- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 125 รวบยกแก๊ง
ตอนที่ 125 รวบยกแก๊ง
ตอนที่ 125 รวบยกแก๊ง
เมื่อตัดสินใจแล้ว สถานีตำรวจก็เคลื่อนไหวทันที ตำรวจจากทีมสืบสวน 2 นายร่วมกับคนของสถานีตำรวจตงป้า จูเผยซงวาดแผนที่คร่าว ๆ แล้วแบ่งกำลังออกเป็น 4 กลุ่ม
กลุ่มแรกเข้าทางด้านหน้าแต่ยังไม่ให้เป้าหมายเห็น ทำหน้าที่ซุ่มรอและป้องกันการหลบหนีทางด้านหน้า
อีกสามกลุ่มเป็นชุดจับกุม กลุ่มละ 4 คน สองกลุ่มเข้าทางทิศตะวันออก อีกกลุ่มเข้าทางทิศตะวันตก
เนื่องจากบ้านหลี่ว่านกุ้ยไม่มีประตูหลังแต่มีกำแพงล้อมรอบ กลุ่มทางทิศตะวันตกจึงทิ้งคนไว้ซุ่มดูนอกกำแพงหลังบ้าน 2 คน เพื่อป้องกันปลาหลุดรอด
หม่าเหลียนกุ้ยนำทีมเข้าทางตะวันออก จูหยวนผิงนำทีมเข้าทางตะวันตก ซุนเต๋อฟางนำทีมเข้าทางด้านหน้าเป็นกำลังสำรอง ยืมรถตู้ฉางอันจากคณะกรรมการเขต รถจี๊ป 212 ของสถานี และรถตู้จินเปยเก่า ๆ ของทีมสืบสวน ขนคนกว่าสิบคนไปส่งที่ริมถนนหน่วยผลิตที่ 5 หมู่บ้านต้าหลิ่ง
ช้าไม่ได้ การเคลื่อนไหวใหญ่ขนาดนี้ ถ้าชักช้าข่าวอาจรั่วไหล
แม้จะยังไม่ยืนยันว่าแก๊งเจ้าสามฮั่วคือคนร้ายในคดีปล้นทรัพย์ต่อเนื่อง แต่ความน่าสงสัยสูงมาก
โดยเฉพาะข้อมูลจากหยางหม่าที่บอกว่าเจ้าสามฮั่วกลับมาคราวนี้ดูร่ำรวยผิดหูผิดตา แต่งตัวดี เลี้ยงข้าวเพื่อนฝูงไม่อั้น สูบบุหรี่อาซือหม่าและ 555 ซึ่งเมื่อก่อนเป็นไปไม่ได้
เขาอ้างว่าไปทำงานต่างถิ่นได้เงินมา แต่ยุคนี้แค่ทำงานรับจ้างจะมีปัญญาดูดบุหรี่นอกแพง ๆ แบบนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้
ต้องจับตัวมาสอบสวนให้ได้ก่อน ถึงจะยืนยันหรือตัดข้อสงสัยได้
หม่าเหลียนกุ้ย หลิวเหวิ่นจง ฉินจื้อปิน ฟ่านเมิ่ง นำทีมหลัวจินเป่า จางเจี้ยนชวน จูเผยซง และตำรวจทีมสืบสวนอีก 1 นาย เข้าทางตะวันออก
จูหยวนผิงนำทีมหลี่กัง ตำรวจทีมสืบสวน 1 นาย และเถียนกุ้ยหลง เข้าทางตะวันตก ซุนเต๋อฟางนำทีมเซี่ยเสี่ยวหู่และอาสาสมัครอีก 2 คนคุมด้านหน้า
แม้จะเป็นตอนเที่ยง แต่อากาศขมุกขมัว ลมหนาวพัดจนทุกคนต้องหดคอเสื้อ
จากหน่วยผลิตที่ 5 ขึ้นเขา ต้องอ้อมไปตามแนวสันเขาแล้วค่อยลงมา
บ้านหลี่ว่านกุ้ยตั้งอยู่โดดเดี่ยว ไม่มีบ้านอื่นอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือไม่ต้องกลัวคนมาเจอ ข้อเสียคือเป็นเป้าสายตาชัดเจน ถ้าคนบ้านหลี่เห็นเข้าอาจจะไหวตัวทัน
แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกแล้ว ถ้ามัวแต่ลังเลก็ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทุกคนมาถึงสันเขาที่ชาวบ้านเรียกว่าเนินหมูป่า มองเห็นบ้านหลี่ว่านกุ้ยได้ราง ๆ
ไม่มีคนอยู่บนทางเกวียนที่เชื่อมจากถนนหลวงไปบ้านหลี่ นัดกับซุนเต๋อฟางไว้ว่าอีก 45 นาทีพวกเขาถึงจะเริ่มเคลื่อนที่จากร้านขายของชำปากทางเข้า เพื่อไม่ให้ถูกพบเห็นก่อนเวลา
หม่าเหลียนกุ้ยและจูหยวนผิงตกลงกันคร่าว ๆ แล้วแยกย้าย
ทีมทางตะวันออกต้องช้าหน่อย รอให้ทีมจูหยวนผิงอ้อมไปทางตะวันตกจนเข้าประจำที่ก่อน แล้วค่อยบุกพร้อมกัน พยายามให้ถึงเป้าหมายในเวลาเดียวกัน เตรียมแผนสำรองไว้พร้อม ถ้าประตูลานบ้านปิดกลุ่มหนึ่งจะตะโกนเรียก อีกกลุ่มจะปีนกำแพงเข้าไปเลยไม่ต้องรอ
ถ้าไม่เปิดประตูก็พังประตูเข้าไป
แน่นอนเรื่องหมาดุจางเจี้ยนชวนเตือนไว้แล้ว ทุกคนจึงถือกระบองยางหรือด้ามจอบครึ่งท่อนเตรียมพร้อม
ของแข็ง ๆ แบบนี้ ฟาดลงไปทีเดียว ต่อให้หัวหมาแข็งแค่ไหนก็ลุกไม่ขึ้น
แน่นอนว่าปืนก็ขาดไม่ได้ อีกฝ่ายอาจมีปืนแก๊ปและมีดสั้น จะประมาทไม่ได้
หม่าเหลียนกุ้ยและซุนเต๋อฟางพกปืนพกแบบ 77 ตำรวจทีมสืบสวนพกแบบ 64 ส่วนคนอื่นในสถานีพกแบบ 54 ทั้งหมด
หม่าเหลียนกุ้ยดูนาฬิกา คำนวณเวลา “ได้เวลาแล้ว ไป!”
ทุกคนเดินเรียงแถว เหนือบ้านหลี่ว่านกุ้ยเป็นป่าไผ่ขนาดใหญ่ ใบไผ่แห้งบนพื้นส่งเสียงดังกรอบแกรบเวลาเหยียบ ทุกคนต้องระวัง
แต่พอเข้าใกล้บ้านประมาณ 20 เมตร หมาในบ้านก็เห่ากระโชก คนในบ้านตื่นตัวทันที “เอ๊ะ ทำไมหมาเห่าแรงจัง? มีใครมากินข้าวเที่ยงตอนนี้เหรอ?”
หม่าเหลียนกุ้ยโบกมือ ไม่สนว่าจะเปิดเผยตัวหรือไม่ วิ่งพุ่งนำหน้าออกไปทันที
ทางตะวันตก จูหยวนผิงและพรรคพวกก็พุ่งเข้าหาประตูใหญ่ดุจสายลม
หมายิ่งเห่าดังขึ้น ฟ่านเมิ่ง จางเจี้ยนชวน และจูเผยซงวิ่งเร็วที่สุด ฉินจื้อปินและตำรวจสืบสวนตามมาติด ๆ ไม่กี่ก้าวก็ถึงหน้าประตู
เห็นประตูรั้วเปิดอยู่ ฟ่านเมิ่งดีใจมาก แต่ตอนนั้นชายใส่เสื้อหนังคนหนึ่งเดินออกมา มองซ้ายมองขวา
ก่อนมาได้รับข้อมูลว่าเจ้าสามฮั่วอาจใส่เสื้อหนัง ฟ่านเมิ่งพุ่งเข้าไป ปืน 54 ในมือเล็งไปที่เป้าหมาย “ห้ามขยับ!”
ชายคนนั้นยังไม่ทันตั้งตัวก็ถูกจางเจี้ยนชวนและจูเผยซงกดลงกับพื้น “เจ้ารองหลี่ ห้ามขยับ!”
