- หน้าแรก
- ระบบพุทธขจัดมารปราบผี? ขอหนีไปสึกดีกว่า!
- บทที่ 80 การเดินทางสุดพิสดารของเจ้าชายและเจ้าหญิง
บทที่ 80 การเดินทางสุดพิสดารของเจ้าชายและเจ้าหญิง
บทที่ 80 การเดินทางสุดพิสดารของเจ้าชายและเจ้าหญิง
บทที่ 80 การเดินทางสุดพิสดารของเจ้าชายและเจ้าหญิง
“ศิษย์พี่ฝ่าหุน ปล่อยข้า! ข้าจะไปสั่งสอนพวกมัน!
ไอ้สองตัวนี้มันไม่ใช่คน! ไม่เพียงแต่คิดจะใส่ร้ายท่านเจ้าอาวาส ยังคิดจะลากชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไปลงนรกด้วย ข้ายอมไม่ได้เด็ดขาด!”
ใบหน้าของฝ่าหลิงแดงก่ำด้วยความโกรธจัด หากไม่ใช่เพราะฝ่าหุนคว้าตัวไว้แน่น ป่านนี้เขาคงพุ่งเข้าไปฟาดปากเจ้าหน้าที่กรมปราบมารสองคนนั้นไปแล้ว
“ศิษย์น้อง อย่าใจร้อน!”
ฝ่าหุนรั้งตัวศิษย์น้องไว้สุดแรง “ท่านเจ้าอาวาสกำชับให้เราแค่ ‘จับตาดู’ คนน่าสงสัย ห้ามทำอะไรผลีผลามเด็ดขาด! เราต้องรีบกลับไปรายงานท่านเจ้าอาวาส ให้ท่านเป็นคนตัดสินใจ!”
ที่แท้ฝ่าหุนและฝ่าหลิงได้รับคำสั่งลับจากหลินอิงเซียงล่วงหน้าแล้ว ให้ลงมาสอดส่องพวกคนแปลกหน้าที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยในหมู่บ้าน
การรับสมัครศิษย์ครั้งยิ่งใหญ่ของวัดเหลยอิน สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแคว้น ย่อมมีพวกปลาซิวปลาสร้อย หรือผู้ไม่ประสงค์ดีแฝงตัวเข้ามาปะปนกับฝูงชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และฝ่าหุนกับฝ่าหลิง ก็คือสายสืบที่ดีที่สุดสำหรับงานนี้
ทั้งสองเป็น ‘กายวิญญาณ’ หากพวกเขาจงใจซ่อนเร้นกาย และคู่ต่อสู้ไม่มีสกิลโกงอย่างเนตรพุทธของหลินอิงเซียง ก็ต้องเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับพลังสูงกว่าพวกเขาถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่เท่านั้น ถึงจะมองเห็นพวกเขาได้
อย่างเช่นเจ้าหน้าที่กรมปราบมารสองคนนี้ ที่คิดว่าปลอดคนแล้วเลยคุยกันเสียงดัง หารู้ไม่ว่าทุกคำพูดอยู่ในสายตาและการได้ยินของวิญญาณน้อยทั้งสองจนหมดเปลือก
“เฮ้อ... คนเขาลือกันว่าปีศาจร้ายกาจ แต่ดูเหมือนจิตใจมนุษย์จะน่ากลัวกว่าปีศาจร้อยเท่าพันทวีเสียอีก!”
ฝ่าหุนถอนหายใจยาว ในที่สุดก็ลากตัวฝ่าหลิงที่ยังฮึดฮัดไม่หาย ออกไปจากบริเวณนั้นได้สำเร็จ
ทันใดนั้น เนี่ยกั๋วเทารู้สึกขนลุกซู่ที่แผ่นหลัง เหมือนมีลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน เขาหันขวับไปมองรอบตัวด้วยความหวาดระแวง
“ใต้เท้าขอรับ เป็นอะไรไปขอรับ?”
“ไม่มีอะไร... ข้ารู้สึกเหมือนมีใครจ้องเราอยู่ สงสัยจะคิดมากไปเอง”
เนี่ยกั๋วเทากวาดสายตามองอีกครั้ง จนแน่ใจว่าไม่มีใครจริงๆ จึงกล่าวต่อ “รีบกลับเข้าหมู่บ้านต้าซานเถอะ จำไว้... จดบันทึกทุกความผิดปกติให้ละเอียด ห้ามตกหล่นแม้แต่จุดเดียว!”
