เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 - มรดกของรุ่นพี่เซี่ยงเทียนหรง

บทที่ 30 - มรดกของรุ่นพี่เซี่ยงเทียนหรง

บทที่ 30 - มรดกของรุ่นพี่เซี่ยงเทียนหรง


บทที่ 30 - มรดกของรุ่นพี่เซี่ยงเทียนหรง

☆☆☆☆☆

ก่อนที่จะได้เรียนวิชากายวิภาคสัตว์อสูร หนิงจู๋ก็พอจะรู้อยู่แล้ว

ว่าอสูรในระดับเดียวกันนั้นมีมูลค่าที่ต่างกันลิบลำแบ

เจ้าศพกระโดด ศพคลานดิน ศพลอยลูกโป่ง หรือศพหัวตะแกรง... พวกนี้คือสัตว์อสูรสายความตายชั้นต่ำที่หาได้ทั่วไปตามป่าเขา ไม่มีค่าน่าสนใจพอให้เก็บมาทำยาหรือขาย

แต่ศพหลอดไฟนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ถ้าไม่ใช่เพราะพลังของมันข่มทางเขาแบบสุดกู่จนต้องรีบจัดการให้จบเร็วๆ โดยไม่ได้สนเรื่องการถนอมร่าง

หนิงจู๋คงพยายามหาวิธีที่จะปลิดชีพมันแบบรักษาสภาพร่างกายให้สมบูรณ์ที่สุดเพื่อเอาไปขายเก็งกำไรแน่นอน

แต่อย่างน้อย—การที่เหลือ ‘ไส้หลอดแสงสว่าง’ ไว้ให้ดูต่างหน้าก็นับว่าเป็นลาภลอยที่เกินคาดแล้ว

หนิงจู๋สลับร่างกลับเป็นมนุษย์

เขาอาศัยสวัสดิการของโลงอสูรในกายที่ช่วยเก็บของใช้ส่วนตัวได้นิดหน่อย ยัดไส้หลอดแสงสว่างใส่ลงในกระเป๋าเสื้อก่อนจะสลับร่างกลับเป็นอสูรตามเดิม

อุปสรรคชิ้นสุดท้ายถูกกำจัดไปแล้ว

รุ่นพี่ผู้ลึกลับเมื่อสิบปีก่อนครับ ขอผมดูหน่อยเถอะ

ว่าของล้ำค่าแบบไหนกันที่คุณต้องใช้แผนการรบที่สลับซับซ้อนขนาดนี้มาปกป้องไว้

“ครืนนน!!”

ที่ปลายสุดของอุโมงค์มืดมิด มีแท่นหินแกะสลักพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน

บนแท่นหินนั้นสลักชื่อไว้สามตัวอักษรว่า: เซี่ยงเทียนหรง

นอกจากชื่อแล้วยังมีตัวอักษรแถวเล็กๆ ที่ดูเรียบร้อยและสง่างามแฝงไปด้วยความรู้สึกที่สงบและนุ่มนวล—

‘แด่รุ่นน้องในอนาคต:

บ้านผีสิงเสียงหวีดสยองแห่งนี้ฉันเป็นคนออกแบบหลักและมีอาจารย์จากเซิ่นโหลวคอยให้ความช่วยเหลือ ใช้เวลาสร้างนานถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ กว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ด้วยข้อจำกัดที่วางไว้สำหรับร่างอสูรของผู้ท้าทาย การจะหวังพึ่งเรื่องธาตุข่มเพื่อผ่านด่านไปง่ายๆ นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

ฉันรู้ดีว่าสำหรับคนเพิ่งเข้าเรียนและยังอยู่แค่ระดับสายพันธุ์ด้อยช่วงต้นอย่างเธอ ด่านนี้มันยากเกินไปจริงๆ

ผู้ท้าทายต้องมีความระมัดระวังเป็นเลิศ มีไหวพริบที่เฉลียวฉลาด และต้องครอบครองทักษะที่มีความชำนาญขั้นสำเร็จขึ้นไปเท่านั้น ถึงจะมีโอกาสชนะแค่สองถึงสามส่วน

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ง่ายๆ เลยสักนิด

แต่เธอก็ทำสำเร็จแล้ว ยินดีด้วยนะ

หวังว่าเธอจะถูกใจของขวัญที่ฉันเตรียมไว้ให้ นี่คือรางวัลตอบแทนความพยายามที่เธอควรได้รับ’

หนิงจู๋มองข้ามแท่นหินไปด้านหลัง

ที่ปลายอุโมงค์มีกล่องขนาดสามสิบนิ้ววางอยู่ใบหนึ่ง มันมีที่ลากที่ยืดหดได้และด้านข้างไม่มีกุญแจล็อค รอยต่อของฝากล่องปิดสนิทจนไร้ช่องว่าง

กระเป๋าเดินทางเหรอ??

