เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5: ลูกน้อยมีชื่อแล้ว

บทที่ 5: ลูกน้อยมีชื่อแล้ว

บทที่ 5: ลูกน้อยมีชื่อแล้ว


บทที่ 5: ลูกน้อยมีชื่อแล้ว

“ผมซื้อของที่คุณชอบกินมาหมดแล้ว”

“แต่ผมไม่ได้ซื้อไก่ทอดนะ มันมันเกินไป คุณเพิ่งคลอดลูก ยังไม่เหมาะที่จะกินของแบบนี้”

หลินหยางซื้อของกลับมาเต็มไปหมด ทั้งกล่องเล็กกล่องใหญ่

เขาจัดการวางอาหารที่ซื้อมาลงบนโต๊ะ ก่อนจะช่วยซูเมิ่งเหยาตั้งโต๊ะเล็กสำหรับทานอาหาร

เพียงครู่เดียว อาหารก็ถูกวางจนเต็มโต๊ะ

นี่ฉันเลือกมาเยอะขนาดนี้เลยเหรอ

“นี่มันไม่ฟุ่มเฟือยไปหน่อยเหรอ”

เมื่อเห็นดังนั้น ซูเมิ่งเหยาก็อดที่จะอุทานออกมาเบาๆ ไม่ได้

ค่าใช้จ่ายในการคลอดลูกก็มากโขอยู่แล้ว

พวกเขาถึงกับหัดใช้จ่ายอย่างประหยัด แม้แต่วันธรรมดาก็ยังไม่กล้ากินอะไรดีๆ

จนมาครั้งนี้ พอเห็นอะไรก็นึกอยากกินไปเสียหมด

จนไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอเลือกมามากมายขนาดนี้

“คนโง่ ตอนนี้เป็นเวลาที่คุณต้องบำรุงร่างกายนะ กินแค่นี้ไม่เรียกว่าฟุ่มเฟือยหรอก”

หลินหยางลูบศีรษะของซูเมิ่งเหยาอย่างอ่อนโยน

เธอเคยเป็นถึงดาวมหาวิทยาลัยเจียงเฉิง

เขายังจำได้ครั้งหนึ่ง

มีลูกเศรษฐีคนหนึ่งขับรถสปอร์ตมาจอดที่มหาวิทยาลัย โดยมีดอกไม้เต็มท้ายรถ

เขาบอกกับซูเมิ่งเหยาว่า

ขอเพียงเธอยอมคบด้วย เขาพร้อมจะให้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นรถหรือดอกไม้

ในตอนนั้น ซูเมิ่งเหยายังคงเป็นดาวมหาวิทยาลัยผู้เย็นชา

เมื่อเห็นภาพนั้น เธอกลับไม่แม้แต่จะเอ่ยคำใด เพียงแค่หันหลังเดินจากไปทันที

แต่ตอนนี้ เพียงเพื่อลูก

เธอกลับคิดว่าการได้กินอาหารเพิ่มอีกเพียงไม่กี่อย่างเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย

ยิ่งคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ

“ต่อจากนี้ไป ไม่ต้องคิดเรื่องพวกนี้อีกแล้วนะ”

“มีผมอยู่ทั้งคน เรื่องแบบนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้ชายเถอะ”

หลินหยางสบตากับซูเมิ่งเหยา

เขาเอ่ยขึ้นทีละคำอย่างหนักแน่นชัดเจน

ซูเมิ่งเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตามอย่างไม่รู้ตัว

น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาในดวงตาคู่สวย

ก่อนจะค่อยๆ ไหลรินลงมาอาบแก้ม

“นี่คุณร้องไห้อีกแล้วเหรอ”

“ผมมาอยู่ที่นี่แค่สองวัน คุณก็ร้องไห้ไปสามรอบแล้วนะ”

“ถ้าคนอื่นมาเห็นคงนึกว่าผมรังแกคุณแน่ๆ”

หลินหยางยิ้มพลางค่อยๆ เช็ดน้ำตาบนใบหน้าของซูเมิ่งเหยาอย่างแผ่วเบา

“คุณไม่ได้รังแกฉันสักหน่อย”

“ฉันแค่รู้สึกว่าคุณดีกับฉันมากเกินไป”

ซูเมิ่งเหยาเอ่ยเสียงเบา

“คุณเป็นแม่ของลูกผม ถ้าผมไม่ดีกับคุณ แล้วจะให้ผมไปดีกับใครล่ะ”

