- หน้าแรก
- วิหารเทพกระดูก
- บทที่ 12 - โรงอาหารใบเมเปิล
บทที่ 12 - โรงอาหารใบเมเปิล
บทที่ 12 - โรงอาหารใบเมเปิล
บทที่ 12 - โรงอาหารใบเมเปิล
☆☆☆☆☆
ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึงโรงอาหารใบเมเปิล
ที่เซิ่นโหลวมีโรงอาหารทั้งหมดสิบแปดแห่งกระจายอยู่ทั่วทุกทิศทาง
โรงอาหารใบเมเปิลตั้งอยู่ใกล้กับสนามฝึกเมื่อครู่ที่สุด สวี่หลีเฮ่าที่หิวจนไส้จะกิ่วเลยถือคติใกล้ที่ไหนกินที่นั่นจึงพาหนิงจู๋เดินผ่านประตูเข้าไป
“ติ๊ด กรุณารูดบัตรด้วยค่ะ”
“ตรวจสอบเรียบร้อย กรุณาใช้บริการที่ชั้นสี่และชั้นห้า ระหว่างรับประทานอาหารห้ามหวงของกิน ห้ามแย่งชิงอาหาร ห้ามขับถ่าย ห้ามทะเลาะวิวาท... การกระทำที่ไร้วัฒนธรรมทั้งหมดอาจจะถูกลงโทษโดยหน่วยวินัยได้...”
เสียงบันทึกที่ฟังดูก็รู้ว่าเป็นเสียงนักเรียนดังสะท้อนอยู่ที่ช่องทางเข้า
สวี่หลีเฮ่าฟังจนชินแล้วแต่หนิงจู๋ยังรู้สึกแปลกใหม่จึงกวาดสายตามองดูความหรูหราของชั้นหนึ่งในโรงอาหาร
โครตจะคึกคักเลย!
มีแต่คนเต็มไปหมด!
เหล่านักเรียนสวมเสื้อผ้าดูดีนั่งล้อมโต๊ะที่มีอาหารเลิศรสวางอยู่
อาหารนานาชนิดสีสันสดใสจัดวางในจานหยกส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่มีทั้งคนที่ค่อยๆ เคี้ยวละเมียดชิมรสชาติและคนที่โซ้ยเอาๆ อย่างหิวโหย ทุกคนดูมีความสุขกับการกินมากจริงๆ
แต่พอเดินขึ้นมาถึงชั้นสอง บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ที่นี่ไม่มีโต๊ะอาหารเลยแม้แต่ตัวเดียว ทั้งชั้นถูกแบ่งออกเป็นห้องเล็กๆ ที่มีผนังหลากสีสัน
บางห้องปลูกต้นไม้ดอกไม้ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอดออกมาตามซอกประตู พอมองผ่านหน้าต่างบานเล็กเข้าไปก็จะเห็นพวกผีเสื้อน้ำหวาน ผีเสื้อขอเหล็ก ผีเสื้อซน... เกาะอยู่บนเกสรดอกไม้เงียบๆ เหมือนภาพวาด
บางห้องเป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาที่มีชิ้นเนื้อวางระเกะระกะอยู่บนพื้น ชิ้นเนื้อพวกนั้นยังมีเลือดสดๆ ติดอยู่ดูเหมือนเพิ่งจะถูกเชือดมาใหม่ๆ มีสุนัขสีดำตัวหนึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาแทะเนื้ออย่างเอร็ดอร่อยพลางกระดิกหางไปมาอย่างมีความสุข
ยังมีบางห้องที่มีสระน้ำ มีหมูหอมลายวัวนอนแช่อยู่ในน้ำนมที่หอมหวานส่งเสียงกรนอย่างสบายอุรา...
สิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือนักเรียนนั่นเอง หลังจากที่พวกเขากินอาหารในร่างมนุษย์เสร็จที่ชั้นหนึ่งก็จะขึ้นมาที่ชั้นสองเพื่อสลับร่างเป็นร่างอสูรแล้วกินมื้อที่สองต่อ
นี่คือเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากของเหล่านักอาคมโลงปีศาจ
เพราะต้องให้อิ่มทั้งสองร่าง ถ้าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ระดับพลังก็จะไม่พัฒนาเลย
“ชั้นสามจะเป็นห้องรับรองส่วนตัวขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับคนที่มากันห้าคนขึ้นไป เราขึ้นไปชั้นสี่กันเลยดีกว่า”
สวี่หลีเฮ่าพาหนิงจู๋เดินไปพลางแนะนำอย่างกระตือรือร้น
“อาจุ๋ เธอสังเกตไหมว่ายิ่งขึ้นไปชั้นสูงๆ พื้นที่ชั้นเท่าเดิมแต่คนกินข้าวน้อยลงตั้งเยอะ?”
