- หน้าแรก
- พิกัดรักผิดคิว ที่งานคืนสู่เหย้า
- บทที่ 15 ยามเมื่อคุณก้าวสู่แดนหรรษา
บทที่ 15 ยามเมื่อคุณก้าวสู่แดนหรรษา
บทที่ 15 ยามเมื่อคุณก้าวสู่แดนหรรษา
บทที่ 15 ยามเมื่อคุณก้าวสู่แดนหรรษา
หลิวหานที่อยู่ในห้องควบคุมมองคอมเมนต์ที่ไหลบ่าเข้ามาในหน้าจอแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางส่ายหัวเล็กน้อย "ถ้าเขาร้องเพลงนี้จบ คนในไลฟ์คงหนีกันหมดแน่"
ผู้ช่วยของเขาลั่งเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา "แล้ว... มันจะเป็นไปได้ไหมครับว่าจริงๆ แล้วเขาร้องเพลงเพราะ?"
หลิวหานตวัดสายตามองผู้ช่วย "อะไรนะ? นายคิดว่าเพลงที่เขาแต่งเองจะดีกว่าเพลงของราชาเพลงหลี่งั้นเหรอ? หรือจะสั่นสะเทือนวงการบันเทิงได้? หรือนายคิดว่าเพลงที่เขาร้องจะทำให้ยอดผู้ชมในไลฟ์พุ่งทะลุ 2 ล้านคนพร้อมกันได้? แล้วทำให้แขกรับเชิญหญิงทุกคนในที่นี้ร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจได้งั้นสิ?"
ผู้ช่วยเองก็รู้สึกว่าเป็นไปได้ยาก หากโจวฉีหลินทำได้ขนาดนั้นจริง เขาจะยังเป็นแค่ดาราเกรดสิบแปดโนเนมอยู่ได้ยังไง?
แต่แสงแห่งความหวังเล็กๆ ก็ยังคงค้างคาอยู่ในใจ "แต่ว่า... ถ้าเกิดเขาทำได้จริงๆ ล่ะครับ?"
หลิวหานแค่นหัวเราะ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความดูแคลน "เอาสิ ถ้าเขาทำได้จริง ฉันจะยอมให้นายตบหน้าโชว์ตรงนี้เลย!"
ในขณะนั้นเอง ทีมงานในวิลล่าก็ส่งกีตาร์ให้กับโจวฉีหลิน
โจวฉีหลินรับมันมาอย่างสบายๆ เอนหลังพิงโซฟา แล้วดีดสายเบาๆ
เพียงแค่ดีดไปสองที เขาก็รู้ได้ทันทีว่ากีตาร์ตัวนี้เสียงเพี้ยนไปเยอะมาก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ปรับจูนมานานแล้ว
แต่สำหรับเขา ปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
เขาไม่แม้แต่จะเสียเวลาจูนสาย แต่เลือกที่จะเล่นไปตามเสียงเดิมๆ ของมันโดยตรง
วินาทีถัดมา เสียงกีตาร์ที่ใสกระจ่างและผ่อนคลายก็หลั่งไหลออกมา ราวกับสายน้ำใสไหลเย็น ชะโลมลงสู่หัวใจของทุกคนในทันที
ทุกคนชะงักค้าง
แค่ท่อนอินโทรนี้เพียงอย่างเดียว ก็เหนือกว่าเพลงป๊อปส่วนใหญ่ในตลาดแล้ว!
หวังซูเหยาเงยหน้าขึ้นทันขวัน จ้องมองโจวฉีหลินด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
เขาไปหัดเล่นกีตาร์มาตั้งแต่เมื่อไหร่? แถมยังเล่นดีขนาดนี้?
ถ้าแค่อินโทรยังน่าทึ่งขนาดนี้ แล้วเสียงร้องของเขา... ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเธอ
ทันใดนั้น ท่อนอินโทรก็จบลง
โจวฉีหลินเงยหน้าขึ้นและขยิบตาให้หยางมู่เบาๆ
หัวใจของหยางมู่สั่นไหวอย่างรุนแรง
แล้วโจวฉีหลินก็เริ่มขับขาน
"ยามเมื่อคุณก้าวเข้ามาในสถานที่เริงรมย์แห่งนี้ แบกรับความฝันและอุดมการณ์ทั้งหมดเอาไว้...
ใบหน้าหลากสีสัน แต่งแต้มสารพัน ไม่มีใครจดจำใบหน้าที่แท้จริงของคุณได้"
เปรี้ยง!
ทุกคนราวกับถูกสายฟ้าฟาด!
น้ำเสียงแบบนี้มันคืออะไร? ท่วงทำนองแบบนี้มันคืออะไร?
พวกเขาไม่เคยจินตนาการเลยว่าจะได้ยินเพลงที่สั่นสะเทือนจิตวิญญาณขนาดนี้ในรายการวาไรตี้!
เพลงนี้... มันควรจะมีอยู่แค่บนสวรรค์เท่านั้น!
