- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 170 - การกลายพันธุ์ครั้งที่สอง
บทที่ 170 - การกลายพันธุ์ครั้งที่สอง
บทที่ 170 - การกลายพันธุ์ครั้งที่สอง
บทที่ 170 - การกลายพันธุ์ครั้งที่สอง
☆☆☆☆☆
เจ้าหนูน้อยพรั่งพรูความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ออกมาด้วยความฮึกเหิม
ไม่แปลกใจเลยที่ตั้งแต่อต้นจนจบมันไม่เคยเห็นพรรคพวกในเผ่าอยู่ในสายตาเลยสักนิด แถมยังยอมยกสมบัติประจำตระกูลให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้
ตั้งแต่วันที่มันโดนฆ่าตายในไข่มังกร โชคชะตาของมันก็ถูกเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว
เผ่าทีเร็กซ์เขี้ยวโง้งจะอยู่รอดต่อไปหรือไม่ มันไม่สนเลยสักนิด
สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวมันเองต้องรอดชีวิต
ถ้าเกิดวันหนึ่งนึกเสียใจขึ้นมาจริงๆ ไว้ค่อยไปตีเมืองสร้างอาณาจักรใหม่แล้วผลิตลูกหลานมังกรขึ้นมาใหม่ก็ยังไม่สายใช่ไหมล่ะ? ยังไงมันก็ถูกกำหนดมาให้วิวัฒนาการเป็นราชันทีเร็กซ์อยู่แล้ว สายเลือดต้องไม่อ่อนแอแน่นอน!
ในขณะที่เจ้าหนูน้อยกำลังวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสอยู่นั้น
ไช่เสียน ซือ และเตี๋ย ต่างพากันจ้องมองไปที่บ่อน้ำลึกสีแดงเลือดตาไม่กะพริบ
เลือดมังกรบริสุทธิ์เข้มข้น—
สำหรับนักอาคมโลงปีศาจระดับต่ำแล้ว ของสิ่งนี้คือสมบัติล้ำค่าที่หาค่าไม่ได้เลยจริงๆ
เตี๋ยเป็นพวกตรงไปตรงมาที่สุด เธอรีบยื่นส่วนปากที่เหมือนเข็มดูดพลังออกมาแล้วจุ่มลงไปในบ่อน้ำเพื่อจิบเลือดมังกรเข้าไปหนึ่งอึกใหญ่
ทันทีที่เลือดไหลผ่านคอลงไปสู่กระเพาะ ร่างกายอสูรของเตี๋ยก็ถูกปกคลุมด้วยแสงสีแดงที่ดูยั่วยวนทันที
"อ๊า! ร้อนจัดเลย!"
เตี๋ยรีบขยับปีกบินวนไปมารอบหัวของทุกคนอย่างรวดเร็วเพื่อระบายความร้อน
ผ่านไปพักใหญ่ ความเร็วของเธอก็เริ่มช้าลงและอารมณ์ก็เริ่มกลับมาสงบนิ่งเหมือนเดิม
"พลังมันแรงมาก พวกนายดื่มทีละนิดพอนะ ไม่งั้นร่างกายจะรับไม่ไหวเอา"
ซือเป็นพวกไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ถ้าพูดถึงขนาดและน้ำหนักของร่างกายอสูรล่ะก็ เขาใหญ่กว่าเตี๋ยเป็นสิบๆ เท่า การจะดื่มเลือดมังกรบริสุทธิ์นี่มันต้องจัดหนักจัดเต็มกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?
ครู่ต่อมา ในคลังสมบัติก็ปรากฏภาพสิงห์คชสารที่ยืนกอดเสาแล้วเอาหัวไถไปมาด้วยความทรมาน ใบหน้าแดงก่ำพลางร้องตะโกนออกมาอย่างบ้าคลั่ง ดูแล้วทั้งน่าสงสารและน่าขำในเวลาเดียวกัน
หนิงจู๋เข้าไปปลุกจินจื่ออวิ๋นให้ตื่น
เธอนอนพักมาหลายวันแล้ว สถานะที่เคยดิ่งเหวเริ่มจะดีขึ้นมาบ้าง
ในเมื่อเตี๋ยและซือสามารถดูดซับเลือดมังกรเพื่อเสริมสร้างรากฐานและสะสมพลังเพื่อรอวันทะลวงเข้าสู่ระดับสามได้
พี่เมฆเองก็น่าจะทำได้เหมือนกัน
เผลอๆ นี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เธอเลื่อนระดับขึ้นไปเป็นระดับสามได้เลยด้วยซ้ำ!
