- หน้าแรก
- ฆ่าผู้ข้ามมิติทั้งที ขอขโมยระบบมาเป็นราชันย์องครักษ์เสื้อแพร
- บทที่ 110 - บัญชาแม่ทัพ!
บทที่ 110 - บัญชาแม่ทัพ!
บทที่ 110 - บัญชาแม่ทัพ!
บทที่ 110 - บัญชาแม่ทัพ!
"ยุคหยวนหมิงมีขึ้นเพื่อรำลึกถึงบุคคลนามว่า หยวนหมิง บุรุษผู้นี้เป็นแบบอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จในบั้นปลาย แม้ครึ่งชีวิตแรกจะพบเจอแต่อุปสรรคขวากหนาม แทบไม่มีผลงานใดเป็นชิ้นเป็นอัน แต่เขาก็ไม่เคยละทิ้งความเพียรพยายามในการฝึกฝนวิชาค่ายกล ในที่สุดวันหนึ่งก็บรรลุธรรม ระดับความรู้ด้านค่ายกลพุ่งทะยานไม่หยุดยั้ง! และเมื่อกำแพงเมืองชั้นนอกของเมืองหลวงถูกตีแตก เขาก็ใช้กำลังเพียงลำพังกับค่ายกลหนึ่งชุด ต้านทานการบุกโจมตีอย่างหนักหน่วงของกองทัพศัตรูระดับหัวกะทินับแสนนายไว้ที่กำแพงเมืองชั้นใน จนกระทั่งกองทัพหนุนเดินทางมาถึง! ด้วยเหตุนี้ ราชวงศ์ต้าเซิ่งจึงรอดพ้นจากวิกฤตการสิ้นชาติ และดำรงอยู่สืบต่อมาได้! แต่หยวนหมิงกลับต้องสละชีพ วิญญาณแตกสลายตายคาที่ เพราะใช้เลือดเนื้อและวิญญาณสังเวยเพื่อควบคุมค่ายกลยักษ์! นับแต่นั้นมา ราชวงศ์ต้าเซิ่งจึงมีเทศกาลเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเทศกาล นั่นคือ เทศกาลหยวนหมิง จุดประสงค์ของเทศกาลนี้ก็เพื่อรำลึกถึงหยวนหมิง และกระตุ้นเตือนลูกหลานให้มีความหวัง และกล้าที่จะต่อสู้ลิขิตฟ้า!"
"ติ๊ง! ระบบต้นกำเนิดอัปเดตเสร็จสมบูรณ์!"
"ติ๊ง! ภารกิจสถานการณ์ถูกสร้างขึ้น กรุณาตรวจสอบ"
"ภารกิจสถานการณ์: สร้างชื่อในงานบทกวี ชื่อเสียงอันไร้เทียมทานของโฮสต์ จะยอมให้มัวหมองในด้านบทกวีได้อย่างไร?
ตัวเลือกที่ 1: ขุนเขาสูงตระหง่าน · หยิบยืมผลงานผู้อื่น รางวัล: ตัวละคร · เตียวสิ้ว, ยาเลื่อนระดับ 3 เม็ด, การ์ดบรรลุธรรมระดับปฐพี 10 ใบ, การ์ดบรรลุธรรมระดับลึกลับ 50 ใบ
ตัวเลือกที่ 2: ยอมสิโรราบ · ประพันธ์สด รางวัล: ตัวละคร · ฮองตง, ยาเลื่อนระดับ 5 เม็ด, การ์ดบรรลุธรรมระดับปฐพี 15 ใบ, การ์ดบรรลุธรรมระดับลึกลับ 80 ใบ"
ซ่างกวนอู๋ตี้ไม่มีเวลาดูการเปลี่ยนแปลงอื่น กดเลือกตัวเลือกที่สองทันทีโดยไม่ต้องคิด
หลังจากปิดหน้าต่างระบบ เขาเดินทอดน่องช้าๆ สามก้าว แล้วหยุดกึก เงยหน้าขึ้น
"หยวนหมิงคือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง สิ่งที่เขาทิ้งไว้ให้เราไม่ใช่แค่ชีวิตที่สงบสุขรุ่งเรืองในปัจจุบัน แต่ยังทิ้งจิตวิญญาณเอาไว้! จิตวิญญาณที่ไม่ย่อท้อ ไม่ดูถูกตนเอง และสู้ยิบตาจนกว่าจะได้ดี นั่นคือจิตวิญญาณแห่งการ 'สู้'! วันนี้ ข้าจะขอใช้คำว่า 'สู้' นี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่งบทกลอนหนึ่งร้อยอักษร เพื่อเป็นคติเตือนใจแก่ทุกท่าน! ชื่อบทกลอน: 《บัญชาแม่ทัพ》!
