- หน้าแรก
- บัญญัตินามราชันย์
- บทที่ 340 - ตาข่าย
บทที่ 340 - ตาข่าย
บทที่ 340 - ตาข่าย
บทที่ 340 - ตาข่าย
◉◉◉◉◉
ฝนซาลงเล็กน้อยในช่วงใกล้ค่ำ แต่ก็ยังอยู่ในระดับปานกลาง
ทว่าไม่ว่าฝนจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร สำหรับบางคนแล้วก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร
หรืออาจจะพูดได้ว่า ยิ่งฝนตกหนักยิ่งดี เพราะแบบนั้นถึงจะได้บรรยากาศท่ามกลางสายฝน
คนเหล่านี้ คือคนที่ไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานข้างนอกในวันที่ฝนตก
ภายในคฤหาสน์ของตระกูลเอลิแมน
งานเลี้ยงงานหนึ่งกำลังดำเนินอยู่
เจสซี่ เอลิแมน บุตรชายคนรองของตระกูลเอลิแมน เป็นผู้ริเริ่มจัดงานเลี้ยงในครั้งนี้
เขาไม่เพียงแต่เชิญเพื่อนฝูงที่สนิทสนมกันในยามปกติ แต่ยังเชิญคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไหร่มาด้วยจำนวนมาก แม้กระทั่งเคานต์จาการ์ดที่มีชื่อเสียงย่ำแย่ในวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงก็ยังได้รับเชิญมาร่วมงาน
จุดประสงค์ก็เพื่อแสดงจุดยืนของตนเองว่า ฉันไม่กลัวแก
กลัวใคร
แบล็กเบิร์ด จอห์นนี่
คำประกาศลอบสังหารของแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่ถูกแปะไปทั่วทั้งเมืองแล้ว ทุกคนต่างรู้กันดีว่า เป้าหมายถูกล็อกไว้ที่ตระกูลเอลิแมนและตระกูลเอวานส์
ดังนั้นเจสซี่จึงเชิญโจนาสมาร่วมงานด้วยเสียเลย
สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่การแสดงจุดยืนอีกต่อไป แต่เป็นการเยาะเย้ย
เยาะเย้ยแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่
แกมาสิ พวกเราอยู่ที่นี่ มาดูซิว่าแกจะฆ่าใครได้
"ฝนยังเบาไปหน่อย บรรยากาศยังไม่ได้ ไม่อย่างนั้นถ้าได้ดื่มเหล้าคาสโมสักแก้วในวันฝนตกแบบนี้ นั่นถึงจะเรียกว่าความเพลิดเพลินอย่างแท้จริง"
เจสซี่ยืนอยู่ตรงระเบียง พูดกับโจนาสที่อยู่ข้างกาย
โจนาสเพียงแค่ยิ้มพยักหน้า จากนั้นก็จิบเหล้าในมือไปหนึ่งอึก
คำสั่งห้ามจำหน่ายสุราอาจจะยังคงอยู่ แต่ไม่มีผลกับผู้มีอำนาจตัวจริงอย่างพวกเขา
"เป็นเหล้าที่ดีจริงๆ"
"ไม่ใช่แค่เหล้าที่ดีนะ ผู้หญิงเมืองคาสโมต่างหากที่..."