"พวกนายทำข้อตกลงกับเผ่าทีเร็กซ์เขี้ยวโง้งไปแล้วเหรอ?"
"มันชื่อเจ้าหนูน้อยเหรอ? ชื่อน่ารักเชียว"
จินจื่ออวิ๋นที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาได้รับฟังเรื่องราวตลอดหลายวันที่ผ่านมา ดวงตาสีทองที่เคยมืดมนกลับมามีประกายแสงสว่างขึ้นมาอีกครั้ง
เท้าของเธอแตะพื้นเบาๆ ยืดหลังตรงจนเห็นเส้นสายที่งดงามก่อนจะเปลี่ยนร่างจากมนุษย์กลายเป็นอูนิคอร์นที่ลอยอยู่กลางอากาศ รอบตัวโอบล้อมด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์สีทองอ่อนๆ
"อยู่ห่างๆ ข้าไว้นะ!" เจ้าหนูน้อยกรีดร้องพลางวิ่งหนีไปอีกทาง
พอวิ่งไปอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้วมันก็หันกลับมามอง ปรากฏว่าไอ้ใหญ่ ศพน้องสาว เสี่ยวโยว ฮัลเลย์ และหนิงจู๋ ต่างมายืนเข้าแถวเรียงหน้ากระดานอยู่ข้างๆ มันเรียบร้อยแล้ว
"พวกวิญญาณนี่มีจุดอ่อนเยอะชะมัด ถ้าเป็นมังกรสายเลือดแท้ล่ะก็—"
"อาบ๊า?!" (แกพล่ามอะไรของแกอยู่น่ะ?!)
ไอ้ใหญ่มายืนซ้อนหลังเจ้าหนูน้อยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มันเอามือตบไปที่หางของมังกรไข่เบาๆ พร้อมกับทำสีหน้าไม่เป็นมิตร
เจ้าหนูน้อยรีบหุบปากทันที มันเงยหน้ามองเพดานทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ตึง!"
ในขณะที่เตี๋ยกับซือกล้าดูดเลือดมังกรเข้าไปทีละหยดสองหยด
จินจื่ออวิ๋นกลับลอยตัวอยู่เหนือบ่อน้ำโลหิตมังกรแล้วค่อยๆ ร่อนตัวลงมา ก่อนที่เธอจะแตะถึงผิวน้ำ ผิวน้ำในบ่อก็เกิดระลอกคลื่นซัดสาดไปมา จู่ๆ เลือดมังกรก็ม้วนตัวพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นลำต้นและไหลเข้าสู่ร่างกายของอูนิคอร์นอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหนูน้อยถึงกับหันกลับมาจ้องเขม็ง ใบหน้าที่เน่าเปื่อยภายใต้เปลือกไข่ฉายแววไม่อยากจะเชื่อออกมาอย่างรุนแรง
"ไม่จริงน่า ค่าความเข้ากันได้มันสูงขนาดนี้เลยเหรอ? มังกรในเผ่าข้าบางตัวยังไม่เคยมีภาพนิมิตการดูดซับที่อลังการขนาดนี้เลยนะ—"
"อาจู๋น้อย ขอบใจนะ"
เสียงที่ดูสงบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความตื่นเต้นดังเข้าหูหนิงจู๋ "ในเกาะบูชายัญแห่งนี้ ในที่สุดฉันก็เจอโอกาสของตัวเองแล้วล่ะ"
เปลวไฟวิญญาณของหนิงจู๋ส่ายไปมาเบาๆ
เจอแล้วก็ดีแล้วครับ
แต่โอกาสนี้ไม่ได้มีไว้ให้จินจื่ออวิ๋นคนเดียวหรอกนะ
ไช่เสียน ซือ และเตี๋ย ต่างก็ได้รับส่วนแบ่งกันทุกคน
และส่วนแบ่งของเขาเองก็น่าตื่นเต้นไม่แพ้กันเลย
"ฟึ่บ~"
จินจื่ออวิ๋นดูดซับเลือดมังกรบริสุทธิ์เข้าไปเป็นจำนวนมาก เธอเดินไปที่มุมหนึ่งแล้วลอยตัวฝึกฝนโดยที่เท้าไม่แตะพื้นเหมือนเดิม
แสงศักดิ์สิทธิ์โชติช่วงตัดกับแสงสีเลือดที่ร้อนแรงจนปกคลุมพื้นที่แถวนั้นไปจนหมด
หนิงจู๋หลุดพ้นจากพันธนาการความกังวลใจ เขาลอยไปหยุดอยู่ที่หน้าโคมไฟรูปหัวมังกรขนาดใหญ่แต่ละใบ เปลวไฟวิญญาณสว่างไสวเหมือนคบเพลิง
โคมดวงวิญญาณมังกร!
