- หน้าแรก
- ศิษย์ข้า ถึงเวลาออกจากคุกไปล้างแค้นแล้ว
- บทที่ 55 - พี่ครับ... ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ!
บทที่ 55 - พี่ครับ... ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ!
บทที่ 55 - พี่ครับ... ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ!
บทที่ 55 - พี่ครับ... ผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ!
☆☆☆☆☆
ตอนแรกหลี่เป่าชางยังกังวลอยู่เลยว่าตัวเองจะจัดการจูเยว่ได้ไหม แต่พอเห็นพี่หวังโดนข่มจนเผ่นแน่บไปแบบนั้น เขาก็ปักใจเชื่อทันทีว่าสาวงามคนนี้ต้องตกเป็นของเขาแน่ๆ
ถึงคำพูดของเขาจะยังไม่จบดีแต่จูเยว่ที่เป็นผู้ใหญ่แล้วย่อมมองออกว่าไอ้หมอนี่กำลังคิดเรื่องสกปรกอะไรอยู่
จูเยว่รีบหันไปมองฉู่ยวิ๋นเทียนด้วยความหวาดหวั่น ในที่แห่งนี้มีเพียงฉู่ยวิ๋นเทียนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของเธอ
"พี่หลี่คะ"
ยัยเหอเดินนวยนาดเข้ามาพลางพูดจาจิกกัด "ดูแม่สาวน้อยคนนี้สิคะ ตอนนี้ในสายตาเธอจะมีพี่อยู่ได้ยังไงล่ะ ในเมื่อเธอมีพี่ชายที่แสนดีอยู่ข้างๆ ทั้งคนแบบนี้"
ยัยเหอที่ทำงานในบาร์มานานผ่านโลกมาเยอะย่อมมองออกว่าบรรยากาศระหว่างสองคนนี้มันไม่ปกติ
ถึงฉู่ยวิ๋นเทียนจะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับน้องสาวแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจูเยว่จะไม่ได้คิดนี่นา
ยิ่งทั้งคู่เรียกกันว่าพี่ชายกับน้องสาวทั้งที่ไม่ได้มีสายเลือดเดียวกันเลยสักนิด มันยิ่งชวนให้คิดลึกเข้าไปใหญ่
พอโดนกระตุ้นเข้าหน่อยหลี่เป่าชางก็เริ่มของขึ้น
"ดีจริงๆ นะจูเยว่ ที่แท้เธอก็หลอกใช้ฉันมาตลอดเลยงั้นเหรอ!"
เมื่อความจริงปรากฏหลี่เป่าชางก็ขี้เกียจจะเล่นบทสุภาพบุรุษจอมปลอมอีกต่อไป เขาเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาทันที "วันนี้เธอจะยอมตกลงดีๆ หรือจะให้ฉันบังคับก็ตามใจ แต่ยังไงเธอก็ต้องเป็นของฉัน!"
สิ้นคำพูดของเขาพวกสมุนที่อยู่ในบาร์ก็กรูเข้ามาล้อมจูเยว่ไว้ทันทีเพื่อกดดันให้เธอยอมจำนน
จูเยว่ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวพลางพยายามอธิบาย "พี่หลี่คะ พี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ หนูขอบคุณพี่จริงๆ ที่ช่วยดูแลหนูมาตลอด พี่เป็นเหมือนพี่ชายแท้ๆ ที่หนูเคารพรักนะคะ"
คำอธิบายของเธอกลับยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก หลี่เป่าชางแค่นหัวเราะ "ฉันไม่อยากเป็นพี่ชายของเธอโว้ย!"
"ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง งั้นพวกแกไปลากตัวไอ้เด็กนี่ไปขังไว้ที่ห้องใต้ดินซะ ตราบใดที่จูเยว่ยังไม่ยอมตกลงก็อย่าหวังว่ามันจะได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก!"
