- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นยอดช่างปั้นในยุคหกศูนย์ ระบบยอดช่างเซรามิกพลิกชีวิต
- บทที่ 265 เจี่ยจางซื่อถูกซ้อมในเรือนจำ
บทที่ 265 เจี่ยจางซื่อถูกซ้อมในเรือนจำ
บทที่ 265 เจี่ยจางซื่อถูกซ้อมในเรือนจำ
บทที่ 265 เจี่ยจางซื่อถูกซ้อมในเรือนจำ
หลังจากหลี่เฟิงอธิบายเนื้อหาเหล่านั้นจบก็พอดีกับเวลาเลิกงาน เขาจึงปล่อยให้ทุกคนกลับบ้านได้ เพราะตอนนี้กลุ่มงานยังไม่ได้เริ่มเดินเครื่องอย่างเป็นทางการ
หากเริ่มงานจริง ใครมีงานค้างก็ต้องทำล่วงเวลา ใครไม่มีก็เลิกงานได้ตามปกติ
เมื่อก่อนหลี่เฟิงเคยทำงานล่วงเวลาอยู่พักหนึ่ง แต่ช่วงหลังมานี้แทบไม่ต้องทำแล้ว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีระบบคอยช่วย หากไม่มีระบบ เขาคงวาดได้ไม่เร็วขนาดนี้
หลังจากหลี่เฟิงประกาศเลิกงาน ทุกคนก็ขานรับและแยกย้ายกันออกจากกลุ่มงานสีเฉียนเจี้ยง
ส่วนหลี่เฟิงก็ตรงไปกินข้าวเย็นที่โรงอาหาร
กว่าจะกินเสร็จและกลับถึงบ้าน ก็เกือบหกโมงครึ่งแล้ว
วันเวลาล่วงเลยไปจนถึงวันที่ 18 พฤษภาคม
วันนี้เป็นวันที่เจี่ยจางซื่อถูกส่งตัวไปยังเรือนจำ ขั้นตอนเอกสารที่สถานีตำรวจเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
กว่าจะส่งตัวเจี่ยจางซื่อถึงเรือนจำก็ปาเข้าไปบ่ายสองโมง
ตอนที่ถูกคุมตัวเข้าเรือนจำ เจี่ยจางซื่อได้เปลี่ยนมาใส่ชุดนักโทษเรียบร้อยแล้ว
แต่ครั้งนี้นางถูกสั่งขังแค่ 15 วัน
การปฏิบัติจึงแตกต่างจากการติดคุกจริงอยู่บ้าง
เมื่อเจี่ยจางซื่อเดินเข้าไปในห้องขัง นางกวาดตามองหญิงวัยกลางคนหลายคนที่นั่งอยู่ด้านใน แล้วหันกลับไปมองผู้คุมหญิงที่ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง
ผู้คุมหญิงเห็นเจี่ยจางซื่อยังยึกยักไม่ยอมเข้าไป ก็ตะคอกใส่อย่างหงุดหงิด
"เข้าไป..."
เจี่ยจางซื่อสะดุ้งโหยง รีบเดินตัวสั่นงันงกเข้าไปในห้องขังทันที
พอเจี่ยจางซื่อเข้าไปแล้ว ผู้คุมหญิงก็กวาดสายตาอันดุดันมองไปรอบห้อง แล้วตะคอกเตือนนักโทษหญิงคนอื่นๆ เสียงเข้ม
"พวกแกทำตัวให้มันดีๆ หน่อยนะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าแม่ไม่เตือน..."
จากนั้นเธอก็หันมาจ้องเจี่ยจางซื่อตาเขียว แล้วชี้หน้าคาดโทษ
"แกก็เหมือนกัน..."