เจสซี่ยิ่งพูดยิ่งออกรส ถึงขั้นดึงโจนาสไปรำลึกความหลังสมัยที่ตัวเองอยู่ในคาสโม
คาสโมเป็นดินแดนแห่งความขัดแย้งในทวีปเก่า ไม่ขึ้นตรงต่ออำนาจรัฐใดๆ จึงมีความอิสระและวุ่นวายสับสน
เนื่องจากที่นั่นอยู่ติดทะเล จึงมีฝนตกตลอดทั้งปี
เจสซี่ในฐานะบุตรชายคนรองของตระกูลเอลิแมน ย่อมเป็นบุคคลที่ตระกูลมุ่งเน้นฟูมฟัก เมื่อหลายปีก่อนเขาถูกส่งไปเรียนที่วิทยาลัยขุนนางชื่อดังในทวีปเก่า
แต่เจ้านี่มีนิสัยรักอิสระไม่ยอมอยู่กะร่องกะรอย ทนกฎระเบียบของวิทยาลัยไม่ได้ จึงแอบหนีไปมั่วสุมอยู่ที่คาสโมหลายปี จนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้บ้าง เพิ่งจะถูกจับตัวกลับมารับช่วงต่องานของตระกูลเมื่อปีที่แล้วนี่เอง
ดังนั้นบนตัวเขาจึงมีกลิ่นอายความป่าเถื่อนที่แตกต่างจากคนในเมืองหลวงอย่างสิ้นเชิง
นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เขาไม่กลัวแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่
"พูดจริงๆ นะ โจนาส นายควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้าง ทวีปเก่า ที่นั่นคือสวรรค์ชัดๆ"
"ไว้มีโอกาสแล้วกัน ช่วงนี้ฉันปลีกตัวไปไหนไม่ได้เลย"
โจนาสตอบรับตามมารยาทแล้วหันไปมองในห้องจัดเลี้ยง
เสียงพูดคุยในห้องจัดเลี้ยงดังเซ็งแซ่ คลอไปกับเสียงดนตรีที่บรรเลงอย่างต่อเนื่อง
วันนี้มีคนมาไม่น้อยเลยทีเดียว เรียกได้ว่าหนึ่งในสามของวงสังคมชั้นสูงในเมืองหลวงมารวมตัวกันที่นี่
ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว
คนหนุ่มสาวเป็นวัยที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดินที่สุด โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวเหล่านี้ที่เกิดในตระกูลขุนนาง ส่วนใหญ่ไม่เคยเผชิญกับอุปสรรคใดๆ จึงกล้าหาญและอยากรู้อยากเห็น
พวกเขาแค่อยากดูว่าแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่กล้ามาฆ่าคนจริงๆ หรือเปล่า
ยังไงก็ไม่ได้มาฆ่าพวกเขาอยู่แล้ว
ถ้าสามารถฆ่าโจนาสหรือเจสซี่ต่อหน้าต่อตาพวกเขาได้จริงๆ นั่นยิ่งน่าตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
"ไม่ต้องกังวลไป ในเมื่อฉันกล้าเชิญนายมา ก็แปลว่าฉันไม่ได้เตรียมตัวมาเล่นๆ"
เจสซี่ดูเหมือนจะมองออกว่าโจนาสกำลังกังวลเรื่องอะไร จึงรีบพูดปลอบใจ
"ในคฤหาสน์ ฉันได้จัดวางผู้มีนามที่แท้จริงระดับห้าไว้แล้วสามคน ล้วนเป็นยอดฝีมือของตระกูลเรา อีกอย่าง ฉันก็ไม่ใช่พวกอ่อนหัด สมัยอยู่คาสโม ฉันก็เคยฆ่าคนมาเยอะแยะ ถ้าแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่เป็นแค่พวกระดับสามหรือสี่ ฉันคนเดียวก็เอาอยู่"
โจนาสได้ฟังแล้วกลับส่ายหน้า
"ไม่ ที่ฉันกังวลไม่ใช่เรื่องนั้น"
"งั้นนายกังวลเรื่องอะไร"
"ฉันกลัวว่าเขาจะไม่มา"
"โอ้ ที่แท้พวกนายวางแผนนี้ไว้เองเหรอ"
เจสซี่เข้าใจในทันที พวกเขาต้องการใช้โอกาสนี้จับตัวแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่ให้ได้
เขาได้ยินมานานแล้วว่าตระกูลเอวานส์ได้เข้าร่วมกับฝั่งองค์ชายใหญ่อย่างเต็มตัว และโจนาสก็ได้กลายเป็นบุคลากรหลักขององค์ชายใหญ่ไปแล้ว