...
เมื่อทั้งสองเดินกลับเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ลูกน้องคนสนิทก็ชี้มือไปที่จุดหนึ่ง
“ใต้เท้าขอรับ ดูนั่นสิขอรับ... นั่นมัน...”
เนี่ยกั๋วเทามองตามนิ้วลูกน้อง แล้วก็ต้องสะดุ้งสุดตัว
“เป็นพวกเขาจริงๆ ด้วย!”
“อย่าเอะอะไป! ทำเป็นมองไม่เห็นซะ!”
เขากระซิบสั่งลูกน้องเสียงเครียด “อย่าลืมเป้าหมายหลักของเรา อย่าหาเหาใส่หัว!”
บุคคลที่พวกเขาจำได้ คือเด็กหนุ่มและเด็กสาวคู่หนึ่ง
เด็กสาวดูโตกว่า อายุประมาณสิบห้าสิบหกปี ส่วนเด็กชายตัวเล็กกว่า อายุราวๆ สิบสองสิบสามปี
“เสด็จพี่... เอ่อ... พี่สาว! พี่สาว! นี่น่ะเหรอหมู่บ้านชนบท!”
เด็กชายเขย่าแขนเด็กสาวข้างกายด้วยความตื่นเต้น “ข้าเกิดมาจนป่านนี้ เพิ่งเคยเห็นหมู่บ้านบ้านนอกของจริงเป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย!”
“ฮึ! ทำตัวเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไปได้! เดี๋ยวก็เกาะติดพี่ให้ดีล่ะ อย่าทำอะไรให้ใครจับได้เชียว!”
เด็กสาวทำท่าทางเป็นผู้ใหญ่เกินตัวดุข่มน้องชาย แต่สายตาที่กวาดมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั้น กลับทรยศคำพูดของนางอย่างสิ้นเชิง
ความจริงแล้ว ทั้งสองพี่น้องก็ไม่เคยมาเหยียบสถานที่แบบนี้มาก่อนเลยในชีวิต
เพราะพวกเขาเกิดมาบนกองเงินกองทอง เป็นถึงสายเลือดมังกรผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งแคว้นชีสุ่ย
“แล้วก็... ห้ามเรียกข้าว่า ‘เสด็จพี่’ อีกนะ! ให้เรียกว่า ‘พี่สาว’ เฉยๆ เข้าใจไหม? สถานะของเราจะเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด!”
“เข้าใจแล้วขอรับ... เสด็จ... เอ้ย! พี่สาว!”
เด็กชายพยักหน้าหงึกๆ “พี่สาว แล้วตอนนี้เราจะไปไหนกันดี?”
“ก็ต้องไปที่ที่มีคนเยอะๆ สิ! ที่ไหนคนเยอะ ที่นั่นย่อมมีข่าวสาร!”
เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างมั่นใจในภูมิปัญญาของตน
แต่ทว่า... ไม่ถึงสามนาทีต่อมา ความมั่นใจของพวกเขาก็พังทลายลงไม่เป็นท่า
สถานที่ที่คนเยอะที่สุดในหมู่บ้าน คือลานเล่านิทานวีรกรรมไต้ซือหลิงอิน
แต่สถานที่แห่งนั้น... ต้องจ่ายเงินค่าเข้า!
และโชคร้ายที่ทั้งเจ้าชายและเจ้าหญิงตัวน้อย ไม่เคยพกเงินสดติดตัว
เพราะปกติเวลาไปไหนมาไหน ก็มีข้าราชบริพารห้อมล้อมคอยจัดการให้ทุกอย่าง จะซื้ออะไรแค่ชี้นิ้วสั่ง ไม่เคยต้องควักกระเป๋าจ่ายเองสักครั้ง
“ที่นั่งแถวหน้า 3 ตำลึง แต่เต็มหมดแล้ว แถวกลางยังว่าง คิดที่ละ 2 ตำลึง ชาแก้วแรกฟรี เติมไม่อั้นแก้วละ 1 ตำลึง!”
เมื่อชาวบ้านแบมือขอเงิน ทั้งสองพี่น้องก็ยืนงงเป็นไก่ตาแตก
“ตะ... ต้องจ่ายเงินด้วยเหรอ?”
“อ้าว! พูดเป็นเล่น! คนที่นั่งหัวโด่กันอยู่นี่ มีใครไม่จ่ายตังค์บ้าง?”
