- หน้าแรก
- ระบบพุทธขจัดมารปราบผี? ขอหนีไปสึกดีกว่า!
- บทที่ 13 เจ้าภูผา
บทที่ 13 เจ้าภูผา
บทที่ 13 เจ้าภูผา
บทที่ 13 เจ้าภูผา
[ภารกิจ: กวาดล้างกองทัพวิญญาณ]
[รายละเอียดภารกิจ: การที่ท่านได้โปรดสัตว์ ‘เว่ยเสียน’ สมุนของ ‘หวังอวี่’ แม่ทัพวิญญาณระดับพยาบาท ทำให้หวังอวี่เกิดความระแวงสงสัย มันได้เรียกระดมพลวิญญาณทหารใต้บังคับบัญชา และกำลังจะยกทัพเข้าตีหมู่บ้านต้าซานในเร็วๆ นี้ โปรดจงเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อกำราบเหล่ามารร้าย!]
[เป้าหมายภารกิจ: กำจัดวิญญาณทหารที่บุกหมู่บ้านต้าซานให้สิ้นซาก และกำจัด ‘หวังอวี่’ แม่ทัพวิญญาณระดับพยาบาท]
[รางวัลภารกิจ: ได้รับ 1 แต้มบุญกุศล ต่อการกำจัดวิญญาณทหารหนึ่งตน, หากกำจัดแม่ทัพวิญญาณหวังอวี่ได้สำเร็จ จะได้รับพระสูตรหนึ่งเล่ม, เคล็ดวิชาระดับต้นหนึ่งเล่ม และสิทธิ์ในการสุ่มรางวัลระดับต้นหนึ่งครั้ง]
[ตรวจพบว่าภารกิจสำเร็จลุล่วง ระดับความสำเร็จ: สมบูรณ์แบบ ได้รับรางวัลพิเศษ: สิ่งปลูกสร้างพุทธสถานแบบสุ่ม 1 หลัง ต้องการรับรางวัลทันทีหรือไม่?]
......
กองทัพวิญญาณถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก ไม่มีวิญญาณตนใดเล็ดรอดหนีไปได้แม้แต่ตนเดียว ทำให้ระดับความสำเร็จของภารกิจออกมาสวยหรูที่ระดับ ‘สมบูรณ์แบบ’ พร้อมของรางวัลพิเศษที่แถมมาให้
ทว่าหลินอิงเซียงยังไม่รีบร้อนรับรางวัล เขาอาศัยช่วงเวลาไม่กี่วินาทีสุดท้ายของ การ์ดสวมบทบาท: ฝ่าไห่ ค่อยๆ ร่อนลงมาจากท้องฟ้าอย่างนุ่มนวล
ขืนรอให้การ์ดหมดเวลาตอนอยู่กลางอากาศ มีหวังได้ร่วงลงมาแข้งขาหัก เสียภาพลักษณ์ยอดพระเกจิผู้ยิ่งใหญ่หมดกันพอดี
“ไต้ซือหลิงอิน!”
หัวหน้าหมู่บ้านเฒ่าถูกลูกบ้านพยุงเดินเข้ามาหาหลินอิงเซียงด้วยแข้งขาที่สั่นเทา “ไต้ซือได้ช่วยชีวิตคนทั้งหมู่บ้านของเราไว้อีกครั้ง พวกเราซาบซึ้งในพระคุณจนไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี!
นับจากนี้ไป ขอเพียงไต้ซือสั่งการมาคำเดียว ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟ หมู่บ้านต้าซานยินดีถวายหัว จะใช้แรงงานหรือกำลังทรัพย์ พวกเราจะไม่ปริปากบ่นแม้แต่ครึ่งคำ!”
“อมิตพุทธ!”
หลินอิงเซียงพนมมือไหว้ วางมาดพระอริยสงฆ์ผู้หลุดพ้นจากกิเลส “อาตมาเป็นบรรพชิตในร่มเงาพระพุทธศาสนา ลาภยศสรรเสริญล้วนเป็นเพียงของนอกกาย ขอเพียงชาวบ้านหมู่บ้านต้าซานหมั่นสวดมนต์ภาวนา เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ เพียงเท่านี้ก็นับเป็นการตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับอาตมาแล้ว”
“แค่นี้เองรึขอรับ? เรื่องกล้วยๆ! ข้าขอประกาศเลยว่าตั้งแต่วันนี้ไป ข้าจะเป็นสาวกที่เคร่งครัดที่สุดของพระพุทธองค์!”
“ลูกชายข้าวันๆ ก็ว่างงาน เดี๋ยวข้าจะให้มันขึ้นเขาไปฟังธรรมจากไต้ซือทุกวันเลย!”