ตอนที่เขาถูกแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่ล็อกเป้า ในใจคงแอบยินดีอยู่ล่ะสิ
"หวังว่าเขาจะกล้ามาจริงๆ"
"ถ้าเขากลัวจนไม่กล้ามาก็ยิ่งดี พี่ชายคนโตของฉัน แล้วก็พ่อของฉัน ข้างกายพวกท่านยังมีเซอร์ไพรส์รออยู่อีกเยอะ"
ดวงตาของเจสซี่เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น
สำหรับลูกหลานขุนนางที่ไม่ต้องทำงานกลางฝนอย่างเขา ชีวิตมันน่าเบื่อเกินไป การปรากฏตัวของแบล็กเบิร์ด จอห์นนี่ถือว่าช่วยทำลายบรรยากาศอันน่าเบื่อหน่ายลงได้บ้าง
โจนาสไม่ได้พูดอะไรอีก เขาค่อยๆ หันไปมองสวนดอกไม้นอกระเบียง น้ำฝนสาดกระเซ็นไปทั่วสวน ในส่วนลึกของม่านฝน มีคนจำนวนมากซ่อนตัวอยู่
คนเหล่านี้และสายฝนได้ถักทอกันเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ ตาข่ายสำหรับดักจับนก
เวลา
หนึ่งทุ่มตรง
ความมืดมิดเข้าปกคลุมเมืองหลวงอย่างสมบูรณ์
แต่แสงไฟที่ทยอยสว่างขึ้น รวมถึงไอน้ำที่พวยพุ่งขึ้นจากเขตเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดูพร่าเลือน
ท่ามกลางสายฝน ราวกับความฝันอันยาวนาน
ท่ามกลางสายฝนเช่นนี้
กองถ่ายในเขตใต้ยังคงทำงานกันอย่างต่อเนื่อง พวกเขาเปลี่ยนสถานที่ถ่ายทำใหม่อีกครั้ง คืนนี้จะมีการถ่ายทำฉากต่อสู้ในคืนฝนตก
เนื้อหาว่าด้วยการต่อสู้ของสองขั้วอำนาจ ความจริงแล้วเน้นไปที่ฉากหลังมากกว่า แต่เนื่องจากมีศิลปินจำนวนมากอยู่ในเหตุการณ์ พวกเขาจึงเรียกร้องว่าต้องถ่ายฉากนี้ให้ออกมาดูดี ให้สวยงาม
เจ้าหญิงไอน์เบซก็มานั่งคุมกองถ่ายด้วยพระองค์เอง เพราะพระองค์รับปากอีธานไว้แล้วว่าจะไม่ให้กองถ่ายเกิดปัญหาใดๆ
เมื่อแสงไฟสาดส่องลงไปในกองถ่าย ท่ามกลางสายฝน ละครฉากเด็ดกำลังจะเริ่มขึ้นในที่สุด
เหล่าศิลปินต่างพากันส่งเสียงเชียร์ฉากและท่วงท่าที่พวกเขาออกแบบอยู่ตรงหน้า
และในที่ที่พวกเขามองไม่เห็น ชายฉกรรจ์สวมเสื้อกันฝนสีดำสนิท ได้หิ้วเครื่องพิมพ์ดีดแห่งวินสเตอร์บุกฝ่าม่านฝนเข้ามาแล้ว
สิ่งที่บุกฝ่าม่านฝนเข้ามาพร้อมกัน ยังมีผู้อพยพใหม่แห่งกลุ่มพันธมิตรวันวานที่กินอิ่มหนำสำราญแล้ว
คืนนี้พวกเขาได้รับการติดอาวุธชั้นดี
ยังไงเสีย ปฏิบัติการครั้งนี้ก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง
พวกเขาไม่เคยได้ถือของดีๆ แบบนี้มาก่อนเลย
แถมพ่อเฒ่าซีเวนยังประกาศแล้วว่า ขอแค่คว้าชัยชนะในคืนนี้มาได้ พวกเขาอยากได้อะไรก็ไปหยิบเอาได้เลย
ทุกสิ่งทุกอย่างในเขตใต้เป็นของพวกเขา ไม่มีใครหน้าไหนจะมายุ่ง
ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงเปรียบเสมือนฝูงสัตว์ป่าที่ถูกปล่อยออกจากกรง
"พวกแกเองก็เตรียมตัวตามไปได้แล้ว"
พ่อเฒ่าซีเวนมองดูฝูงสัตว์ป่า แล้วหันไปมองเหล่าลูกบุญธรรมของเขา
ลูกบุญธรรมต่างไม่กล้าสบตาเขา สุดท้ายแมลงหัวแข็งโมเรนก็เป็นคนนำทีมพุ่งฝ่าความมืดของค่ำคืนฝนพรำออกไป
กลุ่มพันธมิตรวันวานที่ปิดกั้นตัวเองมาตลอด ในคืนนี้ พวกเขาได้เปิดกำแพงที่ปิดกั้นนั้นออกอย่างสมบูรณ์
"กระดูกแก่ๆ ของฉัน ก็ถึงเวลาต้องขยับเขยื้อนบ้างแล้ว"
พูดจบ พ่อเฒ่าซีเวนก็กระโดดลงไปในสายฝนที่เจิ่งนองดั่งน้ำทะเล
[จบแล้ว]