ชาวบ้านมองเด็กน้อยสองคนด้วยสายตาเอือมระอา “ลูกเต้าเหล่าใครกันเนี่ย? รีบกลับไปหาพ่อแม่ไป๊! อย่ามาเกะกะแถวนี้!”
เด็กชายหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายปนโกรธ “เจ้ากล้ามาเก็บเงินข้า? รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?”
“เหอะ! คุณหนูคุณชายจากตระกูลไหนอีกล่ะ?”
ชาวบ้านหัวเราะเยาะอย่างไม่ยี่หระ “จะบอกให้นะไอ้หนู ที่นี่น่ะ อย่ามาเบ่ง! เมื่อกี้ลูกชายนายอำเภอคนนึงเพิ่งโดนโยนออกไปนอกหมู่บ้านหยกๆ!”
เขาลูบหัวเด็กทั้งสองด้วยความเอ็นดูปนสมเพช “กลับไปหาผู้ปกครองเถอะไป แต่เห็นแก่ที่พวกเจ้ายังเด็ก ข้าจะไม่ถือสาหาความว่ามาก่อกวนก็แล้วกัน”
ว่าแล้วเขาก็ยื่นน้ำชาให้คนละแก้ว “อ่ะ... เอาน้ำชาไปกินแก้กระหาย ถือว่าลุงเลี้ยง แต่ดูจากการแต่งตัว พวกเจ้าคงเป็นลูกเศรษฐีมีเงิน อย่ามาแกล้งคนจนอย่างลุงเล่นเลยนะ ไปเถอะๆ”
หมู่บ้านต้าซานมีกฎเหล็ก หากเป็นเด็กยากจนจริงๆ นอกจากจะไม่เก็บเงินแล้ว ยังเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำฟรี
แต่ถ้าเป็นพวกคนรวยนิสัยเสียคิดจะมาเบี้ยวหนี้... หมัดเหล็กแห่งความยุติธรรมรอประทับหน้าอยู่เสมอ
โชคดีที่สองพี่น้องดูใสซื่อไร้พิษสง ชาวบ้านเลยปล่อยผ่าน แถมใจดียื่นน้ำชาให้กินฟรีอีกต่างหาก
เดินออกมาไกลโขแล้ว เด็กชายยังบ่นกระปอดกระแปดไม่เลิก “พี่สาว! เมื่อกี้ทำไมไม่ให้ข้าสั่งสอนไอ้ชาวบ้านจอมอวดดีนั่น? แผ่นดินชีสุ่ยทั้งแผ่นดินเป็นของตระกูลเราแท้ๆ มันยังกล้ามาเก็บเงินเราอีก!”
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเราต้องปิดบังฐานะ?”
พี่สาวถลึงตาใส่น้องชาย แต่ในใจก็นึกเจ็บใจตัวเอง “ทำไมตอนออกมา ข้าถึงลืมหยิบเงินติดตัวมาด้วยนะ?”
ด้วยความกลัดกลุ้ม นางจึงยกแก้วน้ำชาที่ชาวบ้านให้มาขึ้นจิบแก้เซ็ง
แต่ทันทีที่น้ำชาสัมผัสลิ้น ดวงตาของนางก็เบิกโพลงเป็นประกายวาววับ
“ชานี่... ดูภายนอกเป็นแค่เศษใบชาแห้งๆ ราคาถูก แต่รสชาติกลับล้ำเลิศยิ่งกว่าชาชั้นดีที่ถวายในวังเสียอีก!”
นางกระดกชาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว แววตาเปี่ยมด้วยความหวัง
“เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับหลวงจีนหลิงอินแน่ๆ! คนผู้นี้... ไม่ธรรมดาจริงๆ!”
นางวางแก้วชาทิ้งไว้ข้างทาง แล้วคว้าข้อมือน้องชาย
“ไปกันเถอะ!”
“พี่สาว จะไปไหน?” เด็กชายถามงงๆ
“ไปหางานทำ!”
เด็กสาวเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง “เหลือเวลาอีกแค่ 3 วันวัดเหลยอินถึงจะเปิดรับสมัคร ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ด้วยความสามารถสารพัดที่ราชสำนักอบรมบ่มเพาะมาอย่างดี เราจะหาเลี้ยงปากท้องตัวเองไม่ได้ภายใน 3 วันนี้!”