เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33 - ธาตุแท้เริ่มโผล่

บทที่ 33 - ธาตุแท้เริ่มโผล่

บทที่ 33 - ธาตุแท้เริ่มโผล่


บทที่ 33 - ธาตุแท้เริ่มโผล่

☆☆☆☆☆

เข้าสู่ช่วงค่ำ ณ โพรงถ้ำในเขตสุสาน

ค่ายกลรวบรวมวิญญาณโครงกระดูกขนาดจิ๋วถูกจัดวางไว้ในห้องทำสมาธิและเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ

พวกวัสดุอาคมอย่างผลึกวิญญาณก็น่าจะพอลดปริมาณการจัดซื้อลงได้บ้างในช่วงนี้ จะได้ช่วยบรรเทาอาการกระเป๋าตังค์แฟบที่นับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ

คืนเดียว หนิงจู๋ดูดซับหมอกวิญญาณบริสุทธิ์และอัญเชิญทหารโครงกระดูกออกมาได้ถึงสามสิบตัวอย่างง่ายดาย

การปรากฏตัวของหน่วยรบชุดใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมสามตัว มาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปจากการเสียสละของพี่รองหมัดกระดูกและเจ๊กระโดดไกล รวมถึงปัญหาบาดเจ็บสาหัสของหน่วยรบหลักตัวอื่นๆ

นอกจากนี้ หนิงจู๋เองก็ได้ร่วมทำสมาธิเพื่อกระตุ้นการเติบโตของไฟวิญญาณไปด้วย เรียกได้ว่าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เช้าวันต่อมา

ทันทีที่หนิงจู๋ก้าวเท้าเข้าประตูห้องเรียน

สายตาแหลมคมนับสิบคู่ก็พุ่งเป้ามาที่เขา ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องแสดงความยินดีที่ดังสนั่นหวั่นไหว——

"โอ้โห ดูสิว่าใครมา?"

"นี่ไม่ใช่คุณชายหนิงจู๋เพื่อนร่วมห้องเราหรอกเหรอ? เข้าสถาบันมาแค่สัปดาห์เดียวก็บุกไปถล่มห้องทดสอบที่ยอดอัจฉริยะทิ้งไว้ได้เฉยเลย ความเร็วระดับนี้ ประสิทธิภาพขนาดนี้ บอกเลยว่าพวกเราตามไม่เห็นฝุ่นเลยจ้า~~~"

ซูเฉิงพูดยิ้มๆ พลางทำหน้าทะเล้น

เหอหลินเฟิงก็ทำตัวเป็นติ่งตามติดหนึบ พยายามซักไซ้ไล่เลียงรายละเอียดจากหนิงจู๋ไม่ยอมปล่อย

หนิงจู๋ไม่อยากคุยเรื่องนี้เท่าไหร่

แต่พอโดนตื๊อจนเริ่มรำคาญ เลยจำต้องเล่าเรื่องมอนสเตอร์ในห้องทดสอบกับเทคนิคการผ่านด่านแบบมั่วๆ ไปเพื่อให้จบเรื่องไปก่อน

ก็นะ คนดังมักจะมีภัย ส่วนหมูก็รอวันโดนเชือด

การทำลายบ้านพฤกษาโหยหวนได้เนี่ย มันคือผลงานระดับของจริง

แม้แต่เจ้าจวินกับฉู่เหวินซินยังมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนเพิ่งจะรู้จักเขาเป็นวันแรก

จนกระทั่งอาจารย์วิชากายวิภาคศาสตร์เดินเข้ามาในห้อง

เสียงระฆังดังขึ้น

ความวุ่นวายรอบตัวหนิงจู๋ถึงได้สงบลงเสียที

"กริ๊งงงง——"

พอเลิกเรียนตอนเที่ยง หนิงจู๋ก็รีบใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที

สวีหลี่ฮ่าวก็ไม่อยู่ ลำพังตัวเขาคนเดียวจะไปต้านทานความกระตือรือร้นของฝูงชนสายกล้ามพวกนี้ได้ยังไง

ไปกินข้าวดีกว่า

เรื่องปากท้องต้องมาก่อน

ยาสูบปลุกวิญญาณยังให้ผลอยู่ ทรัพยากรฟรีที่สถาบันจัดให้รายวันต้องห้ามทิ้งขว้างเด็ดขาด

"หนิงจู๋ ฉันขอท้าประลองกับนาย!"