เห็นพวกนักเลงกรูกันเข้ามาหาตัวเองฉู่ยวิ๋นเทียนก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น
ตอนแรกเขาตั้งใจจะปล่อยหลี่เป่าชางไปเพราะเห็นแก่ที่เคยดูแลน้องสาวเขามาบ้าง แต่ในเมื่อกล้าใช้วิธีต่ำช้าแบบนี้เขาก็คงจะนิ่งดูดายต่อไปไม่ได้แล้ว
ในขณะที่หลี่เป่าชางกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องเตรียมดูเรื่องสนุก จู่ๆ ฉู่ยวิ๋นเทียนก็ขยับตัววูบหนึ่ง
ความเร็วของเขามันเหนือระดับที่คนธรรมดาจะมองทัน พริบตาเดียวก็มีเงาดำร่างหนึ่งกระเด็นพุ่งตรงมาทางหลี่เป่าชางจนเขาต้องรีบกระโดดหลบจัลละหวั่น
ตอนแรกเขานึกว่าเป็นฉู่ยวิ๋นเทียนที่โดนซัดออกมาแต่พอเพ่งมองดีๆ กลับกลายเป็นลูกน้องของเขาเองที่นอนกองอยู่บนพื้น
หลี่เป่าชางเริ่มรู้สึกเย็นสันหลังวาบ สัญชาตญาณบอกเขาว่าชายหนุ่มที่ดูเรียบง่ายคนนี้ไม่ใช่คนที่จะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ เสียแล้ว
แต่ฉู่ยวิ๋นเทียนไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิดนาน เพียงพริบตาเดียวเขาก็ซัดพวกนักเลงที่เหลือจนร่วงไปกองกับพื้นแทบทั้งหมด
นี่มันพลังการต่อสู้ระดับไหนกันแน่เนี่ย?
และที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือฉู่ยวิ๋นเทียนใช้มือเพียงข้างเดียวจัดการพวกมัน ส่วนอีกข้างกลับเอื้อมไปปิดตาจูเยว่ไว้อย่างอ่อนโยนเพราะไม่อยากให้เธอต้องเห็นภาพความรุนแรง
การจัดการนักเลงนับสิบด้วยมือเพียงข้างเดียวแถมยังทำได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องที่คนปกติจะทำได้เลย
หลี่เป่าชางถึงกับอ้าปากค้างพลางคิดในใจว่าแม้แต่ยอดฝีมือระดับตระกูลใหญ่ก็อาจจะยังสู้ชายคนนี้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ฉู่ยวิ๋นเทียนค่อยๆ ลดมือลงจากตาของจูเยว่ก่อนจะหันไปถามหลี่เป่าชางด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
"จนถึงตอนนี้ แกยังคิดว่าพวกพี่หวังมันหนีไปเพราะกลัวแกอยู่อีกเหรอ?"
คำถามนี้ทำเอาหัวใจหลี่เป่าชางแทบหยุดเต้น เขาเพิ่งจะตาสว่างในวินาทีนี้เอง
มิน่าล่ะที่พี่หวังถึงได้เผ่นป่าราบขนาดนั้น ที่แท้เบื้องหลังของจูเยว่มีปีศาจระดับนี้คุ้มครองอยู่นี่เอง
หลี่เป่าชางตัวสั่นงันงกเหงื่อกาฬไหลท่วมหน้าปานอาบน้ำ เขาหวาดกลัวจนแทบจะฉี่ราดเพราะกลัวว่าฉู่ยวิ๋นเทียนจะปลิดชีวิตเขาไปเดี๋ยวนั้น
"พี่ครับ... ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษจริงๆ ครับพี่!"
