- หน้าแรก
- ฝ่ามิติทะลุยุคสมัย ไปเป็นตำรวจผู้ช่วยที่ร่ำรวย
- ตอนที่ 3 รุ่งอรุณบูรพา เข้าสู่สถานการณ์
ตอนที่ 3 รุ่งอรุณบูรพา เข้าสู่สถานการณ์
ตอนที่ 3 รุ่งอรุณบูรพา เข้าสู่สถานการณ์
“ไปรับสินบนมาจากไหนอีกล่ะเนี่ย?” จูหยวนผิงหัวเราะหยอกล้อ ปกติแล้วจ้าวหย่วนหางก็ไม่มีปัญญาสูบบุหรี่แบบนี้หรอก ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ชอบสูบมันก็ตาม
“ไปไกล ๆ เลย ฉันเพิ่งฉลองวันเกิดใหญ่ เมียฉันอุตส่าห์หามาให้แถวหนึ่งเป็นของบำรุงขวัญ นี่ซองสุดท้ายแล้ว” จ้าวหย่วนหางถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ เขาชอบสูบบุหรี่ที่รสชาติแรง ๆ แบบนี้ แต่เสียดายที่มันแพงเกินไป ได้แต่สูบเป็นครั้งคราวเท่านั้น
จางเฉิงฟู่เห็นดังนั้นก็รีบควักบุหรี่ 'หงเหมย' จากกระเป๋าเสื้อออกมาแจกจ่ายทันที พร้อมกันนั้นก็ขยิบตาให้กับเจ้าหน้าที่รักษาความสงบคนหนึ่ง
“ยุคสมัยนี้จะไปไหนก็ต้องใช้เงิน อาศัยแค่สองขา มันจะหนีไปได้ไกลแค่ไหนกันเชียว? เจ้าสามโจวเคยออกไปทำงานต่างถิ่นข้างนอกบ้างไหม?” จูหยวนผิงก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของจ้าวหย่วนหาง จึงถามขึ้นทันที
“ไม่เคยได้ยินว่าเคยออกไปนะครับ เอาแต่อุดอู้อยู่ที่บ้าน เจ้าใหญ่โจวสองผัวเมียถึงได้ไม่ชอบหน้ามัน รู้สึกว่ามันเอาแต่กินแล้วก็ขี้เกียจอยู่บ้านไปวัน ๆ แถมยังหาเงินไม่ได้อีก” จางเฉิงฟู่รีบเสริม
“มีแฟนหรือยัง?” จูหยวนผิงถามต่อ
“เหอะ ๆ ดูสารรูปซอมซ่อปอน ๆ แบบมันน่ะเหรอ บ้านไหนเขาจะยกลูกสาวให้คนแบบนี้กัน?” จางเฉิงฟู่ยิ้มเยาะอย่างดูแคลน
“แถว ๆ นี้ เขามีญาติสนิทหรือเพื่อนที่คุ้นเคยบ้างไหม?” จ้าวหย่วนหางถามเจาะจงลงไป “พวกที่ปกติไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย ๆ สนิทกัน มีบ้างไหม?”
จางเฉิงฟู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เอียงคอคิด “ไม่น่าจะมีนะครับ ตอนนี้ข้างนอกเขาก็รู้กันหมดแล้ว ใครจะยังกล้าไปยุ่งกับมัน? เกาจวิน นายอยู่หมู่บ้านเดียวกับเจ้าสามโจว รู้ไหมว่าแถวนี้มันสนิทกับใครบ้าง?”
เจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งกำลังถือกระติกน้ำร้อนเข้ามาเติมน้ำ เบ้ปาก “ไอ้สันดานหมา ๆ แบบมันน่ะเหรอ ใครเขาจะไปคบหากับมันได้? ไม่มีเพื่อนเลยสักคน ออกไปข้างนอก แม้แต่บุหรี่สักมวนยังขอน้ำใจใครเขาไม่ได้เลย...”
จ้าวหย่วนหางอดขมวดคิ้วไม่ได้ ถ้าบนตัวไม่มีเงิน แถมรอบข้างก็ไม่มีเพื่อนฝูง ทิศทางการหลบหนีแบบนี้ก็ประเมินได้ยากเหมือนกัน
ถ้าไม่มีเงิน แม้แต่จะโบกรถก็ยังโบกไม่ได้
ยุคนี้พวกโจรปล้นรถอันธพาลบนถนนดุมาก พวกคนขับรถบรรทุกข้างนอกเจอคนโบกรถกลางทางก็ไม่จอดรับหรอก
รอบตัวเขาก็ไม่มีญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง นั่นหมายความว่าไม่มีที่ไป แล้วมันจะหนีไปไหนได้?