หนิงจู๋เผลอคิดเรื่องที่ดูตลกขึ้นมาแวบหนึ่ง

กล่องขนาดนี้จะซ่อนอะไรไว้ข้างในกันนะ ละอองมนตราเหรอ? หนังสือเหรอ? หรือจะเป็นแร่ธาตุหายาก?

คงไม่ใช่ว่าเปิดมาแล้วเจอศพหรอกนะ...

หนิงจู๋พยายามเชื่อใจรุ่นพี่คนสวยจึงเดินเข้าไปสำรวจอย่างละเอียด

กล่องใบนี้หนักอึ้งมากจนร่างศิษย์ซากศพยกไม่ขึ้น

แต่โชคดีที่มีล้ออยู่ข้างใต้ พอใช้ที่ลากช่วยเขาก็สามารถลากมันไปมาได้ไม่ยากนัก

“แก๊ก แก๊ก แก๊ก...”

หนิงจู๋เจอสวิตช์รูปฟันเฟืองเลยลองหมุนดูเบาๆ

ทันใดนั้น กล่องก็เปิดออกทันที

ไอเย็นยะเยือกที่เย็นเฉียบพุ่งเข้าใส่กระดูกทั่วร่าง

ภายในกล่องมีกระดูกขาที่หนาและยาวอยู่ทั้งหมดห้าท่อน ตรงตำแหน่งหัวเข่ามีผลึกทรงยาวฝังอยู่ท่อนละหนึ่งชิ้น

กระดูกพวกนั้นเริ่มขยับเองและเคลื่อนที่ออกไปล้อมรอบตัวหนิงจู๋ในแนวราบ

พอพวกมันหยุดนิ่ง ก็จัดเรียงตัวกันเป็นรูปห้าเหลี่ยมที่ดูเหมือนวงเวทอาคม

“ฟู่ ฟู่ ฟู่!”

หมอกสีดำจำนวนมหาศาลพุ่งออกมาจากผลึกแก้วเหล่านั้น หมอกเหล่านั้นไม่กระจายออกไปข้างนอกแต่กลับมารวมตัวกันอยู่ที่จุดศูนย์กลาง

เมื่อร่างกายได้สัมผัสกับหมอกสีดำ หนิงจู๋ก็รู้สึกคันยุบยิบไปทั่วทั้งร่างกระดูก เปลวไฟวิญญาณในกะโหลกราวกับได้รับเชื้อเพลิงชั้นดีจนเปลวไฟพุ่งสูงขึ้นมาอีกหนึ่งนิ้วทันที

“วงเวทรวมวิญญาณกระดูกขนาดเล็ก?!”

หนิงจู๋สัมผัสได้ถึงข้อมูลที่ถูกส่งผ่านมาทางดวงวิญญาณ

นี่คือเทคโนโลยีแบบเดียวกับการสร้างม้วนคัมภีร์ คือการฝังข้อมูลการใช้งานไว้ล่วงหน้า ตราบใดที่ของยังไม่พัง มันก็คือคู่มือการใช้งานที่สั้น กระชับ และได้ใจความที่สุด

และในตอนนั้นเอง ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น

ต้ากู่ผู้ซื่อสัตย์ยังคงทำหน้าที่เป็นองครักษ์ยืนอยู่ข้างกายหนิงจู๋ไม่ห่าง

แน่นอนว่ามันก็โดนหมอกสีดำปกคลุมไปด้วยเหมือนกัน

ในขณะที่หนิงจู๋กำลังเคลิบเคลิ้มไปกับการดูดซับพลังวิญญาณที่หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดจนรู้สึกเหมือนลอยได้

ต้ากู่กลับส่งเสียงร้อง อับบา อับบา ออกมาอย่างประหลาด บนร่างกระดูกที่ขาวเนียนของมันมีแสงสีทองจางๆ สะท้อนออกมาจนมันต้องหมุนกะโหลกไปมาด้วยความตื่นตระหนก

“เลื่อนระดับเหรอ?”

“ทำไมปุบปับขนาดนี้ล่ะ?”