“นั่นเพราะตั้งแต่ชั้นสี่ขึ้นไป มีแค่คนจากห้องโจวจินเท่านั้นที่เข้าใช้บริการได้”
“คุณภาพอาหารของเราไม่เหมือนกับห้องเยี่ยอิ๋นหรอกนะ พวกเราที่มีพรสวรรค์สูงกว่าจะเติบโตได้ไวกว่าในระดับเดียวกัน เพราะงั้นต้องคู่กับอาหารที่มีสารอาหารมากกว่า จะมางกเรื่องของกินไม่ได้เด็ดขาด”
พูดจบทั้งคู่ก็มาถึงชั้นสี่และเดินเข้าสู่ห้องโถงพอดี
สวี่หลีเฮ่าชี้ไปทางตู้แช่ที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรสนานาชนิด
“หยิบได้ตามสบายเลย ขอแค่คุมให้มีของเหลือไม่เกินสิบเปอร์เซ็นต์ก็พอกินฟรีหมดทุกอย่าง”
“รวมถึงชั้นห้าที่เราจะขึ้นไปต่อด้วยนะ ขอแค่เป็นอาหารที่วางอยู่ในตู้หรือในเข่ง ไม่แอบพกออกจากโรงอาหารและไม่กินทิ้งกินขว้างจนเกินไป ก็หยิบกินได้ไม่อั้นเลย”
“หรูหราเกินไปแล้ว” หนิงจู๋อุทานออกมาจากใจจริง
“ก็จริงนั่นแหละ แต่นี่คือหนึ่งในความป๋าของเซิ่นโหลวเลยนะ”
สวี่หลีเฮ่าหัวเราะอย่างภูมิใจ “ตราบใดที่ได้เข้าเรียนที่นี่ ตามระดับพรสวรรค์ของแต่ละคน วัตถุดิบพื้นฐานในระดับนั้นๆ จะฟรีหมดเลย”
“สำหรับ ‘จอมเขมือบ’ อย่างฉันเนี่ยนะ อย่าว่าแต่ต่อเดือนเลย แค่ต่อวันก็ประหยัดละอองมนตราไปได้ตั้งเยอะ ถ้าไม่ได้เซิ่นโหลวเลี้ยงไว้ ตอนนั้นฉันก็คงไม่กล้าใช้ช้างน้อยเป็นร่างอสูรหรอก ขืนทำแบบนั้นคงได้อดตายแน่นอน”
หนิงจู๋พยักหน้าเห็นด้วยพลางเลือกหยิบอาหารไปด้วย
มีทั้งข้าวดำทอง ซี่โครงหมาป่าหิมะ ไส้กรอกวัวแดง ปีกไก่ดิน...
ถ้าไม่ใช่พืชสมุนไพรที่มีพลังมนตราเจือปน
ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายสัตว์อสูรระดับสายพันธุ์ด้อย
พอตักเข้าปาก รสชาติความอร่อยก็กระจายไปทั่วลิ้น รู้ตัวอีกทีอาหารในถาดก็เกลี้ยงท้องก็เริ่มป่องออกมานิดๆ
“ฟินสุดๆ”
สวี่หลีเฮ่าเช็ดคราบน้ำมันที่มุมปากแล้วเรอออกมาดังสนั่นก่อนจะลุกขึ้นเดินไปทางบันได
“ต่อไปก็ถึงคราวเลี้ยงร่างอสูรละ”
“เดี๋ยวเราไปหยิบอาหารฟรีมาตุนไว้ก่อน แล้วค่อยเอาเงินที่เพิ่งได้มาไปสั่งเมนูพิเศษกินกัน”
หนิงจู๋เดินขึ้นไปที่ชั้นห้า
ที่นี่ต่างจากชั้นสี่ตรงที่ตู้เก็บอาหารสูงถึงห้าเมตร เนื้อสัตว์มีทั้งแบบที่แล่เป็นชิ้นๆ หรือหั่นเป็นก้อนโตๆ ไม่ได้ผ่านการปรุงที่ยุ่งยากเพื่อคงรสชาติธรรมชาติดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด
พวกพืชผักก็มีหลากหลายประเภท ทั้งราก ใบ กิ่ง ดอก เปลือกไม้ หญ้า ผลไม้... วางกองสุมกันอยู่ในเข่งเป็นแถวๆ ดูอลังการมาก
“ขอประเดิมก่อนละกันนะ”
สวี่หลีเฮ่าสลับร่างเป็นช้างน้อย ใช้ม้วนงวงหยิบใบไม้เข้าปากกินเอาๆ อย่างหิวโหย
ร่างอสูรของเขาส่วนใหญ่จะกินมังสวิรัติ
ของโปรดของเขาก็คือใบอ่อนของพืชสมุนไพรมนตราที่เพิ่งจะแตกยอดใหม่ รวมถึงผลไม้อย่างแตงสีเลือด กล้วยงูเหลือง เบอร์รี่เขียว ยิ่งหวานเท่าไหร่ยิ่งน้ำเยอะเท่าไหร่เขาก็ยิ่งชอบมากเท่านั้น
หนิงจู๋ยืนมองดูอยู่ข้างๆ แค่ไม่กี่นาทีใบไม้ในเข่งก็ถูกสวี่หลีเฮ่าจัดการเรียบ
แต่นี่เป็นแค่เมนูเรียกน้ำย่อยเท่านั้น กว่าเขาจะอิ่มจริงๆ ต้องกินอย่างน้อยยี่สิบเข่ง ปริมาณอาหารทั้งหมดคงไม่ต่ำกว่าสองร้อยกิโลกรัม สมกับฉายาจอมเขมือบจริงๆ
[พรสวรรค์]: แข็งแรงทรงพลัง / หนังหนาพิเศษ
“สมกับเป็นช้างจริงๆ ถ้าผ่านพ้นช่วงเด็กไปได้เมื่อไหร่ ต้องกลายเป็นสัตว์ร้ายขนาดยักษ์ที่ใครเห็นก็ต้องเผ่นแน่ๆ”
หนิงจู๋ตรวจสอบเสร็จก็ลองถามดูว่า
“เจ้าหลีเฮ่า ก่อนจะสิ้นเดือนนี้ มั่นใจไหมว่าจะเลื่อนระดับไปช่วงกลางได้น่ะ?”
