- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 165 ความรู้สึกที่ก่อตัว
ตอนที่ 165 ความรู้สึกที่ก่อตัว
ตอนที่ 165 ความรู้สึกที่ก่อตัว
สำหรับหวงเจียหรงและพวกพ้อง ต่อให้โรงงานอาหารสัตว์ของตำบลเจียนซานจะอาการหนัก คนงานไม่ได้รับเงินเดือนมา 3 เดือน แต่พวกเขาไม่เดือดร้อน
ไม่ว่าจะเป็นหนี้เงินกู้ เงินระดมทุนหรืออะไรก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องของพวกเขา
ถ้าโรงงานเจ๊ง สุดท้ายตำบลเจียนซานก็ต้องรับผิดชอบอยู่ดี สหกรณ์เครดิต กองทุนสหกรณ์ หมู่บ้าน หรือเจ้าหนี้รายย่อยก็ต้องวิ่งไปทวงเงินที่ตำบล
ส่วนพวกเขาก็ยังได้เงินเดือนครบทุกบาททุกสตางค์ แถมถ้ามีโอกาสช่วงชุลมุนก็คงจะกอบโกยอีกรอบ นิสัยคนพวกนี้ จางเจี้ยนชวนมองออกทะลุปรุโปร่ง
สำหรับจางเจี้ยนชวน วิธีนี้ใช้ไม่ได้
ตอนนี้โรงงานขาดสภาพคล่องอย่างหนัก การจะกู้เงินจากสหกรณ์เครดิตหรือกองทุนสหกรณ์แทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าจะให้โรงงานเดินหน้าต่อ ต้องมีเงินหมุนเวียน
การตามเก็บหนี้เก่าเป็นทางหนึ่ง แต่คงได้ไม่เท่าไหร่และช้า ทางที่ดีต้องรีดเลือดจากพวกเหลือบไรพวกนี้มาโปะ
คุยกับจวงหงซิ่งเพลินดี เธอเป็นคนฉลาด พอจางเจี้ยนชวนวนเวียนถามเรื่องโรงงาน เธอก็เดาทางออก
“ผู้กองจาง ตำบลเริ่มสงสัยโรงงานแล้วเหรอ?” จวงหงซิ่งถามด้วยความอยากรู้ “น่าจะตรวจตั้งนานแล้ว อาของฉันเงินเดือนไม่ขึ้นมาหลายปี แต่พวกผู้บริหารกินหรูอยู่สบาย พุงพลุ้ยจนเสื้อจะปริ กินหัวคิววัตถุดิบ พอลูกค้าจ่ายไม่ได้ก็ลดหนี้ให้แลกกับเงินใต้โต๊ะ มีแต่เรื่องเน่า ๆ...”
“ในเมื่ออาของคุณรู้ ทำไมไม่ไปร้องเรียนที่ตำบล?” จางเจี้ยนชวนสงสัย
“ทำไมจะไม่เคย? แต่ร้องเรียนไปแล้วได้อะไร?” จวงหงซิ่งเบะปาก “คุณก็รู้ว่าพี่เขยของหวงเจียหรงเป็นใคร เกาเฉียนจวินเป็นขาใหญ่ประจำเจียนซาน เป็นเลขาธิการพรรคมาตั้งหลายปี ใครจะกล้าแหยม? ขนาดเถาหย่งซิงตอนนั้นยังไม่กล้าหือ...”
จางเจี้ยนชวนพูดไม่ออก
เขาได้ยินกิตติศัพท์ความกร่างของเกาเฉียนจวินมาบ้าง ตอนเป็นใหญ่ คณะกรรมการพรรคและรัฐบาลตำบลต้องฟังคำสั่งเขาคนเดียว
ในเขตตงป้า เกาเฉียนจวินเกรงใจแค่หลิวอิงกังคนเดียว รองเลขาธิการเขตคนอื่นเขาไม่เห็นหัว
แน่นอน นั่นเป็นอดีต เมื่อหมดอำนาจ บารมีก็ละลายหายไปเหมือนหิมะโดนแดด
แต่ดูเหมือนหวงเจียหรงจะยังไม่รู้ตัว
“นอกจากเรื่องพวกนี้ คุณรู้อะไรอีกไหม...” จางเจี้ยนชวนทำเหมือนชวนคุยเล่น ไม่ได้จดบันทึก แต่จำทุกรายละเอียด
“ผู้กองจาง นี่เห็นฉันเป็นหน่วยข่าวกรองไปแล้วเหรอ” จวงหงซิ่งค้อนวงใหญ่อย่างมีจริต
“เรื่องพวกนี้ฉันฟังมาจากอา เขาคงรู้ดีที่สุด แต่เขาไม่กล้าบอกคุณหรอก ยกเว้นพวกคุณจะจับหวงเจียหรงไปก่อน...”
