เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 10 บทสรุปปรากฏ

ตอนที่ 10 บทสรุปปรากฏ

ตอนที่ 10 บทสรุปปรากฏ


เขานอนหลับบนเก้าอี้ยาวหวายในห้องประชุมใหญ่ไปทีเดียวจนถึงเช้า

พอได้ยินเสียงในลานบ้านเริ่มอึกทึกครึกโครมขึ้นมา จางเจี้ยนชวนถึงได้ลุกขึ้นมาขยี้ตาที่แดงก่ำของตัวเอง เขาถอดเสื้อออกแล้วไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็นที่ข้างก๊อกน้ำ

เขาเดินเท้าเปล่าเข้าไปหารองเท้าแตะเก่า ๆ คู่หนึ่งในห้องพักของเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ จางเจี้ยนชวนถึงได้เพิ่งสังเกตเห็นว่าตามเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยรอยหวายสีคล้ำที่ถูกกดทับ ราวกับสวมเสื้อกะลาสีลายขวางสีเนื้อ

“จางเจี้ยนชวน คราวนี้นายทำถูกทางแล้ว” จูเผยซงที่กำลังล้างหน้าอยู่ด้วยกัน พูดเสียงแจ๊บ ๆ อย่างอิจฉา “เจอเรื่องแบบนี้เข้า ครั้งนี้ที่สถานียังไงก็ต้องมอบรางวัลชมเชยให้นายบ้างล่ะ...”

“เฮ้ ผมแค่ตามพี่ปินไปวิ่งธุระเท่านั้นเอง ตอนนั้นเจอมันเข้าพอดี หรือจะให้ผมถอยหลังกลับล่ะครับ? ยังอยากทำงานอยู่ในสถานีตำรวจต่อไหมล่ะ?”

ในสถานีตำรวจ จูเผยซงคนนี้ยังถือว่าเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่เหมือนหลัวจินเป่าที่ชอบวางมาด และก็ไม่เหมือนถังเต๋อปิงที่ชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างจางเจี้ยนชวนกับจูเผยซงเลยค่อนข้างดี

“นายไม่กลัวตายรึไง? เจ้าสามโจวเป็นพวกบ้าดีเดือด พอเงื้อมีดขึ้นมาแล้วมันไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมหรอกนะ...”

จูเผยซงส่ายหน้า

เขาก็เป็นคนร่างใหญ่กำยำ ตอนที่ภาพยนตร์เรื่องวัดเส้าหลินฉายในปี 83 เขาชอบจี้ชุนหัวที่รับบทเป็น ‘อินทรีหัวล้าน’ ที่สุด ตอนอยู่ในกองทัพก็เคยแห่ตามกระแสฝึก ‘กรงเล็บอินทรี’ อยู่สองปี ว่าง ๆ ก็จะบีบลูกเหล็กวอลนัท รูปร่างบึกบึนแข็งแรง มีพละกำลังมหาศาล แต่เขาก็รู้ดีว่าถ้าเจอกับพวกชอบใช้มีดก็ต้องระมัดระวัง

“กลัวอะไร! ตอนผมอยู่ในกองทัพ ผมเจออะไรมาบ้าง? ตอนมีเรื่องชกต่อยกันในกองทัพ ผมเป็นคนแรกที่เข้าไปลุยทุกที ไม่เคยปอดแหกเลยสักครั้ง!” ความจริงแล้วจางเจี้ยนชวนก็รู้สึกหวาดเสียวอยู่บ้าง

วรยุทธ์สูงส่งแค่ไหนก็ยังกลัวมีดทำครัว!

