- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 185 ว่าที่พี่เขยบ้าอำนาจ!
ตอนที่ 185 ว่าที่พี่เขยบ้าอำนาจ!
ตอนที่ 185 ว่าที่พี่เขยบ้าอำนาจ!
“ถังเหวินโฮ่วพี่ชายเธอเป็นรุ่นน้องฉันที่มหาวิทยาลัยฮั่นตู 2 รุ่น ตอนนี้ทำงานที่สำนักงานรัฐบาลเมือง...”
“พูดให้ชัดคือ เพิ่งถูกผู้ช่วยนายกเทศมนตรีหยวนเจี้ยนเทาที่ลงมาแขวนตำแหน่งเลือกไปเป็นเลขาส่วนตัว ผู้ช่วยฯ หยวน ช่วยงานรองนายกฯ เจียง ที่ดูแลด้านการเกษตร คาดว่าจะอยู่ 2 ปี แล้วกลับไปกระทรวงเกษตร อนาคตไกลลิบ”
จางเจี้ยนชวนสูดปาก
มิน่าครอบครัวถังถึงไม่เห็นหัวเขา
พี่ชายทำงานสำนักงานรัฐบาลเมืองก็เท่แล้ว ยิ่งเป็นเลขาท่านผู้นำยิ่งมีภาษี
ผู้ช่วยฯ หยวนกลับไปกระทรวงเมื่อไหร่ก็รุ่งโรจน์
พี่ชายถังถังที่ได้อานิสงส์นี้ย่อมมีอนาคตสดใส
เมื่อน้ำขึ้น เรือก็สูง ถังถังย่อมมีหนุ่มโพรไฟล์ดีมารุมจีบ พ่อแม่พี่ชายคงไม่ยอมให้คบกับเขาแน่
มิน่าเยี่ยนซิวอี้ถึงชมเขาก่อน แล้วค่อยบอกว่าปริญญาไม่ใช่ทุกอย่างเพื่อปลอบใจล่วงหน้า
นี่คือการเตือนให้เจียมตัว อย่าหวังสูงเกินศักดิ์?
เยี่ยนซิวอี้เห็นแววตาซับซ้อนของจางเจี้ยนชวนก็หัวเราะ
“อย่าเข้าใจผิด ฉันไม่ได้จะขวางทางรัก ฉันไม่ใช่ญาติฝ่ายหญิง และไม่ได้สนิทกับถังเหวินโฮ่ว แค่รู้จัก...”
“หมอนั่นหยิ่งและบ้าอำนาจ กว่าจะได้เป็นเลขาฯ หยวนเจี้ยนเทาก็วิ่งเต้นน่าดู...”
“ฉันแค่เตือน ถ้านายจะคบกับถังถังต้องเตรียมใจเจอว่าที่พี่เขยที่มองคนด้วยหางตาแบบถังเหวินโฮ่วน่ะ รับมือยากนะ...”
จางเจี้ยนชวนโล่งอก เข้าใจความหวังดี
“พี่ซิวอี้ ผมไม่ได้คิดเยอะ ถังถังคงไม่เหมือนพี่ชาย แต่สายเลือดตัดไม่ขาด ถ้าจะไปต่อก็ต้องเจอแน่ ขอบคุณที่เตือนครับ ผมจะได้เตรียมใจ...”
เยี่ยนซิวอี้ถอนหายใจในใจ
ปากบอกไม่ขวาง แต่จริง ๆ คือเตือนว่าอย่าหวังมาก
ความต่างชั้นทางสังคมคือรากฐานของชีวิตคู่ หรือที่คนโบราณเรียกว่าสมกันราวประตูคู่
ความรักวัยหนุ่มสาวอาจมองข้ามเรื่องนี้ แต่พอนานไป ความจริงอันโหดร้ายทั้งแรงกดดันจากคนรอบข้าง ระยะทาง และความเครียดจะกัดกร่อนความรักจนพังทลาย
ถ้าจางเจี้ยนชวนดื้อดึงก็ต้องเตรียมใจโดนดูถูกเหยียดหยาม
แต่จางเจี้ยนชวนไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นพวกกัดไม่ปล่อย
ถึงอย่างนั้นความรักก็ต้องพยายามทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจ อีกฝ่ายพยายามไปก็ไร้ค่า
คำเตือนของเยี่ยนซิวอี้ทำให้จางเจี้ยนชวนหนักใจ
พ่อแม่เป็นข้าราชการเก่า พี่ชายบ้าอำนาจแถมมีอิทธิพลในบ้าน ถังถังคงกดดันมาก
มิน่าเวลาอยู่บนเตียงเธอถึงเร่าร้อนขนาดนั้น คงเพราะต้องระบายความอัดอั้นที่เจอมาทุกวันโดยที่เขาไม่อยู่ปลอบใจ
อาทิตย์ละครั้งที่ได้เจอกัน เธอถึงหวงแหนยิ่งชีพ
จางเจี้ยนชวนปลุกใจตัวเอง
เขาจะสู้ เขาจะพิสูจน์ให้เห็นว่าคู่ควรกับถังถัง ไม่ว่าพี่ชายเธอจะเป็นเลขาฯ ใคร ต่อให้เป็นเลขาฯ ผู้ว่ามณฑลเขาก็ไม่กลัว
…
“พี่ว่าเฉินป้าเซียนจะฉลองวันเกิดเหรอ?” จางเจี้ยนชวนเลิกคิ้ว “เมื่อไหร่?”