จับคงเป็นไปไม่ได้ ห้องรักษาความปลอดภัยหรือสถานีตำรวจไม่มีอำนาจนั้น
คดีทุจริตในวิสาหกิจตำบลต้องให้อัยการสอบสวน แต่ตำบลจะยอมให้อัยการเข้ามายุ่งเหรอ?
ถ้าตำบลไม่อยากให้เรื่องบานปลาย อัยการก็คงไม่เข้ามาเอง เว้นแต่จะมีคนเขียนจดหมายร้องเรียน
แต่ถ้าในจดหมายไม่มีหลักฐานชัดเจน อัยการก็คงไม่ขยับ
คุยเพลินจนเวลาล่วงเลย ตอนจวงหงซิ่งลุกไปเติมน้ำชา จางเจี้ยนชวนถือโอกาสสำรวจบ้าน
บ้านชาวนาทั่วไป ลานตากหน้าบ้าน ตัวบ้านมี 3 ห้อง
ห้องกลางเป็นห้องโถงและห้องกินข้าว บนโต๊ะแปดเซียนมีฝาชีครอบกับข้าวที่เหลือจากมื้อเที่ยง
ห้องขวาน่าจะเป็นห้องนอนจวงหงซิ่ง หน้าต่างติดเหล็กดัดแน่นหนา ประตูก็เสริมความแข็งแรง เห็นชัดว่าทำไว้ป้องกันตัว
ผู้หญิงตัวคนเดียวอยู่บ้านโดดเดี่ยวกลางทุ่ง ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
ห้องซ้ายน่าจะเป็นห้องเก่าของจวงหงเหมย ตอนนี้คงเป็นห้องเก็บของ
หลังบ้านมีเล้าหมู เล้าไก่ เล้าเป็ด และเพิงเก็บเครื่องมือการเกษตร ปุ๋ย และอาหารสัตว์
บ้านสะอาดสะอ้าน เจ้าของบ้านคงเป็นคนขยัน
บนโซฟายาว 3 ที่นั่ง มีนิตยสาร 2-3 เล่ม และหนังสือพิมพ์
นิตยสารชุมนุมเรื่องเล่า ภาพยนตร์มหาชน รอบรู้เรื่องชนบท และหนังสือพิมพ์รายวันประชาชนฉบับเมื่อ 2 วันก่อน
จางเจี้ยนชวนหยิบภาพยนตร์มหาชนขึ้นมาดู ฉบับเก่าเดือนพฤศจิกายนปี 86
หน้าปกเป็นดาราหลินฟางปิงในชุดกระโปรงขาว จู่ ๆ เขาก็สังเกตว่า หลินฟางปิงกับจวงหงซิ่งหน้าคล้ายกันมาก มิน่าเธอถึงเก็บนิตยสารเก่าเล่มนี้ไว้
จวงหงซิ่งเดินออกมาเห็นจางเจี้ยนชวนพิจารณาปกนิตยสารก็ตกใจ รีบวางแก้วน้ำแล้วเข้ามาแย่ง “อุ๊ย บ้านรก ไม่ได้เก็บของ...”
“เดี๋ยวสิ ขอดูก่อน” จางเจี้ยนชวนเบี่ยงหลบ ยิ้มพลางมองสลับระหว่างปกนิตยสารกับจวงหงซิ่ง
“เหมือน เหมือนจริง ๆ อย่างน้อย 7-8 ส่วน แต่หลินฟางปิงดูอ่อนหวานไปหน่อย ซานเม่ยดูเท่กว่า...”
“ว้าย!” จวงหงซิ่งทั้งอายทั้งดีใจ แย่งนิตยสารคืนมา “พูดอะไรบ้า ๆ ฉันเป็นแค่สาวบ้านนอก จะไปเทียบดาราดังได้ไง...”
“ทำไมจะเทียบไม่ได้ ก็มีหูจมูกปากเหมือนกัน คนเรามีวาสนาต่างกัน เส้นทางเดินต่างกัน วันหน้าคุณอาจจะดีกว่าเธอก็ได้”
จางเจี้ยนชวนพูดเสียงจริงจัง
“ไม่ต้องไปอิจฉาใคร ผมว่าวันหน้าคุณต้องได้ดี เผลอ ๆ จะเก่งกว่าเธอซะอีก”
จวงหงซิ่งหัวเราะเบา ๆ แซวตัวเอง
“ผู้กองจาง ปลอบใจฉันเหรอ? ฉัน 23 แล้ว ไม่ใช่เด็ก ๆ เรียนก็ไม่จบ จะไปได้ดีอะไร? ชีวิตคงแค่นี้แหละ”
“23? จักรพรรดิฮั่นเกาจู่เริ่มสร้างตัวตอน 47 เจียงจื่อหยา 80 ถึงได้เป็นกุนซือ...”