ลม... ปลุกตื่นจากฝัน... ยามสาม... สรรพเสียงเงียบสงัด... เงาเดียวดายใต้แสงจันทร์... หวนรำลึกความหลังไร้ถ้อยคำ... วัยเยาว์เป็นเพียงเด็กซุกซน... สิบสามใฝ่รู้อักษรชำนาญม้าธนู... สิบแปดตั้งปณิธานสวมเกราะออกศึกไกล... สามสิบปีผ่านไปไร้ซึ่งชื่อเสียงเกียรติยศ... สามัญชนฤๅกล้าอวดหาญกล้าในชุดแพร... ปณิธานยิ่งใหญ่สองมือเปล่าจะคว้าดาวได้อย่างไร... ความขมขื่นเต็มอกผู้ใดเล่าจะรับฟัง... แตกสลายซึ่งความจริงใจทั้งมวล... โลกหล้าดั่งกระแสน้ำเชี่ยว... ผู้ตามน้ำคือหนอนแมลง... ผู้ทวนน้ำคือมังกร... อย่าหยุด... สู้..."
(หมายเหตุ: ยามสาม: 23.00-01.00 น.)
...
น้ำเสียงที่หนักแน่นทรงพลัง เริ่มต้นด้วยความทุ้มต่ำแฝงความสับสน จากนั้นก็แหบพร่าเจือความขมขื่น และจบลงด้วยความสูงส่งและจิตวิญญาณการต่อสู้ที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา ราวกับได้วาดภาพชีวิตครึ่งแรกของหยวนหมิงออกมาอีกครั้ง
ภายในหอเรืออันหรูหรา เงียบกริบไปชั่วขณะ มีเพียงเสียงน้ำไหลกระทบข้างเรือที่ยังคงดังอยู่
ทุกคนต่างจมดิ่งอยู่ในภาพลักษณ์อันน่าประหลาด และในภาพลักษณ์นั้นก็สะท้อนชีวิตครึ่งแรกของพวกเขาเอง
วัยเด็กที่ไร้กังวล วัยรุ่นที่ฮึกเหิม วัยหนุ่มที่เต็มไปด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ จนมาถึงปัจจุบันที่ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง...
แม้ภายนอกพวกเขาจะได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ แต่พวกเขารู้ดีว่า เมื่อเทียบกับอัจฉริยะที่แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่มีค่าอะไรเลย!
ในค่ำคืนที่นอนไม่หลับนับครั้งไม่ถ้วน การนอนพลิกตัวไปมา ความสับสนหลงทาง กลายเป็นเรื่องปกติ
เดิมทีพวกเขาเตรียมใจที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างสุขสบาย แต่ห้าประโยคสุดท้ายกลับดึงเอาความไม่ยินยอมพร้อมใจที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจออกมา!
ในยุคแห่งการแก่งแย่งชิงดี การปล่อยตัวตามกระแสย่อมหมายถึงการเลือนหายไป
แต่ลูกผู้ชายอกสามศอก จะยอมจมปลักอยู่เช่นนี้ เต็มใจจริงๆ หรือ?
"พี่อู๋ตี้ช่างเป็นปราชญ์โดยแท้! ข้าน้อยเคยคิดจะดูแคลนพี่ท่าน ช่างมีตาหามีแววไม่! ขอบคุณพี่ท่านที่ชี้แนะ วันหน้าหากมีโอกาสจะขอตอบแทนบุญคุณ! ข้าน้อยจิตใจว้าวุ่น ขอตัวลาก่อน"
บัณฑิตวัยสี่สิบกว่าปีคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า โค้งคำนับซ่างกวนอู๋ตี้อย่างนอบน้อม จากนั้นก็เพียงแค่ประสานมือลาจั่วซิงอวี่ แล้วเดินจากไปทันที
"ช่างเป็นบทกลอนร้อยอักษรที่ยอดเยี่ยม! ช่างเป็นบัญชาแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่! เมื่อเทียบกับพี่อู๋ตี้แล้ว ฉายาหนึ่งในสิบอัจฉริยะแห่งเมืองหลวงของข้าน้อยมันก็แค่เรื่องตลก! พี่อู๋ตี้โปรดรักษาสุขภาพ ข้าน้อยขอลา!"