ฟ่านเมิ่งได้ยินชื่อ รู้ว่าไม่ใช่เจ้าสามฮั่วก็รีบวิ่งเข้าไปในลานบ้าน
เห็นคนนั่งกินข้าวอยู่ในห้องโถงกลาง ชายใส่เสื้อหนังอีกคนรู้สึกถึงความผิดปกติ มือล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ฟ่านเมิ่งตะโกนลั่น “เอามือออกมา! ไม่งั้นยิงไส้แตกแน่!”
ตอนนั้นเองฉินจื้อปินและเซี่ยเจี้ยนเฟยก็วิ่งตามเข้ามา เห็นชายใส่เสื้อหนังกับชายหนุ่มใส่เสื้อกันหนาวอีกคน
ดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ปืนในมือทั้งสองคนเล็งไปที่เป้าหมาย ตะโกนเสียงดัง “ห้ามขยับ! ตำรวจ! ขยับยิงแน่!”
ชายใส่เสื้อหนังเห็นฟ่านเมิ่งตาขวาง ปืนจ่อมานิ่ง ๆ
ดูออกเลยว่าถ้าขยับ เขาเหนี่ยวไกแน่
ความลังเลของชายเสื้อหนังยิ่งทำให้ฟ่านเมิ่ง ฉินจื้อปิน และเซี่ยเจี้ยนเฟยระวังตัวแจ
สองผัวเมียเฒ่าเจ้าของบ้านตกใจหน้าซีด ตัวสั่นงันงก ร้องโวยวาย “ทำอะไรกัน! โจรเหรอ!...”
“ตำรวจโว้ย! หลี่ว่านกุ้ย ไม่เกี่ยวกับคุณ หุบปาก!”
หม่าเหลียนกุ้ย จูหยวนผิง และหลี่กังตามมาสมทบ หลี่กังจำหลี่ว่านกุ้ยได้ รีบตะโกนบอก
“สองคนนี้เป็นใคร? เอามือออกมา ชูขึ้น ประสานไว้ท้ายทอย! ตอนนี้ยังคิดจะทำอะไรอีก ฮะ?”
หม่าเหลียนกุ้ยแผ่รังสีอำมหิต จ้องเขม็งไปที่ชายเสื้อหนังและชายเสื้อกันหนาว
เห็นคนบุกเข้ามาเต็มไปหมด ชายเสื้อหนังกับชายเสื้อกันหนาวสบตากัน รู้ดีว่าวันนี้หนีไม่รอดแล้ว
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชายเสื้อหนังยอมเอามือออกมา ชายเสื้อกันหนาวก็ยอมยกมือประสานท้ายทอย
ตอนนั้นเอง ฉินจื้อปิน เซี่ยเจี้ยนเฟย หลี่กัง และตำรวจสืบสวนอีกคนก็พุ่งเข้าไปจับทั้งสองคนกดติดผนัง
จูหยวนผิงและฟ่านเมิ่งถึงได้เก็บปืนแล้วเข้าไปค้นตัว
ตอนที่จางเจี้ยนชวนและจูเผยซงคุมตัวเจ้ารองหลี่ที่ใส่กุญแจมือเข้ามา จูหยวนผิงและฟ่านเมิ่งค้นตัวเสร็จพอดี
เจอปืนแก๊ป 2 กระบอก มีดสั้น 1 เล่ม มีดสปริง 1 เล่ม ปืนของชายเสื้อหนังบรรจุดินปืนและกระสุนเหล็กพร้อมยิง แค่ยังไม่ง้างนก
“ชื่ออะไร? คนที่ไหน?” รอจนใส่กุญแจมือเรียบร้อย หม่าเหลียนกุ้ยถามเสียงเข้ม “ไม่ต้องมาแสแสร้ง เจ้าสามฮั่ว ถามอะไรก็ตอบมา!”
พอได้ยินหม่าเหลียนกุ้ยเรียกชื่อเล่น ชายเสื้อหนังหน้าถอดสี หมดหวังทันที “รู้หมดแล้วจะถามทำไม?”
“นี่คือกฎ! ถามก็ตอบ! เคยเข้าคุกมาแล้วไม่รู้หรือไง?” หม่าเหลียนกุ้ยดุ “ทำตัวดี ๆ ให้ความร่วมมือจะได้เจ็บตัวน้อยหน่อย...”
“ฮั่วหยวนเปียว คนหมู่บ้านหยางไหว ตำบลหยางหม่า...”