ฉู่ยวิ๋นเทียนมองดูสภาพที่ดูไม่ได้ของเขาแล้วกระตุกยิ้มมุมปาก
"จูเยว่คือน้องสาวของฉัน ใครกล้าแตะต้องเธอก็เท่ากับมาท้าทายฉัน ต่อไปนี้ก็หัดดูแลตัวเองให้ดีๆ ล่ะ ถ้าเกิดน้องสาวฉันเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายก้อยในที่ของแก ฉันจะกลับมาพังบาร์นี้ให้พินาศแล้วหักขาแกไปนอนเป็นเพื่อนไอ้พี่หวังนั่นซะ"
หลี่เป่าชางถึงกับแข้งขาอ่อนแรงจนทรงตัวไม่อยู่
เขาเพิ่งรู้ความลับสุดยอดว่าคนที่ซัดพี่หวังจนพิการก็คือชายคนนี้เอง
ในเมื่อระดับพี่หวังยังร่วง แล้วคนอย่างเขาจะไปเหลืออะไร หลี่เป่าชางรีบทรุดตัวลงกราบแทบเท้าฉู่ยวิ๋นเทียนทันที
"พี่ครับผมสำนึกผิดแล้วจริงๆ ที่ผ่านมาผมก็ดูแลคุณหนูจูเยว่เป็นอย่างดีนะพี่ ผมยังเพิ่งจะจ่ายโบนัสให้เธอไปเอง"
"ผมสัญญาครับว่าต่อไปจะไม่มีวันคิดไม่ซื่อกับคุณหนูจูเยว่อีกเลย พี่ปล่อยผมไปเถอะนะครับ!"
พูดไปเขาก็ลงมือตบหน้าตัวเองรัวๆ เพื่อแสดงความจริงใจ
เขาพยายามตบให้ดังที่สุดเพราะกลัวว่าถ้าท่านเทพตรงหน้าไม่พอใจจนลงมือเองล่ะก็หน้าเขาคงพังพินาศยิ่งกว่านี้แน่
เผลอๆ อาจจะถึงขั้นหัวหลุดออกจากบ่าเลยก็ได้
"พอได้แล้ว"
ฉู่ยวิ๋นเทียนมองดูการอ้อนวอนอยู่พักใหญ่จนเริ่มรู้สึกเบื่อเลยสะบัดมือให้หยุด
"ลุกขึ้นซะ เห็นแก่ที่แกยังพอมีส่วนดีที่ช่วยดูแลน้องสาวฉันบ้าง ครั้งนี้ฉันจะยอมปล่อยไปก่อน"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนเสียงสวรรค์ หลี่เป่าชางรีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นพลางพ่นคำประจบสอพลอออกมาไม่หยุดปาก
ฉู่ยวิ๋นเทียนหันไปตบไหล่จูเยว่ที่ยังยืนอึ้งอยู่เบาๆ "ไปกันเถอะ ที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับผู้หญิงดีๆ อย่างเธอ ต่อไปไม่ต้องมาทำงานพาร์ทไทม์ที่นี่แล้วล่ะ"
"ตอนนี้พี่มีเงินพอที่จะเลี้ยงดูเธอและน้าเฉินได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องมาลำบากทำเรื่องพวกนี้อีกแล้ว"
"ค่ะพี่!"
เพียงไม่กี่ชั่วโมงจูเยว่ก็ละทิ้งความโกรธแค้นในอดีตไปจนหมดสิ้น เธอกลับมาทำตัวน่ารักสดใสเดินตามหลังฉู่ยวิ๋นเทียนเหมือนตอนเด็กๆ อีกครั้ง
หลังจากสองพี่น้องเดินลับสายตาไปหลี่เป่าชางก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก
ในที่สุดก็ส่งมัจจุราชไปได้เสียที ตอนนี้เสื้อเชิ้ตของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อจนแนบไปกับตัว
ยัยเหอที่ยังไม่รู้ความร้ายกาจเดินเข้ามาใกล้พลางเสนอแนะ "พี่หลี่คะ ถึงเขาจะเก่งแค่ไหนเขาก็มาคนเดียวนะคะ สองมือหรือจะสู้สิบมือได้ พี่ลองเรียกพวกพี่น้องมาลุยมันพร้อมกันเลยดีไหมคะ หนูไม่เชื่อหรอกว่าพวกเราจะจัดการมันไม่ได้"
หลี่เป่าชางที่กำลังอารมณ์บูดอยู่แล้วพอได้ยินคำแนะนำโง่ๆ แบบนั้นก็ฟิวส์ขาดทันที
เขาวาดมือตบหน้ายัยเหอเข้าฉาดใหญ่จนเธอกระเด็นไปตามแรงตบ รอยนิ้วมือแดงก่ำปรากฏบนใบหน้าที่พอกเครื่องสำอางไว้หนาเตอะ
"นี่แกอยากให้ฉันตายเร็วขึ้นหรือไงวะ!"
[จบแล้ว]