"วาดภาพความแข็งแกร่งของปราชญ์ ปลุกความกล้าหาญของชนรุ่นหลัง! บทกลอนร้อยอักษรของพี่อู๋ตี้จะต้องถูกขับขานโดยผู้คนนับหมื่นนับแสน! ข้าน้อยแม้จะซาบซึ้งไม่ลึกซึ้งนัก แต่สัจธรรมในนั้นกลับแจ้งประจักษ์แก่ใจ! พรสวรรค์ของพี่ท่าน ข้าน้อยมิอาจเทียบได้ ขอลา!"
...
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้คนต่างพากันเข้ามาทำความเคารพและขอลาด้วยสีหน้าซับซ้อน
บทกลอนร้อยอักษรของซ่างกวนอู๋ตี้นี้ กระแทกใจพวกเขาอย่างจัง
ไม่ว่าจะมองในมุมของเนื้อหา ความหมาย ความเรียบง่าย หรือความเร็วและความยากในการประพันธ์ พวกเขาก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะเทียบได้เลย
เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ยังปากดีว่าจะใช้บทกวีข่มอีกฝ่าย แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายถูกข่มเสียเอง
ดังนั้น ด้วยความละอายใจและความเลื่อมใส จึงไม่มีหน้าจะอยู่ต่อ ทยอยกันเดินออกจากงานไป
ไม่นานนัก หอเรือที่เคยคึกคักก็เหลือเพียงสาวใช้และคนอีกไม่กี่คน
ซ่างกวนอู๋ตี้ยังคงยิ้มบางๆ ประสานมือส่งเหล่าอัจฉริยะหนุ่ม เมื่อว่างลงแล้ว จึงหันไปมองจั่วซิงอวี่และโค่วจื่อจ้งที่อยู่ข้างๆ
"พี่จื่อจ้ง ให้ข้าได้ชื่นชมผลงานอันยอดเยี่ยมของท่านบ้างเถิด"
โค่วจื่อจ้งหน้าตึงไปทันที หัวเราะแห้งๆ แล้วประสานมือกล่าวว่า
"ฮะฮะ พี่อู๋... เอ่อ พี่ท่านล้อเล่นแล้ว บัญชาแม่ทัพของพี่ท่านเปรียบดั่งไข่มุกอันล้ำค่า ข้าน้อยจะกล้าเอาไม้ผุๆ มาอวดเอ้างได้อย่างไร?"
ซ่างกวนอู๋ตี้แสยะยิ้มเหยียดหยามอย่างไม่ปิดบัง แล้วจู่ๆ ก็หันไปมองโต๊ะกลมตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหลังโค่วจื่อจ้ง
"น้องจื่อหยวน เจอกันคนกันเองทำไมไม่เข้ามาทักทายหน่อยเล่า?"
โค่วจื่อจ้งขมวดคิ้ว หันไปมอง ก็เห็นโค่วจื่อหยวนค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากใต้โต๊ะพอดี
ภาพนี้ทำเอาโค่วจื่อจ้งโกรธจนหน้าแดงก่ำ น้องชายเขาเป็นบ้าไปแล้วหรือ? ทำไมถึงทำเรื่องน่าอายเช่นนี้?
"จื่อหยวน! เจ้าไปนั่งยองๆ อยู่บนพื้นทำไม?"
โค่วจื่อหยวนทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในใจร้องโอดครวญ
หลังจากได้เจอกับซ่างกวนอู๋ตี้ที่เมืองติ้งเปียนครั้งนั้น เขาก็เกิดปมในใจอย่างรุนแรง รู้สึกว่าเจอหมอนี่ทีไรไม่มีเรื่องดีสักที!
และก็เป็นจริงตามคาด ไม่นานพวกเขาก็ถูกลอบสังหาร และโชคร้ายที่พี่ชายของเขา โค่วจื่อซิ่น ถูกจับตัวไปและเสียชีวิต!
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เขาหมดสติไปจึงรอดชีวิตมาได้
พอกลับมาถึงเมืองหลวง เขาก็พักรักษาตัวอยู่นาน เพิ่งจะก้าวผ่านเงาของซ่างกวนอู๋ตี้และการลอบสังหารครั้งนั้นมาได้ไม่นาน
ใครจะคิดว่า ต้องมาเจอกับหมอนี่อีกแล้ว!
ลางสังหรณ์บอกเขาว่า ถ้าอยากมีชีวิตรอดต้องอยู่ให้ห่างซ่างกวนอู๋ตี้เข้าไว้ เขาเลยไปหลบอยู่ใต้โต๊ะตั้งแต่แรก
แต่คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต สุดท้ายก็ยังถูกเจอตัวจนได้...
ฟ้าดินเป็นพยาน ขออย่าให้มีเรื่องซวยๆ อะไรเกิดขึ้นอีกเลย!
ในใจคิดวุ่นวายสารพัด แต่ตอนนี้ก็ได้แต่จำใจเดินเข้าไปหา
"จื่อหยวนคารวะพี่อู๋ตี้!"
เห็นโค่วจื่อหยวนทำความเคารพซ่างกวนอู๋ตี้อย่างนอบน้อม โค่วจื่อจ้งยิ่งโกรธจนตาแทบถลน
ไอ้เวรนี่ ทำขายหน้าตระกูลโค่วหมดแล้ว!
ซ่างกวนอู๋ตี้ยิ้มตาหยีมองโค่วจื่อหยวน รู้สึกว่าหมอนี่ก็น่าสนใจดี
"อืม ดี ไม่เจอกันหลายสิบวัน น้องจื่อหยวนดูท่าทางฟื้นตัวได้ดีนี่นา"
"มิกล้าๆ ล้วนเป็นบารมีของพี่อู๋ตี้ทั้งนั้น"
โค่วจื่อหยวนทำท่าระมัดระวังตัว คอยส่งยิ้มแห้งๆ ให้ตลอด
"พรืด เปิ่นกงยังไม่เคยเห็นมุมน่ารักๆ แบบนี้ของจื่อหยวนมาก่อนเลย"
จั่วซิงอวี่หัวเราะคิกคักออกมา ร่างกายสั่นไหวทำเอาโค่วจื่อจ้งมองจนตาเยิ้ม
โค่วจื่อหยวนก้มหน้าไม่กล้ามองจั่วซิงอวี่ ได้แต่ประสานมือยิ้มโง่ๆ
ซ่างกวนอู๋ตี้ได้ยินเสียงหัวเราะของจั่วซิงอวี่ ก็แอบขมวดคิ้ว
เขาขี้เกียจจะเสวนากับนางปีศาจนี่แล้ว จึงประสานมือให้จั่วซิงอวี่แล้วกล่าวว่า
"องค์หญิงสิบสาม หากไม่มีธุระอื่น ข้าขอตัวลา"
จั่วซิงอวี่ส่งสายตาค้อนให้ซ่างกวนอู๋ตี้ แล้วพูดพลางเดินหันหลังเข้าไปในห้องรับรองด้านใน
"ซิงอวี่ตามพี่อู๋ตี้มา ย่อมมีธุระสำคัญ เชิญพี่อู๋ตี้เข้ามาคุยรายละเอียดข้างในเถิด"
เดินไปครึ่งทาง จั่วซิงอวี่ก็หยุดเดิน หันกลับมามองสองพี่น้องตระกูลโค่ว
"ทั้งสองท่านโปรดรอสักครู่ เดี๋ยวเปิ่นกงจะออกมาดื่มสุราพูดคุยกับพวกท่านต่อนะเพคะ~"
โค่วจื่อจ้งสะดุ้งโหยง ดวงตาลุกวาวด้วยความเร่าร้อน
ซ่างกวนอู๋ตี้ขมวดคิ้ว คิดอยู่ครู่หนึ่งก็เดินตามเข้าไป
เห็นซ่างกวนอู๋ตี้และจั่วซิงอวี่เดินเข้าไปในห้องรับรองแล้ว โค่วจื่อหยวนก็ถอนหายใจโล่งอก รีบหันไปพูดกับโค่วจื่อจ้งว่า
"ท่านพี่ พวกเรารีบกลับกันเถอะ"
โค่วจื่อจ้งถลึงตามองโค่วจื่อหยวนอย่างไม่พอใจ แล้วค่อยๆ นั่งลง
"จะรีบไปไหน ไม่ได้ยินองค์หญิงบอกให้พวกเรารออยู่ข้างนอกหรือ?"
โค่วจื่อหยวนร้อนใจ ลดเสียงลงกระซิบว่า
"ท่านพี่ เรื่องขององค์หญิงสิบสามท่านก็รู้ไม่ใช่หรือ? หรือว่าท่านอยากจะเป็นแขกผู้ใกล้ชิดไปด้วย?"
โค่วจื่อจ้งแค่นเสียงหัวเราะ
"เจ้ารู้อะไร 'ตายใต้ดอกโบตั๋น เป็นผีก็ยังสำราญ' หากได้ร่วมอภิรมย์กับองค์หญิงผู้เลอโฉม ข้าย่อมเต็มใจอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น หากสามารถพิชิตนางได้ ในอนาคตก็จะมีองค์เหนือหัวเป็นที่พึ่ง! ข้าไม่ใช่โค่วจื่อหลิน พรสวรรค์ไม่ดีเท่าเขา หมดสิทธิ์ในอำนาจตระกูล ในเมื่อตอนนี้มีโอกาสวางอยู่ตรงหน้า ข้าจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร?!"
โค่วจื่อหยวนมองเห็นความโกรธแค้นและความไม่ยินยอมในแววตาของโค่วจื่อจ้ง ก็พอจะเข้าใจเจตนาของเขา
แต่เขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง
แต่เมื่อเห็นโค่วจื่อจ้งตัดสินใจแน่วแน่ ก็คร้านจะเกลี้ยกล่อม จึงกลอกตาแล้วกล่าวว่า
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านพี่ก็อยู่ต่อเถิด แต่น้องขอตัวกลับก่อน ท่านแม่รอให้ข้ากลับไปคารวะอยู่"
โค่วจื่อจ้งมองโค่วจื่อหยวนอย่างเหยียดหยาม
"อย่างเจ้าน่ะรึ? คารวะท่านแม่? หึ จะโกหกก็หาข้ออ้างให้มันดีกว่านี้หน่อย เอาเถอะๆ เจ้ากลับไปก่อนเถอะ"
โค่วจื่อหยวนหัวเราะแหะๆ แต่ยังไม่ยอมไป พูดด้วยความเกรงใจว่า
"เอ่อ ท่านพี่ ให้ลุงอันคุ้มกันข้ากลับไปได้หรือไม่? ข้ากลัวจะมีคนโผล่มาลอบสังหารอีก!"
โค่วจื่อจ้งขมวดคิ้ว
"คิดบ้าอะไร? คนของหอเจิ้นอวี่จะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ ถึงกล้ามาลอบสังหารในเมืองหลวง? บทเรียนที่ถูกกวาดล้างสายลับไปหลายพันคนคราวก่อน พวกมันคงยังไม่ลืมเร็วขนาดนั้นหรอก!"
แต่เมื่อเห็นโค่วจื่อหยวนทำตาละห้อย และคิดว่าตัวเองอยู่กับองค์หญิงคงไม่มีปัญหาอะไร จึงโบกมืออย่างรำคาญ
"เอาเถอะๆ ให้ลุงอันไปส่งเจ้าก็แล้วกัน"
"ขอรับ! ขอบคุณท่านพี่! ฮิฮิ..."
โค่วจื่อหยวนหัวเราะร่า รีบวิ่งออกไปทันที
ลางสังหรณ์ร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องรีบชิ่งด่วน!
แถมมีลุงอันคุ้มกัน เขาจะได้สบายใจขึ้นหน่อย
ภายในห้องรับรอง
ซ่างกวนอู๋ตี้มองดูจั่วซิงอวี่ที่ถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก เผยให้เห็นผิวขาวเนียนวับๆ แวมๆ เอนกายพิงตั่งเตียงอย่างเกียจคร้าน ก็เลิกคิ้วขึ้น
"องค์หญิง มีเรื่องอะไรก็รีบพูดมาเถิด ข้ามีธุระสำคัญ ชักช้าไม่ได้"
"จะรีบร้อนไปไย? เวลาแห่งความสุขมีค่าดั่งทองพันชั่ง..."
จั่วซิงอวี่บิดขี้เกียจ ส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ อวดทรวดทรงองค์เอวที่งดงามอย่างเต็มที่
แต่เมื่อเห็นซ่างกวนอู๋ตี้นิ่งเงียบและหันหลังเตรียมจะเดินออกไป ใบหน้างามก็เปลี่ยนสี รีบเปลี่ยนน้ำเสียงทันที
"ก็ได้ๆ พูดเรื่องงานเดี๋ยวนี้แหละ!"