“ไปดูในบ้านกันหมดแล้วเหรอ?”
“หวังหย่งไปดูมาแล้วครับ ดูเหมือนว่าจะมีการเตรียมตัวอยู่บ้าง...” จูหยวนผิงเห็นจ้าวหย่วนหางยังไม่วางใจ “หรือว่า หัวหน้าจ้าว เราไปดูด้วยกันอีกรอบไหมครับ?”
“ไป!” จ้าวหย่วนหางหนีบกระเป๋าทรงไตหมูไว้ใต้แขน โบกมือ “ไม่ไปดูให้เห็นกับตาสักหน่อย ฉันก็ไม่สบายใจ ให้ตายสิ ปีนี้เขตใต้ของพวกคุณมีคนตายไปกี่คนแล้ว? ทำไมไม่จบไม่จบสิ้น? เปลืองน้ำมันรถฉิบหาย เดี๋ยวรอผู้เฒ่าหม่ามานะ ฉันต้องคุยกับเขาสักหน่อย สิ้นปีนี้ต้องจัดน้ำมันให้ฉันสามร้อยลิตร ไม่งั้นครั้งหน้าอย่าหวังว่าจะมาเร็วแบบนี้”
อำเภออันเจียงมีลักษณะเป็นแนวยาว แบ่งออกเป็น เขตเหนือ 3 เขตกลาง 3 เขตใต้ 4 รวมสิบเขต มีทั้งหมดสี่สิบห้าตำบล ทั้งอำเภอมีประชากรหนึ่งล้านสองแสนคน ถือเป็นอำเภอที่มีประชากรมากติดสิบอันดับแรกของมณฑลเลยทีเดียว
ตงป้าคือเขตที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาสี่เขตทางใต้ หลัวเหอเป็นหนึ่งในห้าตำบลของเขตตงป้า เป็นตำบลที่อยู่ค่อนไปทางตะวันตก ประชากรไม่ถือว่าเยอะ ไม่ถึงหนึ่งหมื่นแปดพันคน เพิ่งจะเกินครึ่งหนึ่งของเมืองตงป้าเท่านั้น
“เหะ ๆ หัวหน้าจ้าว คุณจะไปพูดกับสารวัตรก็เชิญเลย อย่ามาบ่นงึมงำต่อหน้าผมเลยน่า แต่รับรองว่าวันนี้ทางตำบลจัดอาหารการกินอย่างดีแน่นอนครับ”
จูหยวนผิงหัวเราะเหะ ๆ เขารู้ว่าจ้าวหย่วนหางแค่ปากร้ายตะโกนเสียงดังไปอย่างนั้นเอง ความจริงแล้วถ้าทางสถานีตำรวจไม่เปิดปากพูดก่อน เขาก็ไม่มีทางไปพูดเรื่องพวกนี้ต่อหน้าหม่าเหลียนกุ้ยแน่นอน
จางเจี้ยนชวนค่อนข้างคุ้นเคยกับพื้นที่แถบหลัวเหอนี้อยู่บ้าง คุณตาคุณยายของเขาเป็นคนเมืองตงป้า แต่น้ารองแต่งงานมาอยู่ที่ตำบลหลัวเหอ แม้จะไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านเสี่ยวไจ้ ก็พอจะรู้สถานการณ์ของทางหมู่บ้านเสี่ยวไจ้อยู่บ้างคร่าว ๆ
เขาติดตามกลุ่มคนจากหน่วยสืบสวนอาชญากรรมและสถานีตำรวจที่แบ่งกลุ่มกันออกไป บ้างก็ไปตั้งด่านตามทางแยกต่าง ๆ บ้างก็ไปค้นหาในบริเวณริมฝั่งแม่น้ำอีกครั้ง และบ้างก็ไปที่บ้านของคนร้าย จางเจี้ยนชวนติดตามกลุ่มที่ไปบ้านของคนร้ายไปด้วย
ในสายตาของจางเจี้ยนชวน ในบ้านไม่มีอะไรน่าดูเลย เป็นตัวอย่างของความยากจนข้นแค้นอย่างแท้จริง
นอกจากเตียงหนึ่งหลัง บนเตียงปูด้วยเสื่อเก่า ๆ ที่ผุพังจนดูไม่ได้ แม้แต่ฟางข้าวที่ใช้ยัดไส้ที่นอน ยังโผล่ออกมาข้างนอกเกินกว่าครึ่ง
มีถังผสมอาหารสัตว์วางอยู่ในบ้าน และมีกระสอบป่านสองใบที่ใส่ข้าวสาลีพิงอยู่ข้าง ๆ บนผนังติดรูปภาพปฏิทินที่ฉีกมาจากไหนก็ไม่รู้ เป็นรูปสาวสวยอกโตในชุดว่ายน้ำ โดยมีมุมหนึ่งหลุดลอกลงมาบดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง
นอกจากนั้นก็มีม้านั่งยาวหนึ่งตัว และตู้ลิ้นชักห้าชั้นที่พังยับเยินอีกหนึ่งใบ นอกเหนือจากนี้ก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจอีก
คนของหน่วยสืบสวนอาชญากรรมเข้าไปตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เบาะแสอะไรเพิ่มเติม
จางเจี้ยนชวนเบิกตาโตสังเกตท่าทีของคนในหน่วยสืบสวนอาชญากรรมอย่างละเอียด แต่ก็มองไม่เห็นอะไรที่พิเศษ
กลุ่มคนเดินทางไปยังที่เกิดเหตุอีกครั้ง ซึ่งก็คือลานบ้านของผู้ตาย เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่
จางเจี้ยนชวนพกสมุดบันทึกการทำงานกับปากกาลูกลื่นหนึ่งด้าม ติดตามกลุ่มคนไปสอบถามชาวบ้านในบริเวณโดยรอบ
คอมมูนที่ 2 และคอมมูนที่ 5 อยู่ติดกัน เดิมทีก็แยกออกมาจากทีมการผลิตเดียวกัน ทุกคนต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“...ใครมันจะไปรู้ล่ะ? เหมือนผีเข้าสิง เจ้าสามโจวปกติเป็นคนเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จา ทำไมถึงได้โมโหร้ายขนาดนี้? ไอ้เด็กนี่มันพวกไก่ตัวผู้จิกข้าวสารเงียบ ๆ ไม่พูดไม่จาแต่กลับก่อเรื่องใหญ่...”
“จะว่าไป สองผัวเมียเจ้าใหญ่หวงไม่เคยมีเรื่องชกต่อยกับเจ้าสามโจวเลยนะ คราวก่อนเป็นเจ้ารองหวง กับเจ้าสามหวงที่ด่าเจ้าสามโจว เจ้าใหญ่หวงกับเมียก็แค่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ใครจะไปรู้ว่าวันนี้เจ้ารองหวงกับเจ้าสามหวงไปตลาดนัดที่หลงชิ่ง ไม่อยู่บ้าน เหลือแค่เจ้าใหญ่หวงกับเมียอยู่ เลยทะเลาะกันสองสามคำ...”
“...ฉันได้ยินแค่เจ้าสามโจวพูดอยู่ตรงนั้นว่ามาตามหาแค่เจ้ารองหวง ต่อมาฉันก็ไม่ได้สนใจ เลยไปให้อาหารไก่... มารู้ทีหลังว่าได้ยินเสียงร้อง 'โอ๊ย' สองสามครั้งจากทางลานบ้าน แล้วก็เห็นเจ้าสามโจวเดินเอื่อย ๆ ออกไป...”
“ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องเลย ได้ยินแต่เสียงเจ้าใหญ่หวงร้องโอย ๆ อยู่ตรงนั้น ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร มารู้ทีหลังก็ตอนที่ได้ยินเสียงหยางชุ่ยทางโน้นตะโกนลั่นว่ามีคนถูกฆ่า ฉันถึงได้รีบวิ่งไปดู...”
“...เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ ฉันก็ไม่กล้าพูดมั่วซั่วหรอก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเรื่องคราวก่อนที่เจ้ารองหวงถ่มน้ำลายรดหัวเจ้าสามโจวนั่นแหละ ได้ยินว่าตอนนั้นตาของเจ้าสามโจวแดงก่ำเลย ถ้าไม่ใช่เพราะมีคนอยู่เยอะ ช่วยกันห้ามไว้ ป่านนั้นคงตีกันไปแล้ว...”