"ในขณะที่ฉันยังติดอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสายพันธุ์ด้อย นี่คือโอกาสไม่กี่ครั้งที่พวกเราจะได้ประลองฝีมือกัน นายจะทำเป็นมองไม่เห็นจริงเหรอ?!"

ช่วงเย็น หลังจบวิชาปรุงยา

หลิ่วหงเปลี่ยนจากท่าทีสุภาพในครั้งก่อน กลายเป็นบุกจู่โจมหนิงจู๋อย่างรุนแรง เธอถึงขั้นเอาตัวเบียดเขาติดกำแพง มือขวากดผนังไว้ ส่วนขาขวาฉีกย้อนขึ้นไป 180 องศา เรียวขาที่ดูยืดหยุ่นและทรงพลังกดลงบนลำคอของหนิงจู๋ ดวงตาทั้งสองข้างลุกโชนไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้

"เอ่อ... มันโป๊แล้วนะ"

หนิงจู๋เหลือบมองข้างล่างแวบหนึ่งแล้วเตือนเบาๆ

"นั่นไม่ใช่ประเด็น!"

หลิ่วหงในชุดกางเกงขาสั้นทำเป็นหูทวนลม เธอใช้เรียวขากดลงไปหนักกว่าเดิมเพราะกลัวหนิงจู๋จะหนี

"เธอก็เริ่มโชว์สัญชาตญาณดิบออกมาแล้วเหมือนกันสินะ..."

"สมกับที่เป็นห้องเรียนสายกล้ามจริงๆ... ชื่อเสียงไม่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ"

หนิงจู๋ถอนหายใจยาวพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ พูดว่า:

"งั้นไปหาโรงฝึกแถวนี้แล้วกัน เอาแค่พอหอมปากหอมคอนะ?"

"ยอมสู้ก็พอ ที่เหลือตามใจนายเลย!"

หลิ่วหงยอมวางขาลง ใบหน้าสวยของเธอแดงระเรื่อด้วยความตื่นเต้นจัด พอเห็นว่าทรงผมของหนิงจู๋ข้างหนึ่งมันฟูยุ่งเหยิงเพราะโดนเธอแกล้ง เธอก็เลยช่วยเอามือไปขยี้อีกข้างให้มันยุ่งเท่าๆ กันซะเลย จะได้ดูไม่แปลกแยก

"เจ๊หลิ่ว พวกผมขอสมัครเข้าดูเพื่อศึกษางานด้วยคนนะครับ!"

"พี่หนิง พาผมไปด้วยคน ผมก็อยากดู!"

เหอหลินเฟิง ซูเฉิง กงเล่อโหยว... มีอย่างน้อยเจ็ดแปดคนที่แอบฟังอยู่แล้วโผล่หัวออกมาแบบหน้าด้านๆ

"ค่าเข้าพวกนายต้องจ่ายเองนะ"

หนิงจู๋มองสภาพหัวกระเซิงเหมือนรังนกของตัวเองแล้วตอบกลับแบบเซ็งๆ

"จัดไปครับพี่ ไม่มีปัญหา มาๆ พี่น้องคนละหนึ่งผงเวท เร็วๆ เข้า!"

ทุกคนช่วยกันรวบรวมผงมารได้ถุงเล็กๆ ถุงหนึ่ง แล้วออกเดินทางกันไปอย่างยิ่งใหญ่

โรงฝึกที่ใกล้ที่สุดชื่อว่า 'โรงฝึกการบูร' แม้จะเป็นโรงฝึกขนาดเล็กแต่ก็มีอุปกรณ์ครบครัน

เหอหลินเฟิงเป็นคนจ่ายค่าเช่าสถานที่

กลุ่มคนพากันกรูกันขึ้นไปยังชั้นสามของโรงฝึก

"ลุยเลย! ลุยเลย!"

