เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 41 ได้ช่องทาง

ตอนที่ 41 ได้ช่องทาง

ตอนที่ 41 ได้ช่องทาง


เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จางเจี้ยนชวนช่วยถังถังตรวจสอบและคัดเลือกบทความไปพลาง คัดลอกหัวข้อลงไปในสมุดบันทึก เพื่อที่เธอจะได้สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้นเมื่อจำเป็นต้องใช้

ขณะเดียวกัน เขาก็สอนเคล็ดลับบางอย่างในการเขียนบทความให้เธออย่างเงียบ ๆ

พริบตาเดียวก็เป็นเวลาเลยห้าโมงเย็นไปแล้ว แม้แต่ถังถังเองก็ยังไม่รู้ตัวว่าเวลาผ่านไปเร็วขนาดนี้ ตอนที่อีกฝ่ายเก็บหนังสือและนิตยสารให้เธอนั้น เธอถึงกับเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์และตั้งตารอ

“พรุ่งนี้พอเริ่มงานฉันจะมาที่นี่เลยนะคะ แล้วคุณล่ะ?” ถังถังวางหนังสือและนิตยสารที่เก็บไว้เรียบร้อยแล้วลงบนหน้าท้อง จ้องมองจางเจี้ยนชวน

“ผมเหรอ? เอ่อ เก้าโมงเช้าแล้วกัน? ความจริงคุณก็รู้แล้วนี่ว่าจะเลือกหัวข้อและรวบรวมข้อมูลยังไง...” จางเจี้ยนชวนยังพูดไม่ทันจบ ถังถังก็เบิกตากว้าง “อะไรกัน คิดจะเบี้ยวอีกแล้วเหรอ? ผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำนะ?”

“ไม่เบี้ยว ไม่เบี้ยว มาตรงเวลาครับ เก้าโมงตรงเป๊ะเลย ตกลงไหม?” จางเจี้ยนชวนพยักหน้าอย่างจนปัญญา “ผมก็มีเวลาพักอีกแค่วันพรุ่งนี้วันเดียวเท่านั้น วันมะรืนก็ต้องไปทำงานแล้ว”

“ฉันรู้แล้วค่ะ ฉันใช้เวลาพักผ่อนอันมีค่าของคุณไปแล้ว วันหน้าฉันจะตอบแทนบุญคุณแน่นอน ดีไหมคะ?” ถังถังขยิบตาอย่างน่ารัก “อยากได้อะไรตอบแทน บอกราคามาเลย”

“โอ้ งั้นผมถือว่าคุณพูดจริงนะ เดี๋ยวผมจะจดไว้ แล้วถ้าถึงเวลาที่จำเป็นเมื่อไหร่ค่อยมาเรียกราคา” จางเจี้ยนชวนก็หัวเราะออกมา “ความจริงผมก็ไม่ได้มีอะไรทำหรอก ยินดีมากที่ได้ช่วยคุณ”

คำพูดเดียวนี้ทำให้ถังถังรู้สึกหวานอยู่ในใจ ราวกับมีน้ำพุใสสะอาดผุดขึ้นและกระโดดโลดเต้นอยู่ในหัวใจ

วันที่สองก็เป็นแบบเดียวกัน ตั้งแต่เช้าจนถึงบ่าย พอถึงสี่โมงเย็น จางเจี้ยนชวนก็ต้องขอตัวกลับก่อน ถังถังก็มีท่าทางอาลัยอาวรณ์อย่างเห็นได้ชัด

เธอรู้สึกว่าการได้อยู่กับผู้ชายคนนี้มันช่างมีความสุขมากจริง ๆ คุยกันได้ทุกเรื่อง นอกจากเรื่องงานของเธอแล้ว เรื่องอื่น ๆ อีกมากมายก็คุยกันอย่างเข้าอกเข้าใจ ไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อนเลย

หลังจากอดนอนมาอีกคืนหนึ่ง จางเจี้ยนชวนขยี้ตาที่แห้งผากของเขาแล้วหาวหวอด เตรียมปั่นจักรยานกลับบ้าน โทรศัพท์ในห้องเวรก็ดังขึ้น สีหน้าของถังเต๋อปิงดูแปลก ๆ ทำให้จางเจี้ยนชวนรู้ว่าคนที่โทรมานั้นไม่ธรรมดา

เป็นไปตามคาด เป็นเสียงของผู้หญิงที่ยังสาว ซึ่งเป็นถังถัง

“เพิ่งกลับมาจากกลางแจ้งครับ ตอนเช้าผมคงต้องนอนพักหน่อย... บ่ายโมงครึ่งครับ ได้ ไม่เจอไม่กลับ...”