หยางมู่ตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
นี่คือ... เพลงที่เขาแต่งให้เธอหรือเปล่า?
"ยามเมื่อฉันก้าวเข้ามาในสถานที่เริงรมย์แห่งนี้? แบกรับความฝันและอุดมการณ์ทั้งหมดเอาไว้?"
ใช่แล้ว เธอทำทุกวิถีทางเพื่อไล่ตามความฝัน ทุ่มเทความหวังทั้งหมดให้กับวงการบันเทิง
ทุกวันเธอต้องแต่งหน้าหนาเตอะ สวมหน้ากากจอมปลอม สวมบทบาทที่ไม่ใช่ตัวตนของเธอ
ใครจะมาสนใจใบหน้าที่แท้จริงของเธอกัน?
ใครจะยังจำตัวตนดั้งเดิมของเธอได้?
เนื้อเพลงเพียงแค่สองประโยค กลับกระแทกเข้าใส่ส่วนที่เปราะบางที่สุดในใจเธออย่างจัง
น้ำตาเอ่อล้นจนภาพตรงหน้าพร่ามัวในทันที
เมื่อมองดูชายหนุ่มที่นั่งดีดกีตาร์อยู่บนโซฟา เธอรู้สึกอยากจะโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขาเหลือเกิน
ชายหนุ่มยังคงร้องต่อไป:
"สุราผ่านไปสามรอบ คุณนั่งอยู่มุมห้อง ร้องเพลงขมขื่นอย่างดื้อรั้น
ได้ยินเสียงเพลงจมหายไปในเสียงอึกทึก คุณยกแก้วขึ้นแล้วพูดกับตัวเอง
หนึ่งจอกคารวะตะวันรุ่ง หนึ่งจอกคารวะจันทรา
ปลุกความคะนึงหาให้ตื่นฟื้น ปลอบประโลมหน้าต่างอันหนาวเหน็บ
เพื่อที่ฉันจะได้โบยบินทวนลมโดยไม่หันหลังกลับ
ไม่หวั่นเกรงฝนในใจ หรือเกล็ดน้ำแข็งในดวงตา"
ในเวลานี้ หวงเซิ่งอีเองก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด เธอจำได้ว่าเคยเอาอาชีพการงานไปเดิมพันเพื่อแลกกับอิสรภาพ ยอมฉีกสัญญากับโจวซิงฉือ แต่แล้วเธอกลับลืมสัญชาตญาณในการโบยบินไปเมื่ออยู่ในชีวิตแต่งงาน
ในที่สุดเมื่อเธอหย่ากับหยางตงหยงและสามารถโบยบินทวนลมโดยไม่หันกลับไปมองได้แล้ว ทำไมเธอถึงตกลงมาร่วมรายการนี้อีกล่ะ?
ทำไม?
ทำไมเธอถึงพาตัวเองกลับมาขังในกรงอีกครั้ง?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็มองไปที่โจวฉีหลินด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
เพลงนี้ดูเหมือนกำลังขับขานความรู้สึกส่วนลึกในใจของเธอออกมาทีละคำ
หรือว่า... เพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อเธอ?
"หนึ่งจอกแด่บ้านเกิดเมืองนอน หนึ่งจอกแด่ดินแดนไกลโพ้น
ปกป้องความเมตตาของฉัน ผลักดันให้ฉันเติบโต
เพื่อให้เส้นทางสายเหนือและใต้ไม่ยาวไกลอีกต่อไป
และจิตวิญญาณของฉันไม่มีคำว่าไร้บ้านอีกต่อไป"
หลังจากจบท่อนนี้ โจวฉีหลินที่กำลังดีดกีตาร์อยู่ จู่ๆ ก็เริ่มผิวปาก
เสียงผิวปากที่ใสกังวานและโหยหา ไม่เพียงแต่ไม่ขัดหู แต่มันกลับสอดประสานไปกับเสียงกีตาร์ สร้างบรรยากาศที่โดดเดี่ยวและเป็นเอกลักษณ์
ชั่วพริบตานั้น ราวกับมีจอมยุทธ์พเนจรผู้ท่องเที่ยวไปในโลกหล้า ค่อยๆ เดินเข้ามาในหัวใจของทุกคน
ดวงตาของหวังซูเหยาเบิกกว้าง
เธอยังเคยเยาะเย้ยเขาอยู่เลยว่า นอกจากผิวปากแล้ว เขาก็เล่นดนตรีอะไรไม่เป็นสักอย่าง
แต่ตอนนี้ล่ะ?
เขาจงใจใส่เสียงผิวปากเข้าไปในบทเพลงกีตาร์
นี่มันตบหน้ากันกลางที่สาธารณะชัดๆ!
"เหล่าแขกผู้กระวนกระวาย
แสดงบทบาทอย่างถือดี
เสแสร้ง เต้นรำ เหนื่อยล้า
คุณยกแก้วขึ้นแล้วพูดกับตัวเอง..."