จู่ ๆ ประโยคนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอีกแล้ว จางเจี้ยนชวนก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินคำพูดนี้มาจากที่ไหน

ถึงแม้ว่าตอนนั้นเขาจะเล็งจังหวะแล้วฟาดกระบองลงไป มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะต้องจับมีดไว้ไม่มั่นแน่ แต่ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาล่ะ ถ้ามีดเชือดหมูเล่มนั้นแทงสวนมา นั่นก็หมายถึงอีกหนึ่งชีวิตเลยนะ

แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้เขาต้องรักษามาดวางท่าข่มไว้ก่อน

“พูดบ้าอะไรของนาย อย่างกับฉันไม่เคยเป็นทหารงั้นแหละ มาจากหน่วยเคลื่อนที่เร็วตำรวจติดอาวุธด้วยซ้ำ ตอนอยู่ในกองทัพก็ได้เป็นทหารตัวอย่างทุกปี คนแค่สามห้าคนผมไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาเลย...” จูเผยซงถึงกับหัวเราะออกมาเพราะคำพูดของจางเจี้ยนชวน “ตอนที่ฉันเข้ากรมเป็นทหารน่ะ นายยังนอนกลิ้งเล่นลูกแก้วกับตบการ์ดซองบุหรี่อยู่บนพื้นอยู่เลย”

“อะไรกัน ตำรวจติดอาวุธเจ๋งกว่าทหารบกตรงไหน? ผมมาจากหน่วยลาดตระเวนด้วยซ้ำ ใครต้องกลัวใครกันแน่?” พอเปลี่ยนเรื่องได้สำเร็จ บรรลุเป้าหมายแล้ว จางเจี้ยนชวนก็ใช้น้ำเย็นลูบหน้าสองสามที “ไปกันเถอะ เจ้าหน้าที่จางซื้อซาลาเปากลับมาแล้ว นาน ๆ ทีห้องรักษาความสงบจะเลี้ยงอาหารเช้า ไม่กินก็โง่ตาย...”

ตอนเช้า ช่วงที่ต้องประสานงานกับคนของหน่วยสืบสวนอาชญากรรมในการคุมตัวเจ้าสามโจวไปชี้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น จางเจี้ยนชวนกลับไม่ได้ไป มีหลัวจินเป่า ถังเต๋อปิง และจูเผยซงที่ออกไป

“มานี่หน่อย เจี้ยนชวน มาเขียนบันทึกการปฏิบัติงานหน่อย ลำดับเหตุการณ์การจับกุมนั่นแหละ นายกับเกาจวินต้องเขียนทั้งคู่เลยนะ เขียนให้มันละเอียด ๆ หน่อย...” ฉินจื้อปินที่ยังคงอยู่ในห้องรักษาความสงบกวักมือเรียกจางเจี้ยนชวน “เขียนไปตามความเป็นจริงนั่นแหละ”

ฉินจื้อปินอารมณ์ดีมาก เมื่อคืนนี้สารวัตรได้เล่าถึงท่าทีของจางเจี้ยนชวนให้เขาฟังแล้ว เขาเลยสบายใจขึ้นมาก

ถึงแม้ว่าจางเจี้ยนชวนจะเป็นคนออกแรงซะเยอะ แต่ทุกคนก็รู้ว่าเขามีสถานะเป็นแค่หน่วยป้องกันร่วม เรื่องความดีความชอบหรือรางวัลย่อมไม่ตกมาถึงเขาอยู่แล้ว แต่ตัวเองในฐานะตำรวจที่เป็นหัวหน้าทีมไม่เหมือนกัน อีกอย่าง ตัวเขาเองก็ได้ลงแรงไปจริง ๆ ไม่เห็นมีอะไรต้องพูดมาก

แต่ฉินจื้อปินก็ยังแอบกังวลอยู่บ้างว่าถ้าเกิดจางเจี้ยนชวนเป็นพวกหัวทื่อ คิดว่าความชอบนี้ควรจะเป็นของเขา แล้วโวยวายขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจ

หรือต่อให้ไม่โวยวาย แต่ไปเที่ยวพูดนั่นพูดนี่ลับหลังก็ยังยุ่งยากอยู่ดี

พอได้ยินสารวัตรเล่าถึงคำพูดของจางเจี้ยนชวน ความประทับใจที่ฉินจื้อปินมีต่อจางเจี้ยนชวนก็ดีขึ้น จนแทบจะดีไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว

แต่จางเจี้ยนชวนกลับรู้สึกเฉย ๆ กับเรื่องนี้มาก

มีคำพูดที่ว่า… ยังไงนะ สถานะที่แตกต่าง ย่อมกำหนดชะตากรรมที่แตกต่าง

ข้อนี้เขาเคยสัมผัสมาบ้างแล้วตอนอยู่ในกองทัพ พอปลดประจำการกลับมาอยู่บ้านว่าง ๆ หลายเดือนก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงมัน ดังนั้นเขาเลยไม่คิดว่าจะต้องไปโกรธแค้นไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้

อีกอย่าง ตัวของฉินจื้อปินเองก็มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้จริง ๆ

“ได้ครับ พี่ปิน เดี๋ยวผมเขียนเสร็จแล้ว พี่ช่วยแก้ให้หน่อยนะครับ...” จางเจี้ยนชวนรับคำอย่างยินดี

ขณะที่จางเจี้ยนชวนกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนบันทึกอยู่ที่โต๊ะทำงาน กู้หมิงเจี้ยนกับจางเฉิงฟู่ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของตำบลก็เดินเข้ามาพอดี

พอเห็นจางเจี้ยนชวน กู้หมิงเจี้ยนก็นึกถึงคำพูดของอีกฝ่ายเมื่อวานนี้ขึ้นมา เขาลูบหน้าตัวเองโดยไม่รู้ตัว แล้วกระแอมออกมาทีหนึ่ง

จางเจี้ยนชวนเงยหน้าขึ้นมา เห็นกู้หมิงเจี้ยนกับจางเฉิงฟู่ก็รีบลุกขึ้นยืนทักทาย “เลขากู้ เจ้าหน้าที่จาง มาหาสารวัตรเหรอครับ? พวกสารวัตรไปที่เกิดเหตุกันหมดแล้ว คาดว่าน่าจะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุซ้ำ คงต้องรออีกสักพักกว่าจะกลับมาครับ”

กู้หมิงเจี้ยนเห็นท่าทีของอีกฝ่ายที่ให้ความเคารพเขาเป็นอย่างดี ในใจก็รู้สึกผ่อนคลายลง เขายิ้มออกมา “เสี่ยวจาง เมื่อวานนี้ต้องขอบคุณที่นายช่วยเตือนนะ ไม่งั้นคงได้เกิดเรื่องใหญ่...”

จางเจี้ยนชวนรีบส่ายหน้า “เลขากู้ พูดอะไรอย่างนั้นครับ ทั้งหมดเป็นเพราะสารวัตรเป็นคนจัดการ แล้วก็เป็นโชคดีของเจ้ารองหวงด้วย ที่พวกเราไปถึงทันเวลาพอดี...”

เมื่อเห็นว่าจางเจี้ยนชวนไม่พูดถึงเลยสักคำว่าตัวเขาเองเป็นคนเตือนในตอนนั้น ในใจของกู้หมิงเจี้ยนก็สว่างวาบขึ้นมา ยิ่งรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ เขาจึงยิ้มพยักหน้า “ใช่แล้ว สารวัตรหม่าประสบการณ์โชกโชนจริง ๆ ไอ้เจ้าสามโจวมันถึงคราวเคราะห์แล้ว...”

พอเดินออกมาจากห้องทำงาน กู้หมิงเจี้ยนก็พูดกับจางเฉิงฟู่ “เหล่าจาง เด็กคนนี้เป็นเจ้าหน้าที่ป้องกันร่วมที่เพิ่งมาใหม่ของสถานีตำรวจเหรอ? เป็นคนที่ไหน?”

