรงพยาบาลมายืนยัน ผมถึงจะกล้าจัดยาบำรุงปอดให้ ถ้าไม่มีผลตรวจ ผมไม่กล้ารักษาจริงๆ เพราะโรคนี้น่ากลัวกว่าที่คิด"
เมียของจงโหย่วเหนียนที่ยืนลุ้นอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้าก็รีบพูดแทรก "พ่อแก เชื่อเสี่ยวสวี่เถอะ ไปถ่ายฟิล์มกันเถอะ"
"เสี่ยวสวี่ แล้วไปถ่ายฟิล์มนี่มันแพงไหม"
"เรื่องราคาผมไม่แน่ใจ น้าลองไปถามลุงซุนผู้ใหญ่บ้านดูแกน่าจะรู้ แต่คงไม่กี่ตังค์หรอกครับ เป็นโรคไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือเป็นแล้วไม่ยอมรักษา น้าอย่าปล่อยไว้นานกว่านี้นะครับ"
คำโบราณว่า "จะเอาเงินหรือจะเอาชีวิต" ในยุคที่ระบบประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุม ชาวบ้านตาดำๆ กลัวการป่วยไข้ยิ่งกว่าอะไร ป่วยเล็กน้อยไม่เป็นไร แต่ถ้าป่วยหนักขึ้นมา ต่อให้รักษาหายก็อาจทำเอาบ้านแตกสาแหรกขาดเพราะหนี้สิน
นี่คือสาเหตุที่คนชนบทยุคนั้นอิจฉาคนทำงานกินเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ เพราะนอกจากมีเงินเดือนกิน ยังเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ ถือเป็นเกราะคุ้มกันชีวิตชั้นดี
ส่วนชาวนาชาวไร่ ถ้าป่วยหนักด้วยโรคที่ต้องใช้เงินรักษาเยอะ คำถามที่ต้องตอบคือ จะรักษาหรือไม่?
ถ้ารักษา อาจไม่หาย แต่หนี้สินท่วมหัวลูกหลานต้องตามใช้หนี้ ถ้าไม่รักษา ก็เท่ากับนอนรอความตาย การเลือกที่จะตายเพื่อประหยัดเงิน อาจดูเหมือนเด็ดเดี่ยว แต่สำหรับคนที่ยังอยู่ มันคือความเจ็บปวดที่ฝังลึกในใจ
จงโหย่วเหนียนเองก็กำลังเผชิญกับทางแยกนี้ เขาเพิ่งจะห้าสิบต้นๆ จะให้ยอมแพ้นอนรอความตาย เขาจะทำใจได้หรือ? แต่ถ้าดันทุรังรักษาแล้วไม่หาย กลายเป็นภาระให้ลูกเมีย เขาจะทนเห็นได้หรือ?
[จบแล้ว]