“29 ตุลา ตรงกับวันอาทิตย์พอดี ฉันได้ยินเขาคุยกับเหล่าเจียง บอกว่าจะกินข้าวกับครอบครัวไม่จัดงานใหญ่ แต่จะหยุดงานไปเล่นหมากรุกที่สมาคมทั้งวัน...”
คำพูดของจางเจี้ยนกั๋วสะกิดใจจางเจี้ยนชวน
บริษัทที่ 5 สำคัญต่อธุรกิจบ่อทรายมาก
โดยเฉพาะเมื่อบริษัทที่ 5 มีบุญคุณกับเมือง เพราะเฉินป้าเซียนยอมรับผิดแทนผู้ใหญ่ วันหน้าต้องได้รับการชดเชยแน่
โครงการยักษ์อย่างทางด่วนฮั่น-เจียและวงแหวนรอบที่ 2 ต้องมีส่วนแบ่งของบริษัทที่ 5 และบ่อทรายชิงเจียงก็จะได้อานิสงส์ไปด้วย
เฉินป้าเซียนเป็นคนตรงและมีบารมี ลูกน้องเคารพ ผู้ใหญ่เลยกล้าให้รับหน้าเสื่อ
“อืม ผู้จัดการเฉินนี่น่าสนใจ ฉลองวันเกิดด้วยการหยุดไปเล่นหมากรุก”
จางเจี้ยนชวนยิ้ม
“พี่ เดี๋ยวพี่จะได้เข้าโรงงานแล้ว คงไปมาหาสู่กันน้อยลง รักษาความสัมพันธ์นี้ไว้นะ เผื่อวันหน้าได้ใช้”
จางเจี้ยนกั๋วตอบซื่อ ๆ “ไม่ต้องบอกก็รู้น่า อีกเดี๋ยวต้องอบรม 3 เดือนแล้วก็เข้ากะทำงาน คงไม่มีเวลาไปเล่นหมากรุกแล้ว”
โรงงานทอผ้าประกาศรับคนงาน 380 คน เป็นหญิงไปแล้ว 80% เยอะที่สุดในรอบหลายปี
โควต้าลูกหลานพนักงานมีแค่ 65 คน ที่เหลือรับจากคนนอก
แต่สำหรับลูกหลานพนักงานกว่า 200 คนที่รอคิวอยู่ มันน้อยนิดมาก
อนาคตเด็กจบ ม.ปลาย อีก 200-300 คนก็จะทะลักเข้ามาอีก
ส่วนใหญ่ทำได้แค่รอ รวมถึงน้องสาวของเพื่อน ๆ อย่างจินเซียงอวี่ น้องซ่งเต๋อหง น้องเหมาหย่ง
ในที่สุดอำเภอก็มีความเห็นลงมา ทุกฝ่ายโล่งอก
จางเจี้ยนชวนวิ่งรอกไปรายงานตัวกับเลขาธิการเหยาและสำนักงานวิสาหกิจอำเภอจนเข้าใจความยุ่งยากของระบบราชการ
การแยกหนี้สินของเจียนซานก็วุ่นวายพอกัน
กองทุนสหกรณ์คุยง่าย แต่สหกรณ์เครดิตต้องเจรจากันหลายรอบ กว่าจะตกลงเปลี่ยนหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นที่ดินกองทัพได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น
การเจรจากับสถาบันวิจัยฯ ก็ไม่ราบรื่น
อย่างที่คาด สถาบันวิจัยฯ เล่นตัว เรียกราคาขายขาด 4 แสน หรือตีมูลค่าหุ้น 5 แสน
ซึ่งหมายความว่าสถาบันวิจัยฯ จะถือหุ้นใหญ่ แน่นอนว่าตำบลและเขตรับไม่ได้
แต่จางเจี้ยนชวนมองว่าไม่สำคัญ ที่สำคัญคือโรงงานต้องรอด
จะถือหุ้นน้อยกว่าไม่กี่เปอร์เซ็นต์ไม่มีความหมาย สำหรับโรงงานที่มีสินทรัพย์สุทธิ 9.6 แสนหยวน ถ้าสถาบันวิจัยฯ ไม่เอา เอาโรงงานไปประมูลขายทอดตลาด เผลอ ๆ 6-7 แสนยังไม่มีคนซื้อ
โรงงานร้างในยุคนี้ไร้ค่า ที่มีค่าคือที่ดินติดถนนหลวงแค่นั้น
สถาบันวิจัยฯ อยากได้เงินสด แต่เจียนซานไม่มีทางยอม
ต่อให้ลดเหลือ 3 แสนก็ไม่จ่าย เพราะเป้าหมายคือดึงสถาบันวิจัยฯ มาร่วมหัวจมท้าย และใช้แบรนด์ของสถาบันวิจัยฯ ให้คุ้ม
จากการลงพื้นที่และวิเคราะห์อย่างหนัก จางเจี้ยนชวนสรุปว่าลำพังสูตรอาหารใหม่ไม่มีประโยชน์กับโรงงานเจียนซาน ต่อให้ขายแค่ 1-2 แสนเขาก็ไม่เอา
โรงงานเจียนซานไม่มีเวลาให้เกษตรกรและตัวแทนจำหน่ายมาทดลองพิสูจน์คุณภาพแล้ว
สิ่งที่ต้องการคือป้ายทองคำของสถาบันวิจัยฯ ต้องใช้ป้ายนี้งัดตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือในการโฆษณา
ถ้าไม่มีป้ายนี้ ทุกอย่างก็จบ
ดังนั้น ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายสูงสุดคือการได้แบรนด์สถาบันวิจัยปศุสัตว์ มณฑลฮั่นชวนมาแปะหน้าโรงงาน!