ไฟวิญญาณของหนิงจู๋กระตุกวูบด้วยความตกใจ

เมื่อเห็นแสงประหลาดปรากฏบนตัวสัตว์อสูร โดยเฉพาะแสงสีทองล่ะก็ ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งเลยล่ะ

ถ้าเป็นแสงสีทองเจิดจ้าจะหมายถึงการ ‘วิวัฒนาการ’

ซึ่งนั่นคือการก้าวข้ามขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์ ทั้งรูปร่างและพลังจะเปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดด

แต่ถ้าเป็นแสงสีทองจางๆ แบบนี้ มันคือการ ‘เลื่อนระดับ’

นั่นคือการก้าวข้ามระดับย่อยในระดับชั้นเดิม รูปร่างอาจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่หวือหวาแต่พละกำลังที่เพิ่มขึ้นนั้นรุนแรงเหมือนเสียงฟ้าร้องท่ามกลางความเงียบสงบ ช่องว่างของพลังจะเห็นได้ชัดเจนมาก

“ซ่า ซ่า ซ่า~~~”

แสงสีทองปรากฏขึ้นเพียงชั่วครู่ เมื่อมันพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด ร่างกายของต้ากู่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทันที

อย่างแรกคือส่วนสูงที่พุ่งพรวดขึ้นมาจนเกือบจะถึงสองเมตร

แขนทั้งสองข้างที่ขาดหายไปเพราะใช้หมัดพลีชีพก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับงอกออกมาได้มากกว่าครึ่งทางแล้ว ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายลดลงอย่างมหาศาล

นอกจากนั้น ตั้งแต่กระดูกเชิงกรานลงไป ทั้งกระดูกโคนขา กระดูกน่อง และกระดูกเท้า ต่างก็ดูหนาและบึกบึนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ให้ความรู้สึกที่ทรงพลังสุดๆ

“อับบา?”

ต้ากู่เพิ่งจะรู้สึกตัวว่านี่ไม่ใช่การโจมตีจากศัตรูเลยไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น

มันรู้สึกได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมาก ทั้งพลัง พลังป้องกัน ความเร็ว หรือแม้แต่ความต้านทานทางจิตใจ ล้วนพัฒนาขึ้นมาอย่างสมดุล

“วิเคราะห์ข้อมูลอสูร!”

[พรสวรรค์]: ไร้ความรู้สึกเจ็บปวด / จิตวิญญาณตื่นรู้ / กระดูกแตกคืนสภาพ

[ทักษะ 1 ดาว]: หมัดพลีชีพ (ขั้นสำเร็จ) / ลูกเตะบดกระดูก (ขั้นเริ่มต้น)

พอเห็นหน้าต่างสถานะ หนิงจู๋ถึงกับมึนตึ้บไปเลยล่ะ

เขาควรจะดีใจดีไหมเนี่ย?

ปกติเวลาอสูรเลื่อนระดับย่อย การจะเข้าใจทักษะใหม่ได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความหายากของสายเลือดเป็นหลัก ยิ่งสายเลือดพิเศษเท่าไหร่โอกาสได้ทักษะก็ยิ่งสูง

ปัจจัยต่อมาคือจังหวะในการเลื่อนระดับ โดยเฉพาะพวกที่เลื่อนได้ตอนใกล้ตายหรือตอนผ่านเหตุการณ์เสี่ยงตายมาโอกาสจะได้ทักษะใหม่จะสูงลิบลิ่ว

การที่ต้ากู่เรียนรู้ทักษะใหม่ได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยแบบนี้ เป็นการพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าสายเลือดของมันนั้นยอดเยี่ยมแค่ไหน สมชื่อสายพันธุ์พิเศษจริงๆ

แต่ไอ้ ‘ลูกเตะบดกระดูก’ เนี่ย... มันบดกระดูกใครล่ะ?

อย่าบอกนะว่าจะเป็นทักษะประเภททำร้ายศัตรูหนึ่งพันทำลายตัวเองแปดร้อยเหมือนหมัดพลีชีพอีกน่ะ? นี่มันจะเกินเบอร์ไปหน่อยไหมเนี่ย

“อับบา!”