"โชว์ไพ่ตายของอัจฉริยะผู้ทำลายห้องทดสอบระดับตำนานออกมาซะดีๆ นายหนีสายตาพวกเรานับสิบคู่นี้ไม่พ้นหรอก!!"

ซูเฉิงยืนเท้าเอวพลางตะโกนอย่างฮึกเหิม

ความคึกคะนองตามประสาวัยรุ่นและความซ่าแบบวัยหนุ่มมันพลุ่งพล่านสุดๆ ในตอนนี้

"ฟึ่บ!"

หลิ่วหงเปลี่ยนร่างเป็นไก่ยอดนักมวย

กรงเล็บไก่ที่เรียวยาวเหยียบลงบนพื้นหินอย่างมั่นคง

หมัดที่กำแน่นเล็งตรงมาที่หน้าของหนิงจู๋

ส่วนหัวของไก่ที่ชูเด่นสะท้อนถึงจิตวิญญาณการต่อสู้ที่รุนแรงราวกับภูเขาไฟระเบิด

หนิงจู๋เปลี่ยนร่างเป็นศิษย์ฝึกหัดวิญญาณ

โครงกระดูกร่างเล็กของเขายืนอยู่บนเวทีที่ว่างเปล่า ดูเหมือนต้นไม้โดดเดี่ยวกลางทะเลทราย

ทว่า เมื่อวงเวทย์ทรงกลมสองวงปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา และทหารโครงกระดูกสองตัวโผล่ออกมาพร้อมกัน ความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้นก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง

"อัญเชิญออกมาทีเดียวสองตัวเลยเหรอ?"

พวกที่ยืนดูอยู่ข้างล่างถึงกับหายใจติดขัด

บนเวที หลิ่วหงหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะ... พุ่งชาร์จเข้าไปทันที!

"ฟิ้ว..."

วงเวทย์วงที่สามปรากฏขึ้นตรงหน้าหนิงจู๋

ทหารโครงกระดูกตัวใหม่โผล่ออกมาอีกตัว

รวมกับสองตัวก่อนหน้านี้ ทหารโครงกระดูกทั้งสามตัวยืนเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยเว้นระยะห่างกันประมาณสิบเมตร

"กิ๊กกิ๊กก๊าก!"

ไก่ยอดนักมวยหักเลี้ยวทันควัน เธอวิ่งอ้อมเป็นครึ่งวงกลมเพื่อพยายามลอบโจมตีจากด้านข้าง

ภาพการต่อสู้ครั้งก่อนยังติดตาเธออยู่

ลูกสมุนวิญญาณของหนิงจู๋มันเยอะเกินไป ถ้ามัวแต่ไปไล่เก็บทีละตัวก็มีแต่จะเสียแรงเปล่า

ถ้าอยากจะชนะกายมารสายอัญเชิญที่เป็นพวกสายเวทย์แบบนี้ การจัดการตัวหัวหน้าคือหัวใจสำคัญ

แต่ทว่า——หนิงจู๋เหมือนจะเดาทางเธอออก!

เขาสั่งการคำเดียว ทหารโครงกระดูกทั้งสามตัวก็เคลื่อนที่ขวางหน้าเอาไว้ ปกป้องหนิงจู๋ที่อยู่ข้างหลังทันที

แต่หลิ่วหงก็สังเกตเห็นว่าพวกโครงกระดูกยืนห่างกันมากขึ้น ขอแค่เธอสามารถทำลายตัวใดตัวหนึ่งได้อย่างรุนแรง อีกสองตัวที่เหลือก็คงจะเข้ามาช่วยไม่ทัน

"หมัดหนัก! พังมันซะ!"

ไก่ยอดนักมวยถีบตัวพุ่งชกออกไปราวกับค้อนหินที่ฟาดลงบนทั่งเหล็ก พลังมหาศาลถูกรวบรวมไว้ที่หมัดอย่างยิ่งใหญ่

"อาบ้า!"