ดวงตาของหยางอิงเป็นประกายเจิดจ้า ราวกับมีดวงดาวระยิบระยับอยู่ภายใน
เธอไม่เคยคิดเลยว่าโจวฉีหลินจะแต่งเพลงและร้องเพลงได้เพราะขนาดนี้ แถมยังดูหล่อเหลาจนแทบหยุดหายใจ
ทันทีที่เพลงนี้ถูกปล่อยออกไป เขาจะต้องดังเป็นพลุแตกในชั่วข้ามคืนแน่นอน!
"หนึ่งจอกแด่วันพรุ่งนี้ หนึ่งจอกแด่วันวาน
พยุงร่างกายของฉัน แบกรับน้ำหนักบนบ่าไหล่
แม้ฉันจะไม่เคยเชื่อในการเดินทางที่ไร้จุดสิ้นสุด
แต่ชีวิตนั้นสั้นนัก ไยต้องยึดติดกับความทรงจำ"
เมื่อได้ยินท่อนนี้ หัวใจของเฉินเหยียนซีก็สั่นสะท้าน
เธอเผลอเหลือบมองเฉินต้าที่อยู่ข้างกายโดยไม่รู้ตัว
"ชีวิตนั้นสั้นนัก ไยต้องยึดติดกับความทรงจำ?"
ใช่แล้ว... จริงๆ แล้วเธอกำลังยึดติดกับอะไรอยู่กันแน่?
เฮ้อ เพลงนี้ดูเหมือนจะแต่งให้เธอชัดๆ แต่น่าเสียดายที่นิสัยของโจวฉีหลินไม่ใช่สเปกของเธอเลยสักนิด
"หนึ่งจอกแด่อิสรภาพ หนึ่งจอกแด่ความตาย
ให้อภัยความธรรมดาสามัญของฉัน ขจัดความสับสนของฉัน
เอาเถอะ หลังรุ่งสาง ก็คงต้องจากกันอย่างเร่งรีบเสมอ
คนที่ตาสว่าง คือคนที่น่าขันที่สุด
คนที่ตาสว่าง คือคนที่น่าขันที่สุด"
ตูม!
วินาทีนี้ ขนลุกซู่ไปทั้งตัวของทุกคน
หนึ่งจอกแด่อิสรภาพ หนึ่งจอกแด่ความตาย!
คนที่ตาสว่าง คือคนที่น่าขันที่สุด!?
เนื้อเพลงกระแทกใจจนแหลกละเอียด ทะลุผ่านเลือดเนื้อเข้าไปถึงจิตวิญญาณ!
หยางมู่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เธอลุกขึ้นยืนทันที
น้ำตาไหลอาบสองแก้ม
แด่อิสรภาพ! แด่ความตาย!
เพื่ออิสรภาพ! เพื่ออิสรภาพ!
เธอเคยตัดสินใจผิดพลาดมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำไมตอนนี้ต้องขังตัวเองกลับเข้าไปในกรงนั่นอีก?
เธอต้องการอิสรภาพ! เธอต้องการหาคนที่เข้าใจเธอ!
โจวฉีหลินเข้าใจเธอ
เสียงเพลงจบลงในที่สุด
แต่ความตกตะลึงในใจของทุกคนยังคงค้างคา ไม่สามารถจางหายไปได้ง่ายๆ
ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบงัน
เหอหลิง พิธีกรผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการบันเทิงและฟังเพลงดีๆ มานับไม่ถ้วน บัดนี้น้ำตากำลังไหลอาบหน้าโดยไม่รู้ตัว
เขาถึงกับมองเห็นตัวเองในเพลงนี้
ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชนที่สุด เขาเข้าใจความหมายของเพลงนี้ดียิ่งกว่าใคร
หลังจบเพลงนี้ โจวฉีหลินจะต้องโด่งดังอย่างสมบูรณ์แบบ
เขาอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า "เพลงนี้ชื่ออะไรครับ?"
โจวฉีหลินวางกีตาร์ลง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ "ดับทุกข์ "
"ดับทุกข์..." เหอหลิงทวนชื่อเพลงเบาๆ ตกอยู่ในห้วงความคิด
ทว่าสีหน้าของแขกรับเชิญฝ่ายชายกลับดูเคร่งเครียด
โดยเฉพาะหลิวข่าย ที่ตอนนี้อยากจะกินเลือดกินเนื้อโจวฉีหลินเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ซีนเด่นของเขาถูกขโมยไปหมดแล้ว!
ไหนบอกว่าร้องเพลงไม่เป็น?
ไหนบอกว่าเล่นดนตรีไม่ได้? แล้วทำไมถึงเก่งกาจขนาดนี้?
คำอธิบายมีเพียงอย่างเดียว
เขาหันขวับไปมองหวังซูเหยา "หวังซูเหยาโกหก!"
"หวังซูเหยากับโจวฉีหลินสมรู้ร่วมคิดกันหลอกฉัน! ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ฉันดูเป็นไอ้โง่!"
"นังผู้หญิงเฮงซวย!"