ต้ากู่เอียงคอหนึ่งทีแล้วลองเตะขาขวาขึ้นกลางอากาศหนึ่งครั้ง

─=≡Σ(((つ•̀ 3•้)๖

ท่าทางที่ดูคึกคักเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่นั้นแสดงให้เห็นว่ามันเริ่มรู้ตัวแล้วว่ามีท่าโจมตีใหม่เพิ่มมาอีกหนึ่งท่า

“พอเลย อย่าเพิ่งลองตอนนี้ เดี๋ยวแขนขาขาดหมดจะกลายเป็นหมูกระดูกไปซะก่อน”

หนิงจู๋ออกคำสั่ง และต้ากู่ก็รับคำบัญชาราวกับเป็นประกาศิตจากสวรรค์

มันกลับไปยืนตัวตรงแน่วทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดอย่างขยันขันแข็งและระมัดระวังทุกฝีก้าว

หนิงจู๋หันมาให้ความสนใจกับวงเวทรูปห้าเหลี่ยมตรงหน้าอีกครั้ง

รุ่นพี่เซี่ยงคนนี้ทิ้งของล้ำค่าไว้ให้จริงๆ...

โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ดินแดนสวรรค์ที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีพวกอักขระและวงเวทที่มนุษย์สร้างขึ้นมาด้วย

รวมถึงม้วนคัมภีร์สลักทักษะด้วยเช่นกัน

ของวิเศษพวกนี้ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากเหล่านักอาคมโลงปีศาจนั่นเอง

มักจะมีนักอาคมบางกลุ่มที่ไม่ชอบเดินตามเส้นทางปกติที่ใครๆ เขาเดินกัน

ไม่ว่าจะเป็นพวกแม่มด คนแคระ ก๊อบลิน เอลฟ์ หรือจิตวิญญาณป่า...

สัตว์อสูรบางประเภทมีพรสวรรค์เรื่องการประดิษฐ์และสร้างสรรค์มาแต่กำเนิด เมื่อมนุษย์ผนึกซากพวกมันมาเป็นร่างอสูร ก็จะสามารถสืบทอดเทคโนโลยีการสร้างขั้นสูงเหล่านั้นมาได้โดยปริยาย

วงเวทรวมวิญญาณกระดูกขนาดเล็กใบนี้ถือเป็นอุปกรณ์เสริมชั้นยอดสำหรับการฝึกฝน

ไม่ว่าจะเป็นกระดูกขาทั้งห้าท่อนหรือผลึกที่ฝังอยู่ ต่างก็เป็นวัตถุดิบอสูรระดับสองที่อัดแน่นไปด้วยพลังวิญญาณที่เหมาะกับพวกซากศพอย่างมหาศาล

หนิงจู๋แค่ต้องหาสถานที่ที่มืดหน่อยแล้ววางวงเวทนี้ลงไป

จากนั้นก็สลับร่างเป็นศิษย์ซากศพเพื่อดูดซับหมอกสีดำเหล่านั้น

ความเร็วในการเจริญเติบโตของเขาก็จะพุ่งทะยานไปไกลกว่าปกติหลายเท่า

เมื่อครู่ต้ากู่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว

มันน่าจะใกล้เลื่อนระดับเป็นช่วงกลางอยู่แล้วล่ะขาดแค่จังหวะสำคัญเท่านั้น

แต่ถ้าไม่มีตัวช่วย จังหวะที่ว่านี้อาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่วันหรืออาจจะลากยาวไปเป็นเดือนก็ได้

แต่พอได้วงเวทนี้มาช่วย จังหวะที่รอคอยก็มาถึงเร็วขึ้นจนสามารถพังกำแพงระดับย่อยลงได้ในครั้งเดียว

“ในแง่หนึ่ง จนกว่าพลังงานข้างในจะหมดลง นี่มันก็คือการสร้างดินแดนสวรรค์ขนาดย่อมขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์สินะ?”

“แถมมันยังเคลื่อนย้ายได้ตามใจชอบอีกด้วย อำนาจทุกอย่างอยู่ในมือเราชัดๆ...”

หนิงจู๋พยายามเก็บกดความตื่นเต้นไว้ในใจ

ถึงเวลาต้องจากไปแล้ว

เมื่อผู้ท้าทายผ่านด่านได้สำเร็จ เรือนทดสอบแห่งนี้ก็จะเริ่มพังทลายและหายไป

...

โลกภายนอก ท่ามกลางป่าทึบที่มืดสลัว

“ได้ยินข่าวมาว่า เถียนชุนจากห้องโจ้วจินห้องหนึ่ง มุดเข้าบ้านผีสิงไปสามรอบแล้วแต่ก็ยังแพ้กลับมาใช่ไหม?”

“แล้วจู่ๆ ก็มีไอ้หนุ่มที่ไหนไม่รู้โผล่มา มุดเข้าไปข้างในจนป่านนี้ยังไม่ยอมออกมาเลยล่ะ?”

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 30 - มรดกของรุ่นพี่เซี่ยงเทียนหรง

คัดลอกลิงก์แล้ว