ภาชนะพิเศษที่ใช้เก็บเศษเสี้ยววิญญาณที่หลงเหลืออยู่ของเผ่าทีเร็กซ์เขี้ยวโง้ง!
และพลังงานวิญญาณในระดับนี้ อย่างน้อยมันก็ต้องอยู่ในระดับเดียวกับศิลามนตราวิญญาณเลยล่ะ ตัวเขาที่เน้นการฝึกฝนดวงวิญญาณโดยเฉพาะ รวมไปถึงไอ้ใหญ่
เสี่ยวโยว และฮัลเลย์ ต่างก็จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากของสิ่งนี้แน่นอน!
"เข้าสู่โหมดฝึกฝนก่อนเถอะ ถ้าสามารถเลื่อนระดับขึ้นสู่สายพันธุ์เด่นช่วงปลายได้ วันตายของไอ้เขี้ยวเหยินก็คงอยู่อีกไม่ไกลแล้ว!"
หนิงจู๋ใช้กรงเล็บตะปบโคมไฟจนแตกละเอียด กลุ่มควันรูปมังกรที่ขาดแหว่งพยายามจะดิ้นหนีด้วยความหวาดกลัวต่อพลังข่มวิญญาณแต่ก็ทำได้เพียงฝันไปเท่านั้น
หนิงจู๋คว้าดวงวิญญาณนั้นไว้แน่นแล้วยัดเข้าไปในกะโหลกคริสตัล ทันใดนั้นเปลวไฟวิญญาณสีเขียวมรกตก็เดือดพล่านเหมือนน้ำที่กำลังเดือดจัดในหม้อ เสียงปุดๆ ดังระงมไม่หยุด
"อิ๊ยา~"
เสี่ยวโยวทำตามตัวอย่างทันที
ถึงแม้เธอจะไม่มีพลังข่มวิญญาณเหมือนเจ้านาย แต่เธอก็มีทักษะ 'สะกดวิญญาณ'
ไม่ว่าเศษเสี้ยววิญญาณพวกนี้ตอนมีชีวิตจะยิ่งใหญ่หรือหยิ่งยโสแค่ไหน พอตายแล้วมันก็ไม่ใช่แม้แต่ผีที่สมบูรณ์แบบด้วยซ้ำ พอมาอยู่ในมือกรงเล็บผีของเธอมันก็กลายเป็นแค่ของหวานในกำมือเท่านั้นแหละ
ในทางกลับกัน ทางด้านไอ้ใหญ่ดูจะทุลักทุเลไปหน่อย
เพื่อไม่ให้มังกรเงาหนีไปได้ ไอ้ใหญ่ถึงกับกอดโคมไฟขนาดใหญ่ไว้แน่น มันเจาะรูเล็กๆ ขนาดเท่านิ้วโป้งเอาไว้รูเดียวแล้วเอาหัวไปอุดรูนั้นไว้ เปลวไฟวิญญาณสีเขียวหมุนติ้วเหมือนใบพัดลมด้วยความเร็วสูงสุด
ทันทีที่มังกรเงาโผล่หัวออกมา มันก็จะโดนเปลวไฟวิญญาณห่อหุ้มไว้ทีละนิดและถูกย่อยสลายกลายเป็นอาหารเสริมพลังวิญญาณจนหมดเกลี้ยง
"ปี๊ดๆ!"