ขณะที่พูด ความคิดอีกอย่างก็ผุดขึ้นในใจของหลินหยาง

ซูเมิ่งเหยาไม่ใช่แค่แม่ของลูกเขา

แต่เธอยังเป็นผู้หญิงที่เขาแอบชอบมาตลอดสามปีสมัยมหาวิทยาลัย

จนกระทั่งปีสี่ คนที่เขามักจะเผลอคิดถึงอยู่เสมอก็ยังคงเป็นเธอ

ในเมื่อตอนนี้โชคชะตาได้ผูกพันคนทั้งคู่ไว้ด้วยกันแล้ว

เขาก็ย่อมต้องทะนุถนอมเธอให้ดีที่สุด

หลินหยางคีบเนื้อปลาชิ้นหนึ่งป้อนไปที่ปากของซูเมิ่งเหยา

เพราะมีประสบการณ์จากครั้งก่อน

ตอนนี้ซูเมิ่งเหยาจึงไม่เขินอายนักที่ถูกหลินหยางป้อนอาหาร

ถึงอย่างนั้น ใบหน้าของเธอก็ยังคงขึ้นสีแดงระเรื่อ

เธออ้าปากเล็กๆ งับมันเข้าไปในคำเดียว

ทั้งคู่เพิ่งจะทานอาหารเสร็จ

พยาบาลก็กลับเข้ามาพอดี

“อะแฮ่ม หวังว่าครั้งนี้จะไม่ขัดจังหวะคุณสองคนนะคะ”

ก่อนจะก้าวเข้ามา พยาบาลแกล้งกระแอมหนึ่งครั้งอย่างมีมารยาท

“ไม่รบกวนเลยครับ เรากำลังรอคุณอยู่พอดี”

หลินหยางสังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่มีคนเข้ามา ซูเมิ่งเหยาจะเผลอหันหน้าหนีโดยไม่รู้ตัว

เธอแทบจะไม่สบตากับคนแปลกหน้าและไม่ค่อยพูดจา

หลินหยางเองก็เคยสังเกตเห็นเรื่องนี้มาก่อน

แต่ตอนนั้น เขาคิดเพียงว่าซูเมิ่งเหยาเป็นคนหยิ่งและเย็นชา

ไม่ชอบสุงสิงกับใคร

แต่ครั้งนี้ เมื่อได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้ หลินหยางกลับสังเกตเห็นว่านิ้วมือของซูเมิ่งเหยากำลังขยับไปมาไม่หยุด

เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังประหม่า

หรือว่าจะเป็น...

ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจของหลินหยาง

หรือว่าแท้จริงแล้ว...

ท่าทีเย็นชาที่ซูเมิ่งเหยาแสดงต่อผู้คนก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากความหยิ่งทระนง

แต่เป็นเพราะ...

เธอมีอาการกลัวการเข้าสังคม

“เหยาเหยา คุณว่าอย่างนั้นไหม”

หลินหยางแกล้งหันไปชวนซูเมิ่งเหยาคุย

“อือ...”

ซูเมิ่งเหยาผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างแข็งทื่อ

เธอรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกมอง

นิ้วมือของเธอก็ยิ่งขยับถี่ขึ้น

ท่าทางนั้นยิ่งยืนยันความสงสัยของหลินหยาง

เขาเพิ่งจะมารู้เดี๋ยวนี้นี่เอง

ว่าแท้จริงแล้ว ดาวมหาวิทยาลัยผู้เย็นชาที่โด่งดังไปทั่วตลอดสี่ปี

ไม่ได้เย็นชาจริงๆ เลยสักนิด

แต่เป็นเพียงเด็กสาวน่ารักที่กลัวการพูดคุยกับผู้คนเพราะอาการกลัวสังคมต่างหาก

ภาพลักษณ์ของดาวมหาวิทยาลัยพังทลายลงแบบนี้เลยงั้นเหรอ

“คุณพยาบาลครับ ลูกของเราแข็งแรงดีไหม”

หลินหยางกลั้นยิ้ม

เขาหันไปถามพยาบาล

ตอนนี้ เรื่องนี้สำคัญกว่าอย่างแน่นอน

“เด็กทั้งสองคนแข็งแรงดีค่ะ”

“คนโตเป็นเด็กผู้ชาย หนักห้าปอนด์หกออนซ์”

“คนเล็กเป็นเด็กผู้หญิง หนักห้าปอนด์สองออนซ์”

“อย่าลืมรีบไปตั้งชื่อให้ลูกๆ นะคะ ยังต้องใช้ไปทำสูติบัตรอีก”

หลังจากพูดจบ พยาบาลก็อธิบายความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลทารกให้หลินหยางฟังอย่างกระตือรือร้น

หลินหยางตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก

ถึงขนาดหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาจดประเด็นสำคัญทั้งหมดไว้

“นานๆ ทีจะเห็นคุณพ่อที่ใส่ใจขนาดนี้นะคะ”

“คุณผู้หญิงโชคดีจริงๆ”

ก่อนจากไป พยาบาลก็อดที่จะชื่นชมออกมาไม่ได้

หลังจากพยาบาลจากไป

ร่างกายที่ตึงเครียดของซูเมิ่งเหยาก็ผ่อนคลายลงในที่สุด

หลินหยางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนนี้

การคาดเดาก่อนหน้านี้ของเขาก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น