ซ่างกวนอู๋ตี้เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหันกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างโต๊ะ
"ข้ารู้ว่าท่านมองข้าในแง่ร้ายมาก แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจำเป็น วันนี้ซิงอวี่อยากจะบอกข่าวดีเรื่องใหญ่แก่ท่าน หากท่านตกลง ก็จะเป็นเรื่องดีต่อทั้งสองฝ่าย"
ซ่างกวนอู๋ตี้ประสานมือด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"เชิญองค์หญิงชี้แนะ"
"ท่านอู๋ตี้เป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยาก และยังเป็นนายน้อยตระกูลซ่างกวน ส่วนซิงอวี่พรสวรรค์ก็ไม่เลว ฐานะก็เหมาะสมกัน แถมอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ซิงอวี่อยากจะฝากผีฝากไข้แต่งงานกับท่าน ไม่ทราบท่านอู๋ตี้มีความเห็นอย่างไร?"
ซ่างกวนอู๋ตี้หรี่ตาลงทันที ในดวงตามีประกายเย็นเยียบวาบผ่าน
"องค์หญิงสิบสามอย่าล้อเล่นน่า!"
จั่วซิงอวี่ทำหน้าเศร้าสร้อย
"ล้อเล่นอันใดกัน? นี่เป็นคำพูดจากใจจริงของซิงอวี่! บอกตามตรง คนพวกนั้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงเครื่องมือในการฝึกวิชา ขอเพียงท่านตกลง ซิงอวี่จะกำจัดคนพวกนั้นทิ้งให้หมด! และพรุ่งนี้ซิงอวี่จะไปทูลเสด็จพ่อ คิดว่าเสด็จพ่อต้องเห็นด้วยอย่างแน่นอน"
ซ่างกวนอู๋ตี้รู้สึกถึงจิตสังหารที่พุ่งพล่านขึ้นในใจอย่างยากจะระงับ
หากจั่วซิงอวี่ไปทูลจั่วเจิ้งหยางจริงๆ และจั่วเจิ้งหยางเกิดบ้าจี้เห็นด้วย ชื่อเสียงของเขาคงป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!
ยิ่งไปกว่านั้น เขาซ่างกวนอู๋ตี้จะไปเกลือกกลั้วกับโคลนตมเน่าเหม็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
"องค์หญิงสิบสาม ข้าแนะนำให้ท่านล้มเลิกความคิดนี้เสีย! การสนทนาก่อนหน้านี้ข้าจะถือว่าไม่ได้ยิน วันหน้าเราสองคนต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน"
ใบหน้าของจั่วซิงอวี่เย็นชาลง แววตาเริ่มฉายแววไม่พอใจและรำคาญ
นางยืดตัวตรง จ้องมองซ่างกวนอู๋ตี้เขม็ง แล้วเอ่ยเนิบๆ ว่า
"เรื่องนี้ท่านจะตกลงหรือไม่ก็ช่าง แต่ไม่ว่าท่านจะตกลงหรือไม่ ทันทีที่พรุ่งนี้เปิ่นกงกราบทูลเสด็จพ่อ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะกำหนดเองได้แล้ว!"
พูดถึงตรงนี้ จั่วซิงอวี่ก็ยิ้มยั่วยวนอีกครั้ง
"แน่นอน ซิงอวี่เชื่อว่าท่านอู๋ตี้จะเลือกทางที่ชาญฉลาด เพราะเป็นฝ่ายรุกย่อมดีกว่าเป็นฝ่ายรับ จริงไหม?"
ซ่างกวนอู๋ตี้จ้องมองจั่วซิงอวี่ด้วยสายตาที่อ่านยากอยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วพยักหน้าช้าๆ
"องค์หญิงพูดมีเหตุผล เช่นนั้น ขอเวลาให้ข้าไตร่ตรองสักสามวัน สามวันให้หลัง ข้าจะให้คำตอบที่น่าพอใจแก่องค์หญิง ตกลงหรือไม่?"
จั่วซิงอวี่พยักหน้าอย่างพอใจ
"ย่อมได้"
ซ่างกวนอู๋ตี้ยิ้มพลางหันหลังเดินจากไป แต่ในดวงตาที่หันกลับไปนั้น กลับฉายแววอำมหิตอันเข้มข้น!
[จบแล้ว]