เจี่ยจางซื่อกลัวจนตัวสั่นงันงก ความปากดีอวดเบ่งที่เคยมีมลายหายไปจนหมดสิ้น
ที่เป็นแบบนี้เพราะตอนอยู่สถานีตำรวจ นางโดนผู้คุมหญิงดัดสันดานจนเข็ดหลาบ รู้ซึ้งถึงความโหดของผู้คุมดี ตอนนี้มาอยู่ที่นี่ นางยิ่งไม่กล้าหือ
พอผู้คุมหญิงเดินจากไป เจี่ยจางซื่อถึงค่อยโล่งใจ นางกลัวแค่ผู้คุมเท่านั้นแหละ พอผู้คุมไม่อยู่ นางก็ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น
นางตั้งสติ แล้วกวาดตามองสายตาถมึงทึงหลายคู่ในห้องขัง
ขณะที่นางกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่าง หญิงวัยกลางคนอายุประมาณสามสิบปีคนหนึ่งก็ลุกพรวดขึ้นมายืน เจี่ยจางซื่อถึงกับผงะ เพราะผู้หญิงคนนี้ตัวสูงกว่านางตั้งหนึ่งช่วงศีรษะ
ในขณะที่เจี่ยจางซื่อกำลังคิดอะไรเพลินๆ หญิงวัยกลางคนคนอื่นๆ ข้างๆ ก็ลุกขึ้นยืนตาม
แต่พวกนางตัวเตี้ยกว่าคนตรงกลาง ผู้หญิงร่างสูงที่เป็นหัวโจกถามเจี่ยจางซื่อเสียงห้วน
"ป้าเข้ามาได้ไง?"
น้ำเสียงดุดันของนางทำเอาเจี่ยจางซื่อรู้สึกไม่สบอารมณ์
เจี่ยจางซื่อคิดในใจว่า ฉันกลัวแค่ผู้คุม ไม่ได้กลัวแกสักหน่อย แล้วแกมีสิทธิ์อะไรมาพูดกับฉันแบบนี้?
ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่หรือไง?
ดังนั้น เจี่ยจางซื่อจึงสวนกลับไปอย่างเย็นชา
"ฉันจะเข้ามายังไงมันก็เรื่องของฉัน?"
"อย่ามายุ่งเรื่องชาวบ้าน..."
พูดจบ เจี่ยจางซื่อก็มองหาที่นั่ง
นางเหนื่อยมาตลอดทาง อยากจะพักเต็มแก่
ผู้หญิงร่างสูงคาดไม่ถึงว่ายายแก่นี่จะกล้าต่อปากต่อคำกับนาง
นางขมวดคิ้วถามเจี่ยจางซื่อกลับไป
"อะไรนะ?"
"พูดจาแบบนี้หมายความว่าไง?"
พูดจบ ลูกสมุนสองคนข้างๆ ก็ทำท่าจะพุ่งเข้าใส่เจี่ยจางซื่อ แต่หัวโจกร่างสูงยกมือห้ามไว้
เจี่ยจางซื่อเห็นแบบนั้นยิ่งได้ใจ
นางเชิดหน้าใส่อย่างถือดี
"ฉันจะพูดแบบนี้แล้วจะทำไม?"
"ทำไม?"
"ไม่พอใจเหรอ?"
"เสียใจด้วยนะ ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้แหละ!"
พูดจบ เจี่ยจางซื่อก็หย่อนก้นลงนั่งตรงที่ที่หัวโจกร่างสูงเคยนั่งเมื่อครู่
พอนั่งลงได้ นางก็ยังไม่วายท้าทายต่อ
"ทำไม?"
"อยากมีเรื่องเหรอ?"
"ไม่กลัวฉันเรียกผู้คุมมาหรือไง?"
เจี่ยจางซื่อมั่นใจว่าคนพวกนี้ก็กลัวผู้คุมเหมือนกัน นางถึงกล้าเบ่งขนาดนี้
อีกอย่างนางคิดว่าตัวเองอาวุโสกว่า คนพวกนี้ต้องเกรงใจ
แต่คำพูดของเจี่ยจางซื่อทำให้พวกนางหมดความอดทน หัวโจกร่างสูงสั่งลูกสมุนเสียงเย็น
"ปิดปากมันซะ..."