“หนีไปไหนแล้วน่ะเหรอ? ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ฆ่าคนตายไปตั้งสองคน โดนจับได้ก็ต้องโดนยิงเป้าแน่ ๆ แน่นอนว่าต้องหนีสิ... เจ้ารองโจวไปทำงานอยู่ที่ฝูเจี้ยน ที่นั่นห่างไกลอำนาจรัฐ ส่วนใหญ่คงหนีไปฝูเจี้ยนเพื่อหาเจ้ารองโจวนั่นแหละ ไม่งั้นจะให้รอความตายอยู่ที่บ้านรึไง?...”
“ใครจะไปรู้ว่าทำไมมันไม่ไปฆ่าเจ้ารองหวง แต่กลับมาฆ่าเจ้าใหญ่หวงกับเมียแทน น่าแปลกจริง ๆ...”
“มันก็พูดยาก คนอย่างเจ้าสามโจวเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นมาก วันนั้นฉันยังเห็นสายตาของมันเลย เหมือนกับจะกินคนเข้าไปอย่างนั้นแหละ เจ้ารองหวงกับเจ้าสามหวงก็โชคดีไปที่วันนี้ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นโดนฆ่าเรียบไปแล้ว...”
“นั่นสิ ไม่แน่ว่าเจ้าสามโจวอาจจะยังซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง คิดจะฆ่าล้างตระกูลหวงก็ได้ คราวก่อนแค่เรื่องขี้หมามันยังคิดจะสู้ตายเลย คราวนี้ ยังไงมันก็ต้องตายอยู่แล้ว...”
“เป็นไปไม่ได้หรอก คนจากสำนักงานตำรวจภูธรมากันหมดแล้ว มันยังไม่รีบหนีไปหาเจ้ารองโจวอีกเหรอ? จะย้อนกลับมาหาที่ตายรึไง?”
ทุกคนต่างก็ถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ในความตื่นเต้นนั้นก็แฝงไปด้วยความหวาดกลัว
จู่ ๆ คนที่ปกติไม่เคยอยู่ในสายตา กลับกล้าลงมือฆ่าคน แถมยังแทงร่วงไปถึงสองคนในคราวเดียว
บางคนถึงกับต้องย้อนนึกดูว่าตัวเองเคยไปทำอะไรให้เจ้าสามโจวไม่พอใจบ้างหรือเปล่า
...
ตอนที่จางเจี้ยนชวนติดตามทุกคนกลับมาถึงที่ทำการตำบล ฟ้าก็เกือบจะมืดแล้ว ความวุ่นวายครั้งนี้กินเวลาไปสามสี่ชั่วโมง เหงื่อโซมกายไปหมด
เมื่อเห็นรถจี๊ป 212 ของสถานีตำรวจจอดอยู่ด้วย ถึงรู้ได้ทันทีว่าสารวัตรหม่าเหลียนกุ้ยมาถึงแล้ว
ข้าง ๆ กันยังมีรถจี๊ปอีกคันหนึ่ง คาดว่าน่าจะเป็นรถของกรมฯ
ในห้องประชุมมีคนนั่งกันอยู่เต็มไปหมดจนมืดทะมึน
จางเจี้ยนชวนไม่แน่ใจว่าตัวเองมีสิทธิ์พอที่จะเข้าไปหรือไม่ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่เข้าไป
ข้อมูลที่เขาไปสอบถามมาได้ก็ไม่มีอะไรพิเศษ แต่จางเจี้ยนชวนกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก เดี๋ยวพอสารวัตรพวกเขาออกมา เขาควรจะรายงานไปตามขั้นตอน หรือว่าควรจะพูดถึงความรู้สึกของตัวเองดี?
ระหว่างที่กำลังลังเล จางเจี้ยนชวนเลยตัดสินใจยืนคุยโม้สัพเพเหระอยู่กับเจ้าหน้าที่รักษาความสงบที่คุ้นเคยกันคนหนึ่งและถังเต๋อปิงที่ลานบ้านแทน
การประชุมหารือคดีในห้องประชุมดำเนินไปนานกว่าหนึ่งชั่วโมง
พวกทหารบ้านกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ป้องกันร่วมและเจ้าหน้าที่รักษาความสงบคนอื่น ๆ ออกไปตั้งด่านและค้นหาภายใต้การนำของหน่วยสืบสวนอาชญากรรมและตำรวจจากสถานีตั้งนานแล้ว
จางเจี้ยนชวนกับถังเต๋อปิงหิวจนไส้กิ่ว เพิ่งจะเห็นคนในห้องประชุมเดินออกมา แล้วเรียกทุกคนให้ไปกินข้าวที่โรงอาหาร