ทหารโครงกระดูกที่อยู่ตรงหน้ายกแขนขวาขึ้นมาชกสวนกลับไปทันที

วินาทีนัน หลิ่วหงรู้สึกใจสั่นไหวและหางตากระตุกขึ้นมา

ได้ยินเสียงดัง ปัง! หมัดทั้งสองปะทะกัน ภาพที่เธอจินตนาการไว้ว่าทหารโครงกระดูกจะแตกละเอียดกลับไม่เกิดขึ้นเลย

หลิ่วหงกระเด็นถอยหลังไปห้าหกเก้า ปีกขวาบวมเป่งและมีเลือดซึมออกมาที่ปลายปีก

ส่วนทหารโครงกระดูกตัวนั้นก็ถอยหลังไปห้าหกเก้าเช่นกัน แขนซ้ายหักงอและมีรอยร้าวที่กระดูกนิ้วดูน่าสยดสยอง

"เหยดดด เจ๊หลิ่วสู้กับทหารโครงกระดูกตัวเดียวเนี่ยนะถึงกับสูสีกันเลย?"

เหอหลินเฟิงที่อยู่ข้างสนามตาค้างพลางตะโกนว่ามันเป็นไปไม่ได้

เขาจ้องมองทหารโครงกระดูกตัวนั้น มันก็ดูเป็นร่างธรรมดาๆ ไม่ใช่พวกกลายพันธุ์ซะหน่อย

นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

ทหารโครงกระดูกตัวนี้มีทักษะด้วยเหรอ?

ต่อให้มีทักษะ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงที่จะสูสีกับเจ๊หลิ่ว? ทักษะ 'หมัดหนัก' ของเธอมันอยู่ในระดับเชี่ยวชาญเลยนะ!

"อาบ้า อาบ้า!"

พี่สามหมัดกระดูกที่เพิ่งอัญเชิญออกมาเมื่อวานพุ่งเข้าใส่ไก่ยอดนักมวยต่อทันที

ด้านข้างยังมีพี่รองกรงเล็บกระดูกและพี่รองตบกระดูกที่พุ่งเข้ามาล้อมกรอบเอาไว้โดยไม่ต้องสั่ง

"แคว่ก!"

ขนของไก่ยอดนักมวยถูกกระชากหลุดออกมาเป็นกระจุก เลือดพุ่งกระจาย

"ปึก!"

เสียงฝ่ามือตบลงอย่างหนักหน่วง ไก่ยอดนักมวยหลบได้หวุดหวิดแต่กลับโดนพี่สามหมัดกระดูกชกเข้าที่กลางหลังเต็มๆ

"แม่เจ้า..."

"พวกทหารโครงกระดูกสามตัวนี้มันไม่ปกติ เจ๊หลิ่วจัดการตัวไหนไม่ได้ง่ายๆ เลยสักตัว..."

ซูเฉิงและกงเล่อโหยวตะโกนโวยวายด้วยความตื่นเต้น

"ตึง!"

หลังจากสู้กันอย่างดุเดือดอยู่นานหลายนาที หัวกะโหลกของพี่สามหมัดกระดูกก็แตกกระจายและถูกทำลายไปในที่สุด

ส่วนพี่รองกรงเล็บกระดูกและพี่รองตบกระดูกก็มีรอยร้าวไปทั่วทั้งตัวและบาดเจ็บสะบักสะบอม

ทว่าหลิ่วหงเองก็หอบหายใจอย่างหนักจนถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน

หนิงจู๋ส่งโครงกระดูกทั้งสองตัวกลับไป

ไฟวิญญาณวูบไหวสองครั้ง เขาใช้อาคมอัญเชิญซ้อนสองครั้ง ทหารโครงกระดูกสี่ตัวก็มายืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ตรงหน้าเขา

หลิ่วหงที่ประจันหน้าอยู่ด้วยถึงกับรู้สึกหมดแรงอย่างบอกไม่ถูก

แม้แต่พวกคนดูข้างล่างยังกุมขมับ คิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะแก้เกมนี้ยังไง

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 33 - ธาตุแท้เริ่มโผล่

คัดลอกลิงก์แล้ว