“สิ้นเดือนเหรอ? ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดกลางเดือนก็น่าจะไหวแล้วนะ!”
สวี่หลีเฮ่าคุยไปกินไป การสื่อสารทางวิญญาณเหมาะมากกับสภาพในตอนนี้ เขาตอบกลับอย่างกระตือรือร้นว่า
“เธอเองก็ต้องรีบหน่อยนะ!”
“ร่างอสูรสายซากศพที่หายาก ต่อให้จะเก่งกว่าในระดับเดียวกัน แต่ถ้าหลิวหงกับพวกนั้นเลื่อนระดับไปช่วงกลางเมื่อไหร่ เธอจะสู้เขาไม่ได้เอาได้นะ”
“โดยเฉพาะพวกเราที่เริ่มฝึกมาก่อนแถมยังมีพรสวรรค์ระดับดินเป็นพื้นฐาน ถ้าเธออยากจะไล่ตามให้ทัน นอกจากจะต้องขยันกว่าเดิมแล้ว ก็ต้องใช้ทรัพยากรราคาแพงมาช่วยเสริมเท่านั้นแหละ”
“ฉันว่าเธอน่าจะไปหาพี่เมฆให้ช่วยนะ ด้วยความสัมพันธ์ของพวกเธอแถมตอนนี้เธอก็มีความสามารถระดับนั้นแล้ว ละอองมนตราแค่ไม่กี่ร้อยก้อนต่อเดือนสำหรับเธอมันจิ๊บจ๊อยมาก”
“ไม่เอาหรอก ฉันติดค้างพี่เขามาเยอะพอแล้ว”
“ครั้งแรกครั้งที่สองพอว่า แต่ครั้งที่สามนี่ไม่ไหวจริงๆ”
หนิงจู๋ส่ายหัวพลางพูดช้าๆ ว่า
“ตอนนี้ฉันเป็นนักอาคมโลงปีศาจแล้ว ฉันหาเงินเองได้”
“บวกกับเงินเก็บที่มีอยู่ เรื่องทรัพยากรก็ยังไม่ถึงขั้นจะอดตายหรอกน่า”
“เอาเถอะ ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้วฉันก็ไม่ว่าอะไร”
“งั้นฉันพอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวพาไปหาอาหารสำหรับพวกซากศพละกัน พวกอาหารที่เกี่ยวกับวิญญาณมันเก็บรักษายากหน่อย ถ้าในโซนทั่วไปไม่มีก็ต้องไปที่ช่องบริการพิเศษ... ช่างเถอะ ไปช่องบริการพิเศษเลยดีกว่า ประหยัดเวลาดี”
...
ชั้นห้า ช่องบริการพิเศษ
หนิงจู๋สอบถามเจ้าหน้าที่เรื่องวัตถุดิบสายความตาย ในรายการที่เขายื่นมาให้มีทั้งเนื้อเน่า กระดูกสัตว์ เลือดสัตว์... ปริมาณเยอะแยะอิ่มแน่นอน
แต่วัตถุดิบสายวิญญาณมีค่อนข้างจำกัด
และที่เหมาะกับศิษย์ซากศพยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่
ไม่นานนัก หนิงจู๋ก็ได้พืชที่มีรูปร่างเหมือนต้นข้าวฟ่างมาหนึ่งกำมือ เจ้าหน้าที่บดมันให้เป็นผงต่อหน้าเขาแล้วบรรจุใส่กล่องยื่นส่งมาให้
“ยาสูบเดือดวิญญาณ พอจุดไฟแล้วสูดเอาละอองในควันเข้าไป จะช่วยปรับสภาพวิญญาณและเพิ่มพลังจิตวิญญาณได้...”
“สมุนไพรนี้เหมาะกับร่างอสูรสายเวทมนตร์ โดยเฉพาะพวกที่ไม่มีเลือดเนื้อหรือพวกผีจะดีที่สุด ส่วนพวกซากศพก็ใช้ได้ทั่วไป...”
[จบแล้ว]