ฮัลเลย์ยังไม่รีบร้อนจะย่อยสลายดวงวิญญาณมังกร
นิ้วเท้าของยักษ์ทองคำกับฟันอสูรโบราณกองโตพวกนี้ ของล้ำค่าพวกนี้มันต้องเอามาประกอบรวมร่างกันก่อนเพื่อเปลี่ยนเอาอะไหล่เก่าๆ ที่เสื่อมสภาพบนตัวออกไปให้หมดสิถึงจะถูก
แฮนด์มอเตอร์ไซค์นี่นะมันแหว่งไปข้างหนึ่งแล้ว ควรจะเปลี่ยนตั้งนานแล้ว
ท่อไอเสียพ่นลมนี่ก็ขนาดเล็กไปหน่อย ขยายให้ใหญ่และยาวขึ้นอีกนิดจะแจ๋วมาก!
เสียงแตรก็ยังไม่ดังสะใจพอ ไหนๆ จะรื้อทั้งทีก็ต้องรื้อให้ครบ เพิ่มวอลลุ่มเสียงเข้าไปอีกหน่อยสิ พวกอสูรหน้าโง่ได้ยินเสียง "ตะโกน" ของมันเข้าไปจะได้เกิดอาการลังเลไม่กล้าพุ่งเข้ามาหาเรื่อง!
"อื้อ! อู้ววว!!"
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานได้เริ่มกินอาหารกันครบทุกคนแล้ว
ศพน้องสาวก็เริ่มอยู่ไม่สุข
เนื้อมังกรของฉันล่ะ?
จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่ได้กินเลยสักคำนะ!
นี่อดอยากมาหลายวันแล้วนะ ถ้าไม่พาฉันออกไปจับเหยื่อล่ะก็ ฉันจะออกไปหาเองจริงๆ ด้วยนะเว้ย!
======
หนิงจู๋เริ่มรู้สึกตัวกลับมาอีกครั้งเพราะสัมผัสได้ว่าศพน้องสาวพยายามชนประตูอย่างต่อเนื่องด้วยความอยากจะออกไปจากที่นี่ใจจะขาด
จริงด้วยสิ จัดการเรื่องไอ้ใหญ่ เสี่ยวโยว และฮัลเลย์ เรียบร้อยแล้ว
แม้แต่ศพน้องชายเองก็มีวัตถุดิบธาตุแสงที่สะสมไว้ให้ฝึกฝน
เหลือแต่ศพน้องสาวที่กินแต่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่ต้องอดอาหารมาหนึ่งสองสามสี่ห้า—เกือบจะอาทิตย์หนึ่งแล้ว
หนิงจู๋รู้สึกผิดอย่างรุนแรงในใจ
หลังจากปรึกษากับคนในทีมแล้ว เขาก็อาศัยความช่วยเหลือจากเจ้าหนูน้อยพาศพน้องสาวกลับขึ้นไปบนพื้นดินเพื่อจับลูกน้องทั้งสี่มากินแก้ขัด
ตอนนี้เนื้อมังกรน่ะยังกินไม่ได้หรอก เดี๋ยวจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นใช่ไหมล่ะ?
แต่ไอ้พวกลูกน้องทั้งสี่น่ะไม่มีปัญหา หายไปสักตัวสองตัวไม่มีอสูรตัวไหนสังเกตเห็นหรอก
หลังจากนั้นหนิงจู๋ก็พาศพน้องสาวกลับมาที่ซ่อนสมบัติเหมือนเดิม
เขาทำแบบเดิมวนเวียนไปเรื่อยๆ ทุกวันเขาจะสัมผัสได้ว่าเปลวไฟวิญญาณในกะโหลกคริสตัลมันเริ่มจะเอ่อล้นและสมบูรณ์มากขึ้นทุกที
ทว่าตัวแรกที่มีวี่แววว่าจะเลื่อนระดับกลับกลายเป็นฮัลเลย์ซะงั้น
มันยังไม่ทันได้เริ่มดูดซับดวงวิญญาณมังกรเลยนะ แค่มันนั่งงมกับอะไหล่พวกนั้นอยู่นานจนประกอบอะไหล่พื้นฐานรอบแรกเสร็จ
ระดับพลังของมันก็เริ่มสั่นคลอนและพร้อมจะพุ่งทะยานขึ้นแล้ว
"ปี๊ดๆ—"
ถ้าเป็นพวกไอ้ใหญ่ เสี่ยวโยว ศพน้องสาว หรือศพน้องชายที่เป็นลูกน้องสายตรง พวกมันจะไม่โดนกดดันด้วยระดับพลังของหนิงจู๋ ต่อให้หนิงจู๋จะเป็นแค่สายพันธุ์เด่นช่วงกลาง พวกมันก็สามารถเลื่อนขึ้นไปเป็นช่วงปลายได้สบายๆ
แต่ฮัลเลย์มันเป็นลูกน้องของลูกน้องอีกที
มันถูกผูกมัดไว้กับไอ้ใหญ่ ตราบใดที่ไอ้ใหญ่ยังไม่เลื่อนระดับเป็นช่วงปลาย มันก็จะไม่สามารถหลุดพ้นจากระดับช่วงกลางไปได้เด็ดขาด
สำหรับเรื่องนี้ ฮัลเลย์มองโลกในแง่ดีสุดๆ
ของที่กินเข้าไปแล้วยังไงมันก็ไม่หายไปไหนหรอก
ประกอบร่างต่อสิครับ! เวลาว่างก็แอบดูดวิญญาณมังกรไปด้วย!
