- หน้าแรก
- ป๊ะป๋าจำเป็นกับซูเปอร์มาร์เก็ตข้ามภพ
- บทที่ 390: องค์หญิงน้อยแทะกระดูกชิ้นโต! (ฟรี)
บทที่ 390: องค์หญิงน้อยแทะกระดูกชิ้นโต! (ฟรี)
บทที่ 390: องค์หญิงน้อยแทะกระดูกชิ้นโต! (ฟรี)
เซียวหรานเกาศีรษะ “ไม่น่าจะใช่นะ เพิ่งซื้อมาเอง”
พูดจบ เซียวหรานก็หยิบโคมไฟกลางคืนขึ้นมาดู แล้วอ่านคู่มือการใช้งานอย่างละเอียดอีกครั้ง จนเจอปัญหา
“อ๋อ พวกเราเรียกผิดนี่เอง ต้องเรียกหลี่ไป๋”
ว่าแล้วเซียวหรานก็ลองเรียกดูหนึ่งครั้ง
“หลี่ไป๋”
“ข้าอยู่นี่” เสียงอิเล็กทรอนิกส์ของโคมไฟดังขึ้น
คราวนี้เซียวหรานถึงได้สั่งว่า “เปิดไฟ”
“เปิดไฟแล้ว”
พร้อมกับเสียงอิเล็กทรอนิกส์ ดวงจันทร์บนฉากหลังก็สว่างขึ้นมา แม้จะไม่ได้สว่างมาก แต่ก็สว่างขึ้นจริงๆ
“ว้าว~” องค์หญิงน้อยมองโคมไฟกลางคืนด้วยความประหลาดใจ
เซียวหรานเหลือบมองคู่มือ แล้วพูดกับองค์หญิงน้อยว่า “โคมไฟอันนี้เปลี่ยนเป็นสีอื่นได้ด้วยนะ ซื่อจื่อลองพูดว่า ‘เปิดไฟสีแดง’ สิ แล้วดวงจันทร์อันนี้ก็จะกลายเป็นสีแดง”
องค์หญิงน้อยตะโกนใส่โคมไฟว่า “เปิดไฟสีแดงนะค้า~”
“เปิดไฟสีแดงแล้ว”
ดวงจันทร์ด้านบนกลับกลายเป็นสีเขียว
องค์หญิงน้อยปรบมือแปะๆ ทันที
“ฉุดยอดไปเยยงับ~”
เซียวหรานพูดต่อ “มันท่องกลอนได้ด้วยนะ ซื่อจื่อเคยเรียน ‘บทเพลงในคืนเงียบ’ แล้วหยอค้า”
องค์หญิงน้อยพยักหน้า “หนูเคยเยียนแล้วงับ~”
ก่อนหน้านี้หลี่ลี่จื้อเคยให้เด็กๆ ในโรงเรียนอนุบาลท่องกันแล้ว
เซียวหรานกล่าว “โคมไฟอันนี้ก็ท่องได้เหมือนกันนะ หนูบอกให้มันท่องให้ฟังได้เลย”
องค์หญิงน้อยใช้สองมือน้อยๆ กุมโคมไฟไว้
“คุงท่อง ‘บทเพลงในคืนเงียบ’ ให้หนูฟังหน่อยจิ~”
โคมไฟกลางคืนเชื่อฟังเป็นอย่างดี
“แสงจันทร์ส่องหน้าเตียง ข้านึกว่าน้ำค้างแข็งบนพื้นดิน”
“เงยหน้ามองจันทร์กระจ่าง——”
สองประโยคแรกยังดีๆ อยู่ แต่พอท่องมาถึงประโยค “เงยหน้ามองจันทร์กระจ่าง” คอของหลี่ไป๋บนฉากหลังก็ยืดพรวดออกมาท่อนหนึ่ง ยาวเฟื้อยจนไปแตะกับดวงจันทร์ แล้วก็หดกลับเข้าไปทันที
“ฮ่าๆๆๆๆ!” เซียวหรานหัวเราะลั่น “นี่มันของบ้าอะไรเนี่ย! ของเล่นที่สองคนนั้นสั่งมาแต่ละอย่างนี่มันเพี้ยนๆ ทั้งนั้นเลย”
จากนั้นก็เป็นประโยคถัดไป
“ก้มหน้าคิดถึงบ้านเกิด”
คราวนี้หัวของมันที่ติดอยู่กับคอซึ่งเหมือนสปริงก็ก้มลงมา แต่ว่ามันก้มต่ำไปหน่อย ต่ำซะจนแทบจะถึงปลายเท้า