“อืม เพิ่งมาได้ไม่ถึงสองเดือน เป็นทหารปลดประจำการกลับมา เหมือนว่าบ้านจะอยู่ที่โรงงานทอผ้านะครับ แต่ได้ยินมาว่าเป็นแค่ 'ครัวเรือนลูกครึ่ง' บ้านเดิมน่าจะอยู่ที่เมืองตงป้านี่แหละ ทำไมเหรอครับ เลขากู้รู้จักเหรอ?” จางเฉิงฟู่ถามอย่างไม่ใส่ใจ

“ก็เพราะไม่รู้จักน่ะสิ ถึงได้รู้สึกว่าเด็กคนนี้ดูมีแววไม่เบา” กู้หมิงเจี้ยนไม่ได้พูดอะไรมาก แต่ในน้ำเสียงกลับเจือความไม่พอใจอยู่หลายส่วน

“ในสถานีตำรวจนั่น ผมเห็นมีเจ้าหน้าที่ป้องกันร่วมอยู่หลายคนที่ดูเก่งกาจไม่เบา หัวไวกว่าคนในห้องรักษาความสงบของเราเยอะแยะ วันหน้าถ้าห้องรักษาความสงบจะคัดเลือกเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ เหล่าจาง คุณต้องเลือกให้มันดี ๆ หน่อย ต่อไปพวกสถานีชลประทาน สถานีเศรษฐกิจการเกษตร สถานีเทคนิคการเกษตร สถานีวิทยุกระจายเสียง ถ้าจะเลือกคนจากในกลุ่มเจ้าหน้าที่รักษาความสงบ ก็ต้องเลือกคนที่หัวดี ๆ ทำงานเป็น ไอ้พวกหัวทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่มีไหวพริบเลยสักนิด จะเอาไปใช้งานได้ยังไง...”

จางเฉิงฟู่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย

คนในห้องรักษาความสงบของเขาเองก็เป็นทหารปลดประจำการกลับมาเหมือนกัน ถ้าพูดถึงเรื่องการปฏิบัติตามคำสั่ง การจับกุมคน การต่อยตี หรือความขยันในการวิ่งเต้นธุระถือว่าไม่เลวเลย แต่การจะให้ไปถึงระดับที่เรียกว่า ‘มีแวว’ และ ‘รู้ความ’ อย่างที่ผู้นำต้องการนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ

ดูท่าทางแล้ว จางเจี้ยนชวนคนนี้มีดีอยู่สองสามส่วนจริง ๆ

พอกลับมาถึงสถานีตำรวจก็เป็นเวลาบ่ายสี่โมงกว่า

คนในสถานียังคงพูดคุยกันถึงเรื่องคดีนี้ไม่เลิก มันก็แน่อยู่แล้ว เขตตงป้าไม่ได้เกิดคดีใหญ่ที่มีคนตายทีเดียวสองศพแบบนี้มานานมาก มันน่าตื่นเต้นเกินไป ทันทีทันใดก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ดีที่สุดหลังมื้ออาหารของคนทั้งสามตำบลสองเมืองไปเลย

พี่หูกับเซี่ยเสี่ยวหู่ที่อยู่เฝ้าสถานีก็ยังอุตส่าห์แวะมาถามไถ่เรื่องราวอีกรอบ จางเจี้ยนชวนทำได้เพียงเล่าเรื่องราวที่ผ่านการ ‘ปรุงแต่ง’ แล้วซ้ำอีกครั้งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทำเอาคนฟังทั้งสองถึงกับถอนหายใจด้วยความทึ่ง

แววตาของถังเต๋อปิงฉายแววอิจฉาอย่างปิดไม่มิด ถึงแม้ว่าหลัวจินเป่าจะเก็บอาการได้ดีกว่า แต่จางเจี้ยนชวนก็คาดเดาได้ว่าในใจของอีกฝ่ายก็คงรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง คงจะคิดว่าทำไมเรื่องดี ๆ แบบนี้ถึงได้มาตกอยู่ที่เขาคนเดียว

ส่วนเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนขนาดนั้น ต่างก็พากันพูดหยอกล้อว่าถ้าสถานีมีรางวัลให้ จางเจี้ยนชวนต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวนะ

จางเจี้ยนชวนไม่ใช่คนขี้เหนียวอยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาก็รับปากไปอย่างเต็มใจ

จบบทที่ ตอนที่ 10 บทสรุปปรากฏ

คัดลอกลิงก์แล้ว