จางเจี้ยนชวนยิ้มแห้ง ๆ แล้ววางหูโทรศัพท์ลง นี่คงเป็นเรื่องที่ต้องพัวพันกันแล้ว ไม่รู้ว่านี่คือปัญหาที่แสนหวานหรือไม่

นี่เป็นการเฝ้าเวรกลางคืนรอบที่ห้าแล้ว เวลาผ่านไปกว่ายี่สิบวันแล้วก็ยังคงไม่มีข่าวคราวอะไรเลย

จางเจี้ยนชวนได้สอบถามสถานีตำรวจอื่น ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงแล้ว ไม่มีคดีลักขโมยลักษณะเดียวกันเกิดขึ้น

ซึ่งสามารถมองได้อีกมุมหนึ่งว่า พวกโจรกลุ่มนี้คงจะถูกเหตุการณ์ที่เกือบถูกตำรวจหลงชิ่งจับได้ในครั้งนั้นทำให้กลัวจนไม่กล้าลงมือ

แต่จางเจี้ยนชวนก็คิดว่าพวกโจรกลุ่มนี้ยังไงก็คงจะอดใจไว้ไม่ไหว เพียงแต่ไม่รู้ว่าพวกเขาจะกลับมาทางนี้หรือไม่

แต่ท่าทีของหม่าเหลียนกุ้ยกลับหนักแน่นมาก เขาตัดสินใจแล้วว่าจะซุ่มเฝ้าต่อไป ไม่ยอมล้มเลิกอะไรง่าย ๆ

กำลังจะยืมจักรยานของเถียนกุ้ยหลงกลับบ้าน ฉินจื้อปินก็เรียกมาจากห้องทำงานตรงข้าม “เจี้ยนชวน”

จางเจี้ยนชวนเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของฉินจื้อปิน ในใจก็ดีใจทันที คาดว่าเรื่องที่เขาขอให้ฉินจื้อปินช่วยสอบถามคงจะมีข่าวคราวแล้ว

เขตตงป้ามีห้าตำบล คือ เมืองตงป้า ตำบลหลัวเหอ ตำบลเจียนซาน เมืองไป๋เจียง ตำบลเอ้อร์หลาง ตำรวจของสถานีตำรวจก็ติดต่อกับตำบลทั้งห้า

ฉินจื้อปินเป็นคนติดต่อกับเมืองตงป้า คุ้นเคยกับผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐบาลของเมืองตงป้าเป็นอย่างดี ดังนั้นจางเจี้ยนชวนจึงขอให้เขาช่วยสืบเรื่องวิธีการดำเนินการขอใบอนุญาตเปิดบ่อทราย

พอเข้าไปในห้องทำงาน ฉินจื้อปินก็นั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย แล้วพูดตรง ๆ ว่า “ฉันช่วยนายถามแล้ว การขอใบอนุญาตเปิดบ่อทรายไม่ง่ายเลย โดยทั่วไปแล้วไม่ได้รับการอนุมัติ สาเหตุหลักคือกรมชลประทานของอำเภอคุมเข้มมาก ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกตลิ่งแม่น้ำนั้นเป็นของกรมที่ดิน การควบคุมยิ่งเข้มงวดหนักเข้าไปอีก ถ้าครอบครัวน้าชายของนายใจกล้าพอ ไปคุยกับทางหมู่บ้านแล้วแอบร่อนทรายในหาดทรายของแม่น้ำเองได้เลย พอจ่ายค่าธรรมเนียมให้หมู่บ้านไปบ้าง มีเรื่องอะไร หมู่บ้าoช่วยรับผิดชอบ มันก็จะผ่านไปได้ ทางเมืองกับตำบลหลัวเหอก็มีบ่อทรายหลายแห่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละ...”