“ข้าคือช่างเชือดจางที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ต่อไปนี้ค่าใช้จ่ายเรื่องเนื้อสัตว์ของวัดเหลยอิน ข้าขอรับผิดชอบเองทั้งหมด! พี่น้องทุกคน วันหน้าจะซื้อเนื้ออย่าลืมมาอุดหนุนเขียงหมูจาง ของดีมีคุณภาพ!”
......
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ชาวบ้านหมู่บ้านต้าซานเริ่มคุ้นเคยกับหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาบ้างแล้ว
ทุกคนจึงพากันตบหน้าอกรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะด้วยความยินดี
หลินอิงเซียงยิ้มรับด้วยความเมตตา ก่อนจะเบนสายตาไปที่ฝ่าหุน
ทันทีที่สบตา ฝ่าหุนถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความยำเกรง
ฉากที่หลินอิงเซียงใช้อิทธิฤทธิ์ ‘มหามังกรฟ้า’ ตบแม่ทัพหวังอวี่จนแหลกละเอียดในฝ่ามือเดียว มันช่างตราตรึงใจและน่าสะพรึงกลัวเกินบรรยาย
หวังอวี่ที่เคยเป็นดั่งภูผาตระหง่านในสายตาของเขา กลับกลายเป็นเพียงมดปลวกเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านเจ้าอาวาส
“โชคดีเหลือเกินที่ข้าไม่เคยลงมือฆ่าใคร และโชคดีที่ข้าได้มาเจอกับท่านเจ้าอาวาสตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นจุดจบของข้าคงไม่ต่างจากเจ้าพวกนั้น!”
ฝ่าหุนตระหนักได้ถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง พระพุทธองค์โปรดสัตว์ผู้มีวาสนา แต่เงื่อนไขแรกคือต้องชดใช้บาปกรรมของตนให้หมดสิ้นเสียก่อน ความคิดนี้ฝังรากลึกในจิตใจของเขาอย่างแน่นแฟ้น
“เจ้าทำได้ดีมาก ทุ่มเทแรงกายแรงใจปกป้องหมู่บ้านอย่างสุดความสามารถ”
หลินอิงเซียงมองฝ่าหุนแล้วพยักหน้าชมเชย “บาปกรรมเล็กน้อยในอดีต บัดนี้ได้รับการชำระล้างจนหมดสิ้นแล้ว”
ฝ่าหุนก้มหน้าลงด้วยความละอาย “เป็นเพราะศิษย์ฝีมืออ่อนด้อย หากวันนี้ท่านเจ้าอาวาสไม่ยื่นมือเข้าช่วย ชาวบ้านคงต้องจบชีวิตกันหมด ศิษย์มิบังอาจรับคำชมขอรับ”
“เจ้ารับได้ การที่เจ้ายืนหยัดสู้ทั้งที่รู้ว่าสู้ไม่ได้ นั่นคือกุศลอันยิ่งใหญ่ของผู้กล้า”
หลินอิงเซียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ฝีมืออ่อนด้อย ฝึกฝนเพิ่มเติมได้ แต่หัวใจที่มุ่งมั่นปกป้องผู้อื่นนั้นหาได้ยากยิ่ง วันนี้ภารกิจของเจ้ายังไม่จบ หลังตะวันตกดิน จงขึ้นมาหาอาตมาที่กุฏิ อาตมามีของดีจะมอบให้”
ฝ่าหุนเบิกตาโพลงด้วยความยินดี อิทธิฤทธิ์ของท่านเจ้าอาวาสเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา
หรือว่า... เพราะผลงานความดีความชอบในวันนี้ ท่านเจ้าอาวาสจะเมตตาถ่ายทอดวิชาเพื่อเพิ่มพูนตบะให้แก่เขาด้วยตนเอง?
“ประสกทุกท่าน หมั่นสวดมนต์บูชาพระพุทธองค์ ย่อมได้รับพรอันประเสริฐคุ้มครอง”
หลินอิงเซียงพนมมือไหว้ลาชาวบ้านทุกคน “ตราบใดที่อาตมาและวัดเหลยอินยังดำรงอยู่ หมู่บ้านแห่งนี้ย่อมปลอดภัย หากมีปีศาจบุกรุกอีก ขออย่าได้ตื่นตระหนก อาตมาขอตัวกลับวัดก่อน”
กล่าวจบ หลินอิงเซียงก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่ดูสูงส่งและสันโดษ ท่ามกลางสายตาเทิดทูนบูชาของชาวบ้าน
“การสร้างภาพวันนี้... ให้คะแนนเต็มสิบไม่หัก!”
หลินอิงเซียงลอบหัวเราะคิกคักในใจอย่างอารมณ์ดี
......