ถ้ามองแยกๆ อาจจะดูน่ากลัวนิดหน่อย แต่พอมาประกอบกับการท่องกลอนของมันแล้วกลับตลกมาก
เซียวรั่วอิ๋งมองดูแล้วถามว่า “แล้วไอ้เจ้านี่มันจะเงยหน้ากลับขึ้นมาได้ไหมเนี่ย”
เซียวหรานเองก็ไม่รู้ ไม่รู้ก็ต้องลองดู เขาร้องสั่งโคมไฟกลางคืนว่า “เงยหน้า”
“รับทราบ” โคมไฟกลางคืนเชื่อฟังดีมาก แต่ดูเหมือนคอของมันจะไม่ค่อยเชื่อฟังสักเท่าไหร่
เห็นเพียงคอของมันเหมือนกับเสียแล้ว ขยับขึ้นๆ ลงๆ ไปมา เหมือนที่ปัดน้ำฝนไม่มีผิด
หลังจากเล่นกับโคมไฟกลางคืนสักพัก เซียวหรานก็หยิบตาชั่งเล็กๆ ออกมาอีกอัน
“ฉันว่าของเล่นชิ้นนี้เหมาะกับเด็กเล่นนะ แต่ไม่ค่อยเหมาะกับพวกซื่อจื่อเท่าไหร่”
ของเล่นชิ้นเล็กๆ ชิ้นนี้ค่อนข้างพบเห็นได้ทั่วไป ปกติจะใช้สำหรับสอนเรื่องตัวเลขให้กับเด็กเล็ก
เนื่องจากตาชั่งมีรูปร่างเป็นกบตัวน้อย ดังนั้นข้างในจึงมีกบตัวเล็กๆ จำนวนมากและชุดตัวเลขหนึ่งชุด
เมื่อวางตัวเลขไว้ข้างหนึ่ง อีกข้างก็ต้องวางกบตัวน้อยๆ ให้ตรงตามจำนวนนั้น ถ้าวางถูก ตาชั่งก็จะสมดุล
องค์หญิงยวี่จางก็พูดขึ้นมาว่า “จริงด้วย ตอนนี้พวกซื่อจื่อเลยช่วงวัยนั้นมานานแล้ว แต่เอาไว้เป็นของตกแต่งก็ไม่เลวนะ น่าเกลียดน่าชังดี”
ในบรรดาของเล่นที่เหลือ ของชิ้นใหญ่ที่สุดก็คือเคอร์ลิงบนโต๊ะ
เซียวหรานหยิบมันออกมาแล้วพูดว่า “ซื่อจื่อ พวกหนูเล่นอันนี้ได้นะ เอาพินโบว์ลิ่งเล็กๆ พวกนี้วางไว้ตรงนี้ วางแบบนี้ แล้วก็ค่อยๆ ผลักเคอร์ลิงอันนี้ไปดูสิว่าใครจะชนพินโบว์ลิ่งล้มได้เยอะกว่ากัน”
นี่เป็นของเล่นชิ้นเดียวที่ดูปกติที่สุด
องค์หญิงน้อยพยักหน้า แล้วดึงองค์หญิงน้อยเฉิงหยางกับองค์หญิงเกาหยาง และหลี่ลี่จื้อมาเล่นด้วยกัน
เคอร์ลิงมีทั้งหมดสี่สีที่แตกต่างกัน พอดีกับพวกเธอทั้งสี่คน คนละอัน
เซียวหรานเห็นพวกเธอเล่นกันอย่างสนุกสนาน ก็หยิบของเล่นชิ้นอื่นๆ ออกมาด้วย
ที่เหลือเป็นของเล่นชิ้นเล็กๆ และของเล่นแกล้งคนบางอย่าง เช่น จักจั่นที่ไขลานแล้วจะคลานได้ แถมยังส่งเสียงร้องของจักจั่นออกมาได้ด้วย
นอกจากนี้ยังมีของจิปาถะอื่นๆ อีก เซียวหรานไม่ได้ดูละเอียด เขาเก็บทั้งหมดใส่ลงในกล่องของเล่นขององค์หญิงน้อยทั้งสาม รอให้พวกเธออยากเล่นเมื่อไหร่ก็ค่อยหยิบออกมาเล่น
ส่วนโคมไฟกลางคืนอันนั้น เซียวหรานเอาไปวางไว้ที่หัวเตียงจริงๆ
ถ้าไม่ใช้เป็นโคมไฟกลางคืน แค่วางไว้แบบนี้ก็ดูสวยดีเหมือนกัน
“ทานข้าวได้แล้ว!”