จางเจี้ยนชวนส่ายหน้า

แน่นอนว่าเขารู้จักบ่อทรายเถื่อนแบบนี้ โดยทั่วไปแล้วมันจะมีผลประโยชน์ร่วมกับทางหมู่บ้าน เพราะมันอยู่ในหาดทรายของแม่น้ำ ซึ่งจะว่าไปก็เป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

จะพูดถึงเรื่องผลกระทบต่อการไหลของน้ำ หรือเรื่องความปลอดภัย มันก็เป็นแค่คำพูดที่ว่างเปล่า ถ้าเกิดน้ำท่วมจริง ๆ บ่อทรายจะมีผลกระทบอะไรมากนัก? ถ้าเกิดคนตกลงไปแล้วตาย ใครใช้ให้คุณลงไปหาทรายในแม่น้ำ? ป้ายห้ามลงแม่น้ำก็มีปักอยู่บนตลิ่งแล้ว คุณไม่เชื่อฟังคำเตือน แล้วรัฐบาลยังจะต้องจ่ายเงินชดเชยให้คุณอีกเหรอ?

รัฐบาลเมืองมักจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น พอมีคนร้องเรียนก็แกล้งทำเป็นมาตรวจสอบ พวกที่ใจไม่กล้าก็จะปิดไปสักพักแล้วค่อยเปิดใหม่ ส่วนพวกที่ใจกล้าก็จะเปิดดำเนินการต่อทันทีที่เจ้าหน้าที่กลับไป

สรุปคือ รัฐบาลเมืองไม่ต้องการอนุมัติบ่อทรายในแม่น้ำ ส่วนบ่อทรายนอกตลิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับกรมที่ดิน การขอใบอนุญาตยิ่งเข้มงวดหนักเข้าไปอีก โดยพื้นฐานแล้วทำไม่ได้

จางเจี้ยนชวนรู้สึกผิดหวัง บ่อทรายเถื่อนแบบนี้มีอายุสั้น อาจจะทำเงินได้บ้างภายในปีครึ่งปี แต่ความเสี่ยงก็ไม่น้อย หนึ่งคือต้องเผชิญหน้ากับการร้องเรียน สองคือถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาจริง ๆ แล้วทางการเอาจริงเอาจัง มันก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่

“พี่ปิน ไม่มีหวังเลยเหรอครับ? แล้วพวกที่ได้ใบอนุญาตมาเขาทำยังไงกัน?” การขอใบอนุญาตไม่ได้ก็หมายความว่าเส้นทางนี้ไปไม่ได้ จางเจี้ยนชวนไม่เชื่อ เพราะก็ยังมีบ่อทรายไม่กี่แห่งที่ได้รับใบอนุญาต คนพวกนี้ทำได้ยังไง?

“พวกนั้นขอได้เมื่อนานมาแล้ว เมื่อปีสองปีก่อนที่การควบคุมยังไม่เข้มงวดขนาดนี้ ความจริงแล้วมันก็ใช่ว่าจะไม่มีหวังเลย”

ฉินจื้อปินเห็นจางเจี้ยนชวนสนใจมาก ก็เกาหัว

“ฉันถามเหล่าโจวจากสถานีชลประทาน เขาบอกว่าที่หมู่บ้านหยวนต้งมีหาดทรายส่วนหนึ่ง ถูกตัดแยกออกมาตอนที่มีการขุดแม่น้ำให้ตรงเพื่อป้องกันน้ำท่วม ยังมีพื้นที่หลายสิบหมู่ซึ่งตอนนี้ไม่มีใครดูแล แต่พื้นที่นั้นค่อนข้างห่างไกล ไม่มีถนนเชื่อมต่อ ถ้าอยากจะเปิดบ่อทรายตรงนั้น ต้องจ่ายเงินค่าเช่าให้ทางเมืองกับหมู่บ้านทุกปี คาดว่าทางเมืองก็จะยินดีช่วยวิ่งเต้นเรื่องใบอนุญาตให้”