ทิ้งรอยล้อไว้ทุกเมตรที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง!
"โฮก! โฮกโฮก!!"
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก วันนี้ศพน้องสาวส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่าง "โหยหวน" ทำเอาทุกคนตกใจกันไปหมด
หนิงจู๋ต้องหยุดการดูดซับดวงวิญญาณมังกรกลางคันแล้วรีบจ้องมองดูด้วยความสงสัย ก่อนจะพบความจริงที่น่าตกใจ
ศพน้องสาวดันตกลงไปในบ่อน้ำโลหิตมังกรเข้าให้แล้ว!
เลือดมังกรไหลทะลักเข้าหูเข้าตาจมูกและปากของเธอจนร่างกายทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยเลือดข้นคลั่ก!
ภาพที่เส้นผมยาวโชกไปด้วยเลือดและขากำลังดิ้นพ่นน้ำพะงาบๆ อยู่ในบ่อน้ำ มันดูเหมือนคนกำลังจมน้ำเปี๊ยบเลย!
เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
อยู่ดีๆ เธอจะไปป้วนเปี้ยนแถวบ่อน้ำโลหิตมังกรทำไมกัน?
แล้วด้วยพลังระเบิดของเธอ ทำไมเธอถึงหนีออกมาจากบ่อน้ำตื้นๆ แค่นั้นไม่ได้ล่ะ? มันไม่เมคเซนส์เลยสักนิด!
ไช่เสียนที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดมาตลอดพูดออกมาด้วยความมึนงงว่า
"ยัยศพสาวตัวนี้คงจะหิวอีกล่ะมั้ง เห็นนายลอยนิ่งอยู่นานเลยเดินเล่นแก้เซ็งในคลังสมบัติคนเดียว"
"ปกติเธอไม่ยอมเข้าใกล้บ่อน้ำนี่เลยนะ เพราะเธอบอกว่ามันคือ 'เลือดตาย' รสชาติไม่ดีเท่าเลือดสดๆ"
"แต่วันนี้อาจจะเบื่อจัดเลยลองไปตักเลือดมาเล่นๆ แล้ววางไว้บนฝ่ามือดู"
"ใครจะไปนึกว่าเลือดมังกรพวกนั้นจะซึมเข้าไปในฝ่ามือของเธอแล้วกระจายไปทั่วร่างกายศพทันที"
"ยัยศพสาวตกใจจนเสียหลักตกลงไปในบ่อน้ำ จากนั้นก็—กู่ไม่กลับอย่างที่เห็นนี่แหละ"
หนิงจู๋ถึงกับอ้าปากค้าง มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?
ภาพที่เห็นตรงหน้า ศพน้องสาวดูเหมือนกำลังตื่นตระหนกสุดขีด
แต่เลือดมังกรกลับไหลเข้าสู่ร่างกายของเธอเหมือนคลื่นยักษ์ และภาพนิมิตที่เกิดขึ้นมันเล็กกว่าตอนที่จินจื่ออวิ๋นดูดซับไปแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง
ต้องรู้ก่อนนะว่าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว จินจื่ออวิ๋นดูดซับเลือดมังกรไปตั้งหลายรอบแต่ก็ยังไปไม่ถึงกำแพงกั้นระหว่างระดับสองกับระดับสามเลยสักที
แต่ศพน้องสาวใช้เวลาเพียงครู่เดียว ที่หน้าอกของเธอก็เริ่มมีแสงสีทองเล็กๆ ก่อตัวขึ้นมา นี่มันสัญญาณของการเลื่อนระดับชัดๆ!