“แล้วแกล่ะ?” หม่าเหลียนกุ้ยเชิดหน้าถามชายอีกคน “เงียบไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก วันนี้หนีไม่รอดแล้ว...”
จางเจี้ยนชวนส่งสายตาให้ฉินจื้อปิน ฉินจื้อปินรู้งาน ถลกแขนเสื้อข้างซ้ายของชายเสื้อกันหนาวขึ้น ทุกสายตาจับจ้องไปที่เหนือข้อมือ คำว่า “เริ่น” ปรากฏชัดเจน
ทุกคนยิ้มออก ฉินจื้อปินดีใจสุดขีด
แบบนี้ไม่ต้องกลัวพวกมันปากแข็งแล้ว ตอนแรกเขากลัวว่าจับได้แล้วจะสอบสวนยาก แต่มีหลักฐานชิ้นนี้ ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น
หม่าเหลียนกุ้ยยิ้มอย่างมีเลศนัยให้เจ้าสามฮั่ว “เจ้าสามฮั่ว รู้ไหมทำไมถึงถลกแขนเสื้อเขาขึ้น? ฉันว่าแกน่าจะเดาได้นะ หึหึ ไป กลับไปคุยกันยาว ๆ ฉันเชื่อว่าแกฉลาดพอ...”
ระหว่างทางเดินกลับเจอทีมซุนเต๋อฟางพอดี ทุกคนเดินย้อนกลับไปที่ถนนหลวง ถึงเพิ่งนึกได้ว่าต้องแจ้งให้รถมารับ
ตอนแรกกลัวรถจอดริมถนนจะเป็นเป้าสายตา เลยให้รถกลับไปก่อน
ตอนนี้แถวนี้ไม่มีโทรศัพท์ ต้องให้คนขี่จักรยานไปตามที่สถานี
“หลังปีใหม่ กรมฯ บอกว่าจะซื้อวิทยุสื่อสารติดตั้งประจำที่และวิทยุพกพาให้สถานีใหญ่ ๆ ถึงตอนนั้นคงสะดวกขึ้นเยอะ” หม่าเหลียนกุ้ยบ่นอุบขณะเดิน “เขาว่าติดตั้งบนรถก็ได้ ต่อกับแบตเตอรี่ กินไฟไม่เยอะ...”
“แค่วิทยุพกพาก็พอแล้ว ผมเห็นโฆษณาในนิตยสารตำรวจประชาชน เครื่องเล็กนิดเดียว ไม่รู้ส่งสัญญาณได้ไกลแค่ไหน” จูหยวนผิงเสริม “ถ้าได้สัก 10 กิโลเมตร ก็ครอบคลุมเขตตงป้าเกือบหมด”
“คงยาก ทางเจียนซานเป็นภูเขา สัญญาณคงไม่ดี เขาว่าใช้ในที่ราบดีกว่า” พอจับคนร้ายได้ ทุกคนอารมณ์ดี คุยเล่นกันได้
ตอนนี้ทุกคนจงใจปล่อยให้ผู้ต้องหาทั้งสามเงียบไปก่อน พอกลับถึงสถานีค่อยเริ่มสงครามจิตวิทยา
กลับถึงสถานี จงเย่าอู่และจ้าวหยวนหางมารออยู่แล้ว พอรู้ว่าจับฮั่วหยวนเปียวและชายที่มีรอยสัก “เริ่น” ได้ ทั้งสองดีใจจนเนื้อเต้น
จงเย่าอู่รีบโทรรายงานผู้กำกับถัน หม่าเหลียนกุ้ยก็โทรรายงานเลขาธิการหลิว
แม้จะยังไม่ได้สอบสวนจนรับสารภาพ แต่รอยสัก “เริ่น” บนข้อมือชายเสื้อกันหนาว และนาฬิกาซิตี้เซนที่ค้นเจอในตัวฮั่วหยวนเปียว ซึ่งน่าจะเป็นของที่ปล้นมาจากเหยื่อรายล่าสุดที่หยางหม่าก็เป็นหลักฐานมัดตัวแน่นหนา
ปัญหาไม่น่าจะมีแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงเจ้ารองหลี่ที่ดูอ่อนหัดกว่าฮั่วหยวนเปียวและชายเสื้อกันหนาวมาก เข้าสถานีมาก็ตัวสั่นงันงกขอกินแต่น้ำ ดูทรงแล้วคงทนแรงกดดันได้ไม่นาน