“เหยาเหยา ถึงเวลาตั้งชื่อให้ลูกๆ แล้วนะ”

หลินหยางเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวล

คำเรียก “เหยาเหยา” ของเขา ทำให้ซูเมิ่งเหยาหน้าแดงขึ้นมาอีกครั้ง

เป็นเวลานานแล้วที่เธอแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพราะอาการกลัวการเข้าสังคม

เธอไม่กล้าแม้แต่จะคบหาใคร

แม้แต่เพื่อนสนิทก็แทบไม่มี

นอกจากพ่อแม่ของเธอแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเธออย่างสนิทสนมเช่นนี้

มันก็... ฟังดูดีเหมือนกันนะ

ริมฝีปากของซูเมิ่งเหยาแอบยกยิ้มขึ้นมา

“คุณมีชื่อที่ชอบบ้างหรือเปล่า”

หลินหยางยังคงหันไปถามความเห็นของซูเมิ่งเหยา

ซูเมิ่งเหยาส่ายหน้าอย่างหนักใจ

“จริงๆ ฉันก็เคยคิดไว้เยอะเหมือนกัน”

“แต่ใครๆ ก็ว่ามันฟังดูไม่เพราะ”

“หรือว่า... คุณเป็นคนตัดสินใจดีไหม”

เธอมองไปที่หลินหยาง

ภารกิจอันหนักหนานี้ถูกส่งต่อไปให้เขา

ในชั่วพริบตา เธอก็รู้สึกราวกับว่าภาระบนบ่าเบาลงไปมากโข

เธอรู้ดีแก่ใจ

สิ่งที่เธอมอบให้เขา ไม่ใช่แค่สิทธิ์ในการตั้งชื่อลูกเท่านั้น

แต่ในขณะเดียวกัน

มันยังหมายถึงความไว้วางใจที่เธอมอบให้เขาด้วย

“ผมว่าชื่อ หยุนเหอ กับ ชิงหลัว ก็ดีนะครับ”

“คุณว่าไหม ถ้าจะให้พี่ชายชื่อหยุนเหอ และน้องสาวชื่อชิงหลัว”

ตั้งแต่หลินหยางรู้ว่าเด็กๆ เป็นลูกของเขา เขาก็เอาแต่ครุ่นคิดเรื่องชื่อมาตลอด

และสุดท้ายก็ได้มาเป็นสองชื่อนี้

“แสงเทียนสลัวสะท้อนม่านแก้วประกายดาว สายธาราดาราจางเมื่อดาวรุ่งเลือนลับ”

“เมฆาและดวงดาวที่ร่วงหล่น”

“สองชื่อนี้ไพเราะมากจริงๆ”

ตลอดเก้าเดือนที่รู้ว่าตั้งท้อง

ซูเมิ่งเหยาพยายามขบคิดทุกวันแต่ก็นึกชื่อที่พอใจไม่ออก

ซูเมิ่งเหยาไม่คิดเลยว่าหลินหยางจะสามารถคิดชื่อออกมาได้เร็วขนาดนี้

แต่ไม่น่าเชื่อว่า หลินหยางกลับคิดชื่อให้ลูกๆ ได้ในทันที

ชื่อหยุนเหอที่หมายถึงแม่น้ำเมฆา ให้ความรู้สึกถึงอิสรภาพและการทะยานไปบนท้องฟ้า เหมาะสำหรับเด็กผู้ชายมาก

ส่วนภาพของดวงดาวที่ร่วงหล่นอย่างชิงหลัว ก็ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและโรแมนติก เหมาะสำหรับเด็กผู้หญิงอย่างสมบูรณ์แบบ

เธอลองทวนชื่อซ้ำๆ

ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกพอใจ

“งั้นก็ตกลงเป็น หยุนเหอ กับ ชิงหลัว นะ”

“หลินหยุนเหอ กับ หลินชิงหลัว ลูกรัก นี่คือชื่อของพวกหนูนะ พอใจกันไหมเอ่ย”

หลินหยางก้มลงมองลูกน้อยทั้งสอง พลางเอ่ยหยอกล้ออย่างอารมณ์ดี

เด็กน้อยทั้งสองเพิ่งอายุได้เพียงสองวัน ยังลืมตาไม่ขึ้นด้วยซ้ำ

แน่นอนว่าย่อมไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของหลินหยาง

แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือพรหมลิขิต

หนูน้อยทั้งสองกลับส่งเสียง “อ้อแอ้” ออกมาสองครั้ง

ราวกับเป็นการขานรับ

“หลินหยาง ลูกๆ คงจะชอบชื่อนี้จริงๆ ใช่ไหม”

ซูเมิ่งเหยาดีใจจนยิ้มกว้างเมื่อเห็นปฏิกิริยาของลูกน้อย

จบบทที่ บทที่ 5: ลูกน้อยมีชื่อแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว