- หน้าแรก
- หายนะเริ่มต้นด้วยค่ำคืนอันหนาวเหน็บชั่วนิรันดร์
- บทที่ 18 : การเอาตัวรอด ถูกจับได้ และการมอบเสบียง
บทที่ 18 : การเอาตัวรอด ถูกจับได้ และการมอบเสบียง
บทที่ 18 : การเอาตัวรอด ถูกจับได้ และการมอบเสบียง
“ว้าย!/เฮ้ย!”
ความมืดมิดที่เข้าปกคลุมอย่างกะทันหันทำให้ผู้คนกรีดร้องด้วยความตกใจ!
อู๋เต๋อและพวกก็รีบถอยกลับมา ควักโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดไฟฉายกันจ้าละหวั่น!
คนอื่นๆ เองก็ทำแบบเดียวกัน ทำให้ลานจอดรถใต้ดินสว่างไสววูบวาบราวกับอยู่ในคอนเสิร์ต
ทว่าใบหน้าของทุกคนกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก!
“เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจู่ๆ ไฟถึงดับ?”
“ต้องเป็นเพราะอุณหภูมิลดฮวบจนกระทบระบบจ่ายไฟแน่ๆ!”
“บ้าจริง! นี่แปลว่าเราต้องอยู่กันมืดๆ แบบนี้น่ะเหรอ?”
“ฉันจำได้ว่าศูนย์การค้านี้มีระบบไฟสำรองนี่นา ทำไมไฟยังไม่ติดอีก?”
“สงสัยระบบไฟสำรองก็คงพังเพราะความหนาวเย็นเหมือนกันนั่นแหละ!”
“แล้วจะทำยังไงดีล่ะ? ขืนอยู่แบบนี้ต่อไปมีหวังแข็งตายกันหมด!”
“ไม่ได้การ เราต้องช่วยเหลือตัวเองแล้ว ต้องหาพื้นที่ปิดทึบกับเชื้อเพลิงมาก่อกองไฟแก้หนาว ลานจอดรถนี่มันกว้างเกินไป เก็บความร้อนไม่อยู่หรอก!”
“รวมกลุ่มกันไว้! ภัยพิบัติขนาดนี้ ไม่มีใครรอดได้ด้วยตัวคนเดียวหรอกนะ!”
ข้อเสนอนี้ทำให้ทุกคนเริ่มคล้อยตาม!
พี่เต้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามขึ้น “อู๋เต๋อ ชั้นใต้ดินชั้นสามนี่พอจะมีที่มิดชิดบ้างไหม?”
อู๋เต๋อที่ถอยกลับมายืนข้างพี่เต้ารีบนึกแล้วตอบทันที “มีครับ! ชั้นสามมีร้านล้างรถเก่าที่ปิดกิจการไปแล้ว ตรงนั้นมีห้องแบ่งกั้นเป็นสัดส่วนอยู่ครับ!”
“ดี! รีบพาพวกเราไปที่นั่นเดี๋ยวนี้!” พี่เต้าตาเป็นประกาย รีบออกคำสั่งทันที
อู๋เต๋อพยักหน้ารับ ก่อนจะชี้ไปที่รถบ้านของหวังอวี้ “ไฟดับหมดแบบนี้ เครื่องปั่นไฟในรถบ้านก็น่าจะดับไปด้วยใช่ไหมครับ?”
“ต่อให้ยึดมาได้ พวกเราตั้งเยอะแยะจะเข้าไปเบียดกันในรถคันเดียวได้ยังไง?” พี่เต้าย้อนถาม “ไปยึดทำเลที่แกบอกให้ได้ก่อน ส่วนรถบ้านน่ะมันหนีไปไหนไม่ได้หรอก! ไว้ค่อยหาจังหวะจัดการทีหลัง!”
เมื่อได้ยินพี่เต้าพูดเช่นนั้น อู๋เต๋อก็จำใจต้องยอมปล่อยไปก่อน
จริงๆ แล้วเป้าหมายของเขาคือการหาเรื่องหลินเหยียนต่างหาก!
ก่อนจะเดินจากไป เขาปรายตามองหลินเหยียนที่นั่งพิงรถบ้านอยู่อย่างเคียดแค้น แต่ในใจก็แอบสงสัยว่าทำไมคนอื่นหนีไปกันหมดแล้ว แต่หลินเหยียนยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง เอาแต่กอดเด็กหญิงตัวน้อยไว้แน่นในอ้อมอก
“ไอ้โง่เอ๊ย เชิญนั่งรอความตายอยู่ตรงนั้นเถอะ!” อู๋เต๋อบ่นพึมพำ ก่อนจะกระชับเสื้อโค้ททหารให้แน่นขึ้น แล้วเดินตามกลุ่มพี่เต้าไป
ชั่วพริบตาเดียว พื้นที่รอบรถบ้านก็ตกอยู่ในความมืดมิด ผู้คนต่างทยอยอพยพไปหลบตามมุมตึก ทางหนีไฟ หรือพื้นที่แคบๆ ที่พอจะเก็บความอบอุ่นได้
เมื่อสัมผัสได้ว่ารอบกายไร้ผู้คน หลินเหยียนจึงเปิดไฟฉายจากมือถือ อุ้มเด็กน้อยเดินสำรวจรอบบริเวณ จนแน่ใจว่าไม่มีใครเหลืออยู่แล้ว จึงเดินกลับมาที่รถบ้าน
หวังอวี้เฝ้ามองการกระทำของเขาผ่านกล้องพลางหรี่ตาลง “นายเองก็คิดจะยึดรถของฉันเหมือนกันเหรอ?”
หลินเหยียนเดินไปหยุดอยู่หน้ากล้องตัวหนึ่งแล้วก้มศีรษะให้ “สวัสดีครับ! ผมรู้ว่าคุณกำลังดูอยู่ ผมอยากขอร้องให้คุณช่วยเปิดประตูรับเด็กคนนี้เข้าไปหน่อย ผมไม่เข้าไปก็ได้ แต่ผมจะช่วยเฝ้ายามอยู่ข้างนอกให้!”
หวังอวี้ชะงักไป เขาไม่คิดว่าหลินเหยียนจะรู้ตัวว่าเขายังอยู่ในรถ?
ในสถานการณ์ปกติ ถ้าสังเกตดีๆ ก็อาจจะพอเดาได้ว่ามีคนอยู่ข้างใน
แต่ในสถานการณ์วิกฤตแบบนี้ น้อยคนนักที่จะยังคงสติและความสุขุมได้ขนาดนี้!
“นายรู้ได้ยังไงว่ามีคนอยู่ในรถ?” หวังอวี้ถามเสียงต่ำ
เสียงของเขาดังออกมาจากลำโพงของกล้อง ไม่ดังมากนักแต่ชัดเจน
เหตุผลที่หวังอวี้ตอบกลับเป็นเพราะความประทับใจที่หลินเหยียนเคยช่วยขวางพวกพี่เต้าไว้ก่อนหน้านี้ แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขายอมเปิดประตูรับคนแปลกหน้าเข้ามา
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับ ดวงตาของหลินเหยียนก็ฉายแววมีความหวัง
“ผมสังเกตเห็นว่าเครื่องยนต์ยังทำงานอยู่ กล้องวงจรปิดรอบรถก็ยังหมุนตามปกติ ถึงแม้จะไม่มีคนอยู่ แต่รถคันนี้ก็น่าจะสั่งการระยะไกลได้!” หลินเหยียนตอบไปตามความจริง
หวังอวี้อึ้งไปเล็กน้อย อยากจะเขกหัวตัวเองสักที อีกฝ่ายแค่หวังให้เจ้าของรถเปิดประตู โดยไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามีคนอยู่ข้างในไหม แต่ประโยคคำถามเมื่อกี้ของเขากลับเป็นการเผยไต๋ว่าตัวเองอยู่ในรถชัดๆ
“เมื่อก่อนนายทำงานอะไร? แล้วเด็กคนนั้นลูกสาวนายเหรอ?” หวังอวี้ถามต่อโดยไม่แสดงความลังเล
“ทหารปลดประจำการครับ... ไม่ใช่ครับ ลูกสาวของเพื่อนทหาร!” หลินเหยียนตอบสั้นกระชับ
หวังอวี้ชะงักไปนิดหนึ่งแล้วถามเสียงเข้ม “ขาของนายก็เจ็บมาจากในสนามรบใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!”
“เด็กอายุเท่าไหร่?”
“สามขวบครึ่งครับ แกเป็นเด็กดี ไม่ดื้อไม่ซน ไม่ร้องไห้ด้วย!” ปกติหลินเหยียนเป็นคนพูดน้อย แต่คราวนี้เขากลับพยายามอธิบายสรรพคุณ
หวังอวี้ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจ “วางแกลงหน้าประตูรถ แล้วถอยออกไปสิบเมตร!”
“ตกลงครับ!” หลินเหยียนรับคำ ก่อนจะก้มลงกระซิบกับเด็กน้อยในอ้อมแขน “เดี๋ยวหนูเข้าไปหลบในรถคุณลุงนะลูก ข้างในไม่หนาว แต่หนูต้องทำตัวเป็นเด็กดีนะ ลุงหลินจะคอยเฝ้าอยู่ข้างนอกนี้แหละ!”
“ลุงหลินไม่เข้าไปด้วยเหรอคะ?” เด็กน้อยกะพริบตาใสแจ๋วมองด้วยความสงสัย
“ลุงหลินมีภารกิจต้องทำข้างนอก หนูต้องเชื่อฟังคุณลุงข้างในนะ เข้าใจไหม?” หลินเหยียนตอบอย่างใจเย็น
เด็กน้อยพยักหน้า “เข้าใจค่ะ จวินจวินจะเป็นเด็กดี!”
หลินเหยียนวางเธอลงที่หน้าประตูรถบ้าน แล้วรีบถอยฉากออกไปทันที จนกระทั่งถึงระยะสิบเมตรตามที่ตกลงไว้
หวังอวี้หยิบชุดกันหนาวครบเซตออกมาจากคลังเสบียง หยิบขนมปังอัดแท่งสองห่อ เทน้ำร้อนใส่กระติกเก็บความร้อน และสุดท้ายหยิบวิทยุสื่อสารติดมือมาด้วย
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถอยไปไกลแล้ว หวังอวี้ตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีใครซุ่มอยู่ จึงค่อยๆ แง้มประตูออกอย่างระมัดระวัง
แสงไฟและความอบอุ่นพุ่งสวนออกมาจากตัวรถ ปะทะกับอากาศเย็นจนเกิดเป็นไอหมอกจางๆ!
หลินเหยียนที่ยืนอยู่ไกลๆ ถึงกับเบิกตากว้าง เปิดไฟแถมเปิดฮีตเตอร์ขนาดนี้ รถบ้านคันนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหนกัน?
ของพวกนี้ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้งนั้น และน้ำมันก็มีจำกัด!
แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่าประตูรถบุด้วยฉนวนกันความร้อนหนาเตอะ แสดงว่าเจ้าของรถเตรียมการมาเป็นอย่างดี!
เขาไปรู้อนาคตมาหรือยังไงว่าอากาศจะหนาวขนาดนี้?
เมื่อคิดหาคำตอบไม่ได้ หลินเหยียนก็เลิกสนใจ ขอแค่จวินจวินไม่หนาวก็พอแล้ว!
หวังอวี้วางเสบียงที่เตรียมไว้ลงบนพื้น แล้วรีบอุ้มเด็กน้อยที่ตัวสั่นเทาเข้ามาในรถ ก่อนจะปิดประตูล็อคทันที
อุณหภูมิภายในรถบ้านยังคงที่อยู่ที่ยี่สิบองศาเซลเซียส เด็กน้อยที่เคยตัวสั่นงันงกค่อยๆ ปรับตัวจนเป็นปกติ
แม้เด็กหญิงจะมองไปรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เธอก็ไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร
หวังอวี้พาเธอไปนั่งที่เบาะข้างๆ แล้วกำชับ “หนูนั่งอยู่ตรงนี้นะ อย่าซนล่ะ!”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับหลินเหยียนผ่านกล้อง “รีบใส่เสื้อผ้าที่วางอยู่ซะ แล้วเก็บวิทยุสื่อสารไว้ เราจะคุยกันผ่านเครื่องนั้น!”
หลินเหยียนที่เดินกลับมาหน้าประตูรถ เมื่อเห็นชุดลองจอห์น เสื้อไหมพรม กางเกงหนาๆ รองเท้าบูทกันหิมะ และเสื้อขนเป็ดตัวยาวกองอยู่ตรงหน้า เขาก็ถึงกับตะลึง!
“คุณมีของพวกนี้ได้ยังไง? ให้ผมหมดนี่เลยเหรอ?” หลินเหยียนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!
“ขืนยืนบื้ออยู่ตรงนั้น เดี๋ยวคนอื่นก็มาแย่งไปหรอก!” หวังอวี้เตือนสติ
หลินเหยียนได้สติ รีบคว้าเสื้อผ้ามาสวมใส่อย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย
แม้ร่างกายเขาจะแข็งแรงและทนทานกว่าคนทั่วไป แต่ความหนาวเย็นระดับนี้มันเกินรับไหวจริงๆ เสื้อผ้าบางๆ หลายชั้นที่ใส่ซ้อนกันมาแทบกันความหนาวไม่ได้เลย!
เมื่อเหลือบไปเห็นขนมปังอัดแท่งสองห่อกับกระติกน้ำร้อนที่วางอยู่ หลินเหยียนก็หยิบวิทยุสื่อสารขึ้นมาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจ “ขอบคุณครับ!”
“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณ ของพวกนี้ไม่ได้ให้ฟรีๆ มีเงื่อนไขแลกเปลี่ยน!” หวังอวี้ตอบกลับ