จางเจี้ยนชวนเข้าใจแล้ว นี่มีความหมายอยู่หลายชั้น

หนึ่ง… ที่ดินผืนนี้ไม่มีเจ้าของ

ตามหลักการแล้วเป็นของเขตแม่น้ำ อยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน แต่ตลิ่งแม่น้ำได้แยกที่ดินผืนนี้ออกมาแล้ว ไม่ส่งผลกระทบต่อการไหลของน้ำ และปลอดภัย

แต่ถูกแยกออกมาแล้ว ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับทางหมู่บ้านด้วย การขอใบอนุญาตย่อมต้องประสานงานกับทางหมู่บ้านด้วย

ดังนั้นถ้าอยากจะดำเนินการอย่างปลอดภัย ก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้ทางเมืองกับหมู่บ้านทุกปี มันก็จะวิน-วินทั้งสองฝ่าย

เพียงแต่ว่าเรื่องนี้มันก็ซับซ้อนขึ้นไปอีก

หนึ่งคือที่ดินผืนนี้ห่างไกล ต้องมีการสร้างถนน ถึงแม้จะเป็นแค่ถนนที่ถมด้วยทรายและกรวด น่าจะใช้เงินลงทุนไม่น้อย

สองคือการวิ่งเต้นขอใบอนุญาตก็เป็นเรื่องยุ่งยาก สามคือต้องจ่ายค่าเช่าให้กับเมืองและหมู่บ้านทุกปี

นี่แตกต่างจากความคิดเดิมของจางเจี้ยนชวนที่ตั้งใจจะเปิดบ่อทรายเล็ก ๆ เพื่อหาเงินอยู่บ้าง

จางเจี้ยนชวนไม่ได้สังเกตเห็นที่ดินผืนนี้ เพราะมันอยู่นอกตลิ่งแม่น้ำ ส่วนใหญ่บ่อทรายจะอยู่ด้านในแม่น้ำ ถ้าหากมีพื้นที่หลายสิบหมู่ ไม่รู้ว่าค่าเช่าต่อปีจะต้องจ่ายเท่าไหร่?

แต่คาดว่าคงจะไม่น้อย

การสร้างถนนและถมถนน อาจจะเป็นหลุมดำที่ไม่มีที่สิ้นสุด สามพันห้าพันหยวนอาจจะไม่พอ สองหมื่นสามหมื่นหยวนก็อาจจะเป็นไปได้

ถ้าทำจริงจัง ต้นทุนเริ่มต้นอย่างน้อยก็เป็นหลักหมื่นหยวน

นอกจากนี้ หมู่บ้านหยวนต้งก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับตระกูลเฉาของเขาเลย การจะหาข้ออ้างเข้าถึงก็ยาก ซึ่งนี่ไม่ใช่ปัญหาหลัก ถ้าหากอยากจะทำจริง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่

แน่นอนว่าข้อดีก็มีไม่น้อย หนึ่งคือสามารถขอใบอนุญาตได้ ขุดทรายได้อย่างเปิดเผย มีอำนาจในการต่อรอง สองคือพื้นที่ใหญ่ แถมทรายและกรวดในหมู่บ้านหยวนต้งยังมีคุณภาพดี สามคือการจ่ายค่าเช่าให้กับเมืองและหมู่บ้าน ถือเป็นการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้เมืองและหมู่บ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านก็จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

เมื่อเห็นจางเจี้ยนชวนไม่พูดอะไร ฉินจื้อปินก็รู้สึกกระอักกระอ่วน “เจี้ยนชวน หรือจะไปลองถามทางหลัวเหออีกที?”

จางเจี้ยนชวนส่ายหน้า “พี่ปิน ผมขอคิดดูก่อนดีกว่า เรื่องนี้ยุ่งยากเกินไป ถ้าให้ญาติผมทำ คงต้องเป็นหนี้นอกระบบอีกไม่รู้เท่าไหร่ ไม่ใช่ง่ายๆ เลย”

จบบทที่ ตอนที่ 41 ได้ช่องทาง

คัดลอกลิงก์แล้ว