เสียงของอวี้ซูดังขึ้นมา เซียวหรานหันไปมององค์หญิงน้อยที่ยังคงเล่นเคอร์ลิงอยู่
“ไปกันเถอะ พวกเราไปทานข้าวกัน”
องค์หญิงน้อยวางของเล่นในมือลง แล้วพยักหน้า
เธอโดนเซียวหรานจูงมือไปล้างมืออย่างว่าง่าย
หลังจากล้างมือเสร็จ องค์หญิงน้อยก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร
วันนี้อวี้ซูกับเซียงเฉ่าตุ๋นกระดูกหมูชิ้นใหญ่ ไม่ใช่ซี่โครง แต่เป็นกระดูกท่อนใหญ่ เอามาตุ๋นกับผักกาดดอง แต่เนื้อที่ติดกระดูกก็เยอะมากเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีกับข้าวผัดอื่นๆ อีก
อวี้ซูกล่าว “เมนูตุ๋นจานนี้ ฉันกับเซียงเฉ่าเห็นมาจากในเน็ต เป็นอาหารทางเหนือ ดูน่ากินดี แล้วก็ทำง่ายด้วย”
ในตอนนี้ องค์หญิงน้อยกำลังจ้องกระดูกชิ้นโตในชามตาไม่กะพริบ
เซียวหรานยิ้ม แล้วหยิบกระดูกชิ้นใหญ่ให้องค์หญิงน้อยหนึ่งชิ้น
กระดูกชิ้นนี้ใหญ่มาก ใช้ตะเกียบคีบขึ้นมาไม่ได้แน่นอน เซียวหรานจึงต้องใช้มือจับส่วนกระดูกแล้วยื่นให้องค์หญิงน้อย
ชามขององค์หญิงน้อยเล็กเกินกว่าจะใส่กระดูกชิ้นนี้ลงไปได้ เซียวหรานเลยหยิบจานมาให้องค์หญิงน้อยหนึ่งใบ ถึงจะพอวางได้แบบฉิวเฉียด
เมื่อมองดูกระดูกในจาน องค์หญิงน้อยก็ทำอะไรไม่ถูกเล็กน้อย
เซียวหรานพูดว่า “ซื่อจื่อ ใช้มือจับแทะได้เลยลูก”
องค์หญิงน้อยพยักหน้า เธอเป่ากระดูกเบาๆ ก่อน จากนั้นก็ใช้สองมือยกกระดูกขึ้นมากัดเข้าไปคำหนึ่ง
กลิ่นหอมของเนื้อผสมกับรสเปรี้ยวของผักกาดดอง หอมมาก
“อาหย่อยมั่กๆ เยยงับ~” องค์หญิงน้อยกลืนลงไปคำหนึ่ง แล้วรีบกัดเข้าไปอีกคำอย่างรวดเร็ว
เนื้อที่ติดกระดูกถูกตุ๋นจนนุ่มเปื่อย กัดหนึ่งคำก็ได้เนื้อชิ้นใหญ่
องค์หญิงน้อยใช้สองมือประคองกระดูกกินจนใบหน้าและมือเปื้อนคราบมันไปหมด กระดูกชิ้นนี้ชิ้นเดียวก็ให้เธอแทะได้ตั้งนานแล้ว
แต่ฟันซี่เล็กๆ ขององค์หญิงน้อยยังไม่แข็งแรงพอ หลังจากแทะเนื้อชิ้นใหญ่ๆ หมดแล้ว ส่วนที่แทะยากๆ และส่วนที่เป็นเอ็น องค์หญิงน้อยก็แทะออกมาไม่ได้
เมื่อเห็นองค์หญิงน้อยพยายามใช้ฟันน้ำนมซี่เล็กๆ แทะกระดูกทีละนิดๆ เซียวหรานจึงดึงกระดูกออกจากปากขององค์หญิงน้อย
“แทะไม่ออกเราก็ไม่กินแล้วนะ ยังมีอย่างอื่นอีกนี่ไง”
องค์หญิงน้อยมองกระดูกที่ยังแทะไม่เกลี้ยงบนโต๊ะ
“อันนี้ยังกิงม่ะหมดเยยงับ~ ยังมีเนี้ยเนี้ยอยู่ค่า~”
เซียวหรานกล่าว “งั้นก็ดีเลย เนื้อส่วนที่เหลือก็ให้โร่วโร่วกินแล้วกันนะ”
โร่วโร่วก็เห่าขึ้นมาสองครั้งอย่างรู้งานในจังหวะนี้พอดี
องค์หญิงน้อยมองไปที่โร่วโร่วแล้วยิ้มจนตาหยี
“โร่วโร่วกิงเนี้ยเนี้ยงับ~”
เซียวหรานยิ้มพยักหน้า “ใช่แล้ว ก็เหมือนกับที่ซื่อจื่อกินลูกพลับนั่นแหละ”
“คิกคิก~” องค์หญิงน้อยยิงฟันน้ำนมซี่เล็กๆ พร้อมกับส่งยิ้มให้
หลังจากทานข้าวเสร็จ สิ่งแรกที่ต้องทำคือพาองค์หญิงน้อยไปล้างหน้าล้างมือ
ในไม่ช้า องค์หญิงน้อยก็สะอาดเอี่ยม กลายเป็นองค์หญิงน้อยที่เนื้อตัวสะอาดสะอ้านอีกครั้ง
“โร่วโร่ว~” พอเนื้อตัวสะอาดแล้ว องค์หญิงน้อยก็ไปหาโร่วโร่ว
โร่วโร่วกำลังใช้สองขาหน้าของมันประคองกระดูกชิ้นใหญ่แทะอยู่