หนิงจู๋งงเป็นไก่ตาแตกไปหมดแล้ว
ตอนเลื่อนระดับครั้งที่แล้ว เสี่ยวโยวกับศพน้องสาวน่ะรั้งท้ายเพื่อนมาตลอด
แต่อยู่ดีๆ ศพน้องสาวดันแซงหน้าลูกน้องตัวอื่นไปหมด และกำลังจะทะลวงเข้าสู่สายพันธุ์เด่นช่วงปลายแล้วงั้นเหรอ?
เรื่องนี้มันเป็นไปได้ยังไงกัน?
เลือดมังกรบริสุทธิ์—หรือว่ามันจะเข้ากับศพน้องสาวได้ดีแบบสุดๆ? มันคือสุดยอดอาหารเสริมที่ซ่อนอยู่ของเธองั้นเหรอ?
"อาบ๊าอาบ๊า"
ตอนนี้ไอ้ใหญ่ก็เริ่มแสดงความเห็นของตัวเองตามสถานการณ์ได้แล้ว
ปกติศพน้องสาวน่ะจะตื่นตัวมากเวลาเจออสูรเป็นๆ ที่ยังไม่เคยชิมรสชาติมาก่อน
แต่ครั้งนี้พอเจอกับทีเร็กซ์เขี้ยวโง้ง ความอยากอาหารที่พุ่งพล่านของเธอมันดูจะเว่อร์วังเกินไปหน่อยจริงๆ
บางทีอาจจะไม่ใช่แค่เพราะเนืื้อมังกรมันเป็นของเกรดพรีเมียมอย่างเดียวหรอกมั้ง?
แต่สัญชาตญาณบางอย่างในร่างกายเธอก็กำลังบงการให้เธอทำแบบนั้นด้วยหรือเปล่า?
หนิงจู๋พยักหน้าเห็นด้วย
ถ้าจะเดาแบบนั้นมันก็พอจะมีเหตุผลอยู่
ถึงปากจะไม่ได้กินเนื้อเป็นชิ้นๆ
แต่เลือดมังกรที่เก็บไว้ในบ่อนี้คือเลือดบริสุทธิ์ซึ่งเปรียบเสมือนแก่นแท้ของเผ่ามังกรทีเร็กซ์
ไม่ว่าศพน้องสาวจะชอบรสชาติมันหรือไม่ แต่นี่คือสารอาหารระดับท็อปของระดับสองอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อเธอได้สัมผัสกับมันอย่างจริงจัง มันก็เหมือนกับการจุดชนวนระเบิด และเรื่องหลังจากนั้นมันก็อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาไปเรียบร้อยแล้ว
"ศพน้องสาว อดทนไว้นะ เลือดมังกรนี่ก็คือโอกาสของเธอนั่นแหละ!"
"ถ้าเธอแข็งแกร่งขึ้นเพราะไอ้นี่ เธอก็จะมีปัญญาไปจับทีเร็กซ์มากินได้ตามใจชอบ ยอมลำบากตอนนี้เพื่อที่จะได้อิ่มอร่อยไปตลอดชาตินะ!"
"โฮก! โฮกโฮก!!"
ทักษะประจำตัว 'บ่อโลหิตเนื้อหนัง' และ 'กระเพาะจอมตะกละ' ของเธอเริ่มทำงานแบบพาสซีฟด้วยความถี่ที่สูงมาก
เธอหยุดดิ้นแล้วนอนแผ่หลาเหมือนศพคนจมน้ำลอยเคว้งอยู่ในเลือดมังกร รูม่านตาเริ่มไร้จุดโฟกัส
รอบข้าง คลื่นเลือดหมุนวนอย่างรุนแรงโดยมีเธอเป็นจุดศูนย์กลางของพายุลูกนี้เพียงผู้เดียว
"ศพน้องสาว?"
"ศพน้องสาว??"