ณ หุบเขาไร้นามอันห่างไกล ชายหนุ่มผมขาวโพลนในชุดขาวสะอาดตา กำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ
ชายผู้นี้ไม่เพียงมีเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ แม้แต่คิ้วก็ยังเป็นสีขาวโพลนดุจหิมะ
ในมือของเขาถือพู่กันจีน กำลังวาดภาพลงบนม้วนกระดาษที่กางอยู่บนโต๊ะ
ชายหนุ่มจดจ่ออยู่กับการตวัดปลายพู่กัน โดยมีสาวใช้หน้าตางดงามยืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลัง ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง เพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิของนายท่าน
เมื่อตวัดพู่กันเส้นสุดท้ายเสร็จสิ้น ชายหนุ่มก็ยืดตัวขึ้นพิจารณาผลงานตรงหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ
“ยินดีด้วยเจ้าคะ ท่านเจ้าภูผา! ภาพ ‘ร้อยอสูร’ สำเร็จไปกว่าครึ่งแล้ว!”
สาวใช้คนงามเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มหวานหยดย้อย “เมื่อใดที่ภาพร้อยอสูรเสร็จสมบูรณ์ เมื่อนั้นท่านเจ้าภูผาจะได้เลื่อนขั้นเป็นจอมมารอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
‘เจ้าภูผา’ หรือ ซานจวิน ยิ้มรับคำชมอย่างภาคภูมิใจ แต่ก็แสร้งโบกมือทำทีเป็นถ่อมตน “เพิ่งจะเสร็จแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น อย่าเพิ่งได้ใจไป!
สรรพสัตว์ที่มีจิตวิญญาณ บำเพ็ญเพียรจนกลายร่างได้ เรียกว่า ‘ปีศาจ’
ผู้ที่หลงผิด จิตใจบิดเบี้ยว แต่มีพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ เรียกว่า ‘มาร’
ผู้ที่ตายแล้วฟื้น คืนชีพด้วยจิตอาฆาต เรียกว่า ‘ผี’
ผู้ที่ไร้สติปัญญา แต่รูปลักษณ์ดุร้ายน่ากลัว เรียกว่า ‘สัตว์ประหลาด’
ในใต้หล้านี้ เผ่าพันธุ์ทั้งสี่ถูกมนุษย์เรียกรวมๆ กันว่า ‘เหล่ามารปีศาจ’
บัดนี้พลังมังกรที่คุ้มครองมหาจักรวรรดิอ่อนแอลง ปีศาจจากทั่วสารทิศผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด มีนับพันนับหมื่นตน การจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็น ‘จอมมาร’ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้นหรอก”
สาวใช้หัวเราะคิกคักพลางยกมือปิดปาก “ท่านเจ้าภูผาจะถ่อมตัวไปไยเจ้าคะ? ปีศาจในใต้หล้ามีมากมายก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่พวกสวะที่วันๆ เอาแต่ไล่กินเลือดเนื้อชาวบ้าน นอกจากจะทิ้งร่องรอยให้ตามตัวง่ายแล้ว ยังเรียกแขกจากกรมปราบมารให้มาตามล้างบางอีก พวกมันจะเอาอะไรมาเทียบชั้นกับท่านได้เจ้าคะ?”
พรึ่บ!
ยังไม่ทันที่สาวใช้จะกล่าวจบ เปลวไฟก็ลุกท่วมม้วนภาพบนโต๊ะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
เปลวไฟสีดำทมิฬลุกโชนขึ้นจากตัวภาพวาด
สีหน้าของเจ้าภูผาเปลี่ยนไปทันที เขาตวัดมือวูบเดียว เปลวไฟสีดำก็ดับลง
ทว่าบนภาพวาดที่เคยวิจิตรบรรจง มีภาพของปีศาจตนหนึ่งในจำนวนห้าสิบกว่าตน ถูกไฟเผาจนดำเป็นตอตะโก มองไม่เห็นเค้าเดิมอีกต่อไป
เจ้าภูผาหรี่ตาลง จ้องเขม็งไปที่รอยไหม้นั้น ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาก็เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาสองพยางค์
“หวังอวี่!”
ภาพปีศาจที่ถูกเผาจนไหม้เกรียมนั้น คือภาพเหมือนของหนึ่งในสมุนเอกของเขา แม่ทัพวิญญาณหวังอวี่นั่นเอง!
“หึ! กล้าดีมาจากไหน ถึงบังอาจมาแตะต้องคนของข้า หรือว่ากรมปราบมารจะส่งยอดฝีมือมาประจำการที่แคว้นชีสุ่ย?
ข้าล่ะอยากจะเห็นหน้านัก ว่าเป็นยอดคนหน้าไหนจากกรมปราบมาร... ฟ้าดินไร้ขอบเขต เคล็ดวิชากระจกเงาสวรรค์!”
เจ้าภูผาแค่นเสียงเย็น ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า อากาศธาตุพลันกระเพื่อมไหวราวกับผิวน้ำ
จากนั้นภาพเหตุการณ์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนกลางอากาศ
สิ่งแรกที่พุ่งเข้ามากระแทกตาของเขา คือศีรษะโล้นเลี่ยนอันเงาวับสะท้อนแสงจนแสบตา!