จางเจี้ยนชวนไม่เห็นด้วย
“บูเช็กเทียนเป็นฮ่องเต้ตอน 66 คุณเพิ่ง 23 หนทางยังอีกยาวไกล ชะตาฟ้าลิขิต ถ้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจ ใครจะกล้าบอกว่าชีวิตนี้จะไม่มีวันได้ดี?”
คำพูดของจางเจี้ยนชวนทำให้ตาของจวงหงซิ่งเป็นประกาย
ไม่ว่าจะปลอบใจหรือให้กำลังใจ เธอก็ชอบฟัง
“ผู้กองจาง งั้นก็ขอบคุณสำหรับคำอวยพร วันหน้าถ้าฉันได้ดีจริง ๆ จะไม่ลืมคำพูดของคุณเลย” จวงหงซิ่งยิ้มหวาน
ส่งจางเจี้ยนชวนกลับไปแล้ว จวงหงซิ่งยังใจเต้นไม่หาย
ทุกครั้งที่เจอกันเธอจะอารมณ์ดีไปพักใหญ่ เธอรู้ว่าทำไม แต่ไม่อยากคิดลึก แค่นี้ก็ดีแล้ว
ผู้ชายคนนี้เป็นคนทำงาน เวลาเขาคิดหรือพูดเรื่องงานดูมีเสน่ห์มาก
เขาแวะมาหาบ้าง บางทีก็มาคุยที่บ้าน แม้จะเป็นเรื่องงานซะส่วนใหญ่ แต่เธอก็ชอบ
บางครั้งเก็บไปฝันถึงเรื่องน่าอาย ภาพเลือนรางแต่ทำเอาหน้าแดงใจเต้น
พอจิตใจสงบลง จวงหงซิ่งเดาว่าตำบลคงจะให้เขามาแก้ปัญหาโรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งต้องปะทะกับพวกหวงเจียหรงแน่ มิน่าเขาถึงมาถามเรื่องความเลวของหวงเจียหรง
เธอรู้เรื่องโรงงานไม่เยอะ แค่ฟังอาบ่น
บางทีเธอควรไปหาอา ถามไถ่ให้ละเอียดกว่านี้ เผื่อจะช่วยเขาได้บ้าง
ลำพังข่าวจากสิงอีซานและจวงหงซิ่งยังไม่พอ จางเจี้ยนชวนมาอยู่เจียนซานไม่นาน เส้นสายยังน้อย
ถ้ามีเวลาสัก 2-3 ปี เขาคงสืบจนทะลุปรุโปร่ง แต่ตอนนี้ต้องรีบ และต้องทำเงียบ ๆ
เขาไปหาจางกงโหย่ว
เขาต่างจากกู้หมิงเจี้ยนที่เป็นคนนอก จางกงโหย่วเป็นคนในพื้นที่และดูแลบริษัทอุตสาหกรรม จางเจี้ยนชวนไม่เชื่อว่าเขาจะไม่รู้อะไรเลย หรือไม่มีคนของเขาในโรงงาน
มันเป็นไปไม่ได้
จากการพูดคุย จางเจี้ยนชวนรู้สึกว่าจางกงโหย่วรู้อะไรดี ๆ เยอะ
แต่หมอนี่แกล้งโง่ ดันกู้หมิงเจี้ยนให้ออกหน้าชนกับเถาหย่งซิงเรื่องจัดการโรงงาน ส่วนตัวเองคอยตามน้ำเงียบ ๆ
กู้หมิงเจี้ยนอาจจะรู้ทัน แต่เขามาเป็นนายกฯ เพื่อสร้างผลงาน ปูทางสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรค
ขืนทำตัวเช้าชามเย็นชามก็ไม่ต่างจากสมัยเถาหย่งซิงเป็นนายกฯ
เถาหย่งซิงเป็นนายกฯ มา 7 ปี ลากยาวจาก 40 ต้น ๆ จนเกือบ 50 กว่าจะได้เป็นเลขาธิการพรรค ได้ข่าวว่าหลิวอิงกังก็ไม่ค่อยปลื้ม มองว่าใจไม่ถึง ไม่มีความคิดริเริ่ม
เถาหย่งซิงคงรู้ตัว เลยยอมแข็งกร้าวเรื่องโรงงานในครั้งนี้