หนิงจู๋เริ่มใจคอไม่ดี เขาอยากให้เธอมีอนาคตที่สดใสแต่ถ้าต้องแลกมาด้วยการเสียสติหรือตายไปมันก็ไม่คุ้มกันเลย
แต่หลังจากตรวจสอบดูอย่างละเอียด หนิงจู๋ก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
ศพน้องสาวดูเหมือนจะอยู่ในสถานะพิเศษของชีวิต สติสัมปชัญญะถูกขังไว้ในร่างกายจนไม่ได้ยินเสียงภายนอกเลยสักนิด
ทุกๆ หนึ่งชั่วโมง พลังงานที่สะสมอยู่ในตัวเธอมันทำให้หนิงจู๋ถึงกับแอบทึ่งอยู่ลึกๆ
ทว่าระบบการย่อยอาหารของศพน้องสาวมันยอดเยี่ยมเกินไป
คนอื่นอาจจะรับไม่ไหวแต่สำหรับเธอน่ะมันคนละเรื่องกันเลย
สามวันต่อมา ศพน้องสาวตื่นขึ้นมาท่ามกลางแสงสีทองที่โชติช่วง พอเธอลืมตาขึ้นมาก็มีเสียงคำรามของมังกรดังออกมาจากในตัวเธอทีหนึ่ง!
เธอหลุดพ้นจากบ่อน้ำโลหิตมังกรได้อย่างง่ายดาย ขาทั้งสี่แตะพื้นและกลับมายืนทรงตัวได้เหมือนเดิม
กรงเล็บงอกยาวออกมา มันทั้งโค้งและแหลมคมผิดปกติ
ตอนที่เธออ้าปากแยกเขี้ยว เขี้ยวของเธอดันดูคล้ายกับทีเร็กซ์เขี้ยวโง้งอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว
ที่ขอบรูม่านตาสีแดงฉานนั้นมีเกล็ดมังกรสีแดงคล้ำขึ้นล้อมรอบอยู่หนึ่งวง เพิ่มความรู้สึกหยิ่งยโสในแบบที่อสูรตระกูลมังกรเท่านั้นที่จะมีออกมาแบบมองไม่เห็น
[เผ่าพันธุ์]: ศพอมตะ [ระดับวิวัฒนาการ]: สายพันธุ์เด่นช่วงปลาย [พรสวรรค์]: ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด / บ่อโลหิตเนื้อหนัง / กระเพาะจอมตะกละ / กรงเล็บเลือดออก / พละกำลังเหลือล้น / บริพารแห่งวิหารเทพกระดูก สิบเอกซอมบี้ / สายเลือดเผ่าพันธุ์มังกร [ทักษะระดับหนึ่งดาว]: คืบคลานในเงามืด (ขั้นสำเร็จ) / การเปลี่ยนเนื้อหนัง (ขั้นสำเร็จ)
[ทักษะระดับสองดาว]: กรงเล็บโลหิตคลั่ง (ขั้นสำเร็จ) / ตัดเฉือนแนวนอน (ขั้นเริ่มต้น) / เขี้ยวมังกรสังหาร (ขั้นเริ่มต้น)
พอเห็นผลลัพธ์จากการวิเคราะห์อสูร
หนิงจู๋ถึงกับยืนอึ้งไปเลย
ศพน้องสาวเดิมทีก็เป็นตัวกลายพันธุ์ในกลุ่มศพเน่าเดินได้อยู่แล้ว
พอวิวัฒนาการเป็นระดับสายพันธุ์เด่น เธอก็สร้างเส้นทางชีวิตใหม่ของตัวเองขึ้นมา
แต่แล้ว—
ดันเกิดการกลายพันธุ์ครั้งที่สองขึ้นซะงั้น?!
อสูร 'ศพอมตะ' ตัวนี้ เธอคงจะเป็นเพียงตัวเดียวในโลกที่มีอยู่ตอนนี้แน่ๆ
และในความพิเศษนั้น เธอก็ได้พรสวรรค์ 'สายเลือดเผ่าพันธุ์มังกร' เพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง
ถึงแม้ในตัวเธอจะไม่มีบารมีมังกรแผ่ออกมา แต่ดวงตา ฟัน และกรงเล็บที่เริ่มเปลี่ยนสภาพเป็นมังกรบางส่วน แค่นักอาคมโลงปีศาจที่มีตาถึงจ้องมองเพียงแวบเดียวก็จะรู้ทันทีว่าเธอไม่เหมือนพวกวิญญาณทั่วไปเลยสักนิด
"อื้อ—อู้ววว!"
เสียงของศพน้องสาวดังขึ้นกว่าเดิมมาก
หนิงจู๋ยังสังเกตเห็นอีกว่า ปกติแววตาของเธอจะดูเหม่อลอยตลอดเวลา จะมาจดจ่อจริงๆ ก็ตอนเจออาหารที่ถูกใจเท่านั้น
แต่ตอนนี้ในสถานะปกติ แววตาของเธอกลับซ่อนความเฉียบคมเหมือนมีดดาบเอาไว้ และที่สำคัญ—มีประกายแห่งสติปัญญาเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยด้วยงั้นเหรอ?
สายเลือดมังกรช่วยพัฒนาไอคิวให้ศพน้องสาวด้วยเหรอเนี่ย?!
หนิงจู๋ดีใจจัดจนลืมตัว เขาอยากจะยื่นมือไปลูบหัวศพน้องสาวเหมือนที่เคยทำบ่อยๆ
แต่ศพน้องสาวกลับงับเข้าที่มือกระดูกของเขาเต็มๆ เธอเงยหน้าขึ้นแยกเขี้ยวใส่พลางจ้องเขม็งไม่ยอมให้เขาเอามือมาแตะต้องเธอได้ง่ายๆ อีก
"เด็กดี"
หนิงจู๋พยายามจะปลอบ
ปกติเวลาได้กินเนื้อ ศพน้องสาวจะไม่ขัดขืนอะไรหรอก
แต่ตอนที่ไม่มีเนื้อกิน เธอก็จะมองเขาราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตที่ไหนก็ไม่รู้
"โฮก!"
ศพน้องสาวไม่ยอมปล่อยมือ
แถมยังเพิ่มแรงกัดเข้าไปอีก จนหนิงจู๋ได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะอย่างชัดเจน
"เริ่มจะลามปามกันใหญ่แล้วนะเธอ"
【พลังข่มวิญญาณ】ถูกเรียกใช้งานทันที
ศพน้องสาวยอมปล่อยมือ ร่างกายหมอบลงกับพื้นอย่างเชื่อฟัง แต่ในลำคอก็ยังคงส่งเสียงโฮกฮากออกมาเหมือนไม่ยอมแพ้อยู่ดี
"ความรู้สึกมันยังเหมือนกำลังเลี้ยงหมาฮัสกี้อยู่ดีแฮะ—"
"สติปัญญาที่เพิ่มมานี่มันยังไม่พอจริงๆ นั่นแหละ เมื่อไหร่เธอจะฉลาดเหมือนเด็กสี่ห้าขวบสักทีนะ—"
หนิงจู๋บ่นออกมาเบาๆ ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นไอ้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ กำลังทำท่าทางกังวลใจจัด มันเริ่มเร่งความเร็วในการดูดซับดวงวิญญาณมังกรแบบบ้าคลั่งกว่าเดิม
โดนกระตุ้นเข้าให้แล้วสินะ?
ตำแหน่งพี่ใหญ่เริ่มจะโดนสั่นคลอนเข้าแล้วไงล่ะ ถ้าไม่รีบตามศพน้องสาวให้ทันในใจมันคงจะไม่สงบสุขแน่ๆ
"หนิงจู๋ ลูกน้องของเจ้านี่มัน—โอ๊ย! จะให้ข้าพูดอะไรดีล่ะเนี่ย!"
เจ้าหนูน้อยอั้นไว้นานจนทนไม่ไหวต้องหลุดปากบ่นออกมาว่า
"แก่นแท้ของเผ่าข้าเนี่ยนะ ดันไปหลอมรวมเข้ากับไอ้ซากศพพวกนี้ได้ แถมยังช่วยให้พวกมันก้าวข้ามขีดจำกัดและเติบโตขึ้นได้อีก?"
"ในยุคของข้าน่ะ เรื่องแบบนี้มันคือเคสหายากแบบสุดขีดเลยนะ แต่พอมาอยู่ที่เจ้าทำไมมันถึงดูเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้ทุกวันแบบนี้ล่ะเนี่ย?"
[จบแล้ว]