พอได้ยินคำสั่ง เจี่ยจางซื่อก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ
กำลังจะอ้าปากตะโกนเรียกผู้คุม ก็พบว่าปากถูกมือปริศนาตะปบไว้แน่น
ตามมาด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นพล่านมาจากหน้าท้อง
นางอยากจะร้อง แต่ปากถูกปิดแน่น ตัวก็ถูกกดไว้กับพื้น
ดิ้นก็ไม่ได้ ร้องก็ไม่ออก
ทำได้แค่ส่งเสียงอู้อี้ "อื้อๆๆๆๆ" ในลำคอ
เจี่ยจางซื่อรู้สึกเหมือนท้องไส้กำลังถูกกระทืบจนแหลกเหลว ความเจ็บปวดแล่นริ้วจนน้ำตาเล็ด
มหกรรมรุมสกัมดำเนินไปราวห้านาที
เจี่ยจางซื่อเจ็บจนพูดไม่ออก ได้แต่นอนขดตัวอยู่มุมห้องใกล้ถังฉี่
หัวโจกร่างสูงมองเจี่ยจางซื่อด้วยสายตาเย็นชา แล้วประกาศศักดา
"ที่นี่ ฉันใหญ่สุด..."
"ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองดู..."
"และถ้าแกกล้าปากโป้งไปฟ้องผู้คุม แกเจอดีแน่..."
พูดจบ นางก็ชูกำปั้นขู่
เจี่ยจางซื่อมองกำปั้นนั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
เกิดมาไม่เคยโดนซ้อมหนักขนาดนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นางเจ็บเจียนตาย
เพื่อรักษาชีวิตรอด เจี่ยจางซื่อรีบผงกหัวรับคำรัวๆ
นางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ความเจ็บปวดทำให้พูดไม่ออก
หัวโจกร่างสูงมองสภาพเจี่ยจางซื่อแล้วส่ายหน้าอย่างดูแคลน
"นึกว่าจะแน่!"
"ที่แท้ก็แค่พวกเก่งแต่ปาก..."
วันต่อมา เจี่ยจางซื่อก็กลายเป็นเบี้ยล่างที่ต้องคอยปรนนิบัติพัดวี ยอมทำตามคำสั่งของหัวโจกร่างสูงทุกอย่าง
ทั้งซักผ้า ล้างเท้า และทำสารพัดอย่าง
ผ่านไปไม่กี่วัน หัวโจกร่างสูงก็พ้นโทษออกไป แต่สถานะของเจี่ยจางซื่อก็ไม่ได้ดีขึ้น
เพราะนางต้องตกเป็นเบี้ยล่างของขาใหญ่คนใหม่ในห้องขังแทน
ชีวิตรันทดยังคงดำเนินต่อไป
ความทุกข์ทรมานของเจี่ยจางซื่อยังคงดำเนินต่อไป นางเฝ้านับวันรอที่จะได้ออกไป ในใจเคียดแค้นส่าจู้และหลี่เฟิงเข้ากระดูกดำ
นางคิดในใจว่า
ถ้าไม่ใช่เพราะส่าจู้กับหลี่เฟิง นางคงไม่ต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้
ฉันแค่ให้หลานชายไปหยิบของนิดๆ หน่อยๆ พวกแกต้องทำกันถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
เจี่ยจางซื่ออยากจะแล่เนื้อเถือหนังส่าจู้และหลี่เฟิงให้สาสมกับความแค้นในอก
อีกด้านหนึ่ง
วันนี้เป็นวันหยุด หลี่เฟิงไม่ได้ไปทำงาน
แต่เขาก็ไม่ได้อยู่บ้าน เขามาขลุกอยู่ที่หอพักของติงชิวหนาน คอยเคี่ยวเข็ญให้เธออ่านหนังสือ
เพราะใกล้จะถึงวันสอบเข้ามหาวิทยาลัยเต็มที ต้องรีบตักตวงเวลาที่มีค่า มิฉะนั้นจะไม่ทันการ
วันนี้หลี่เฟิงมาช่วยติววิชาภาษาอังกฤษให้ติงชิวหนาน เพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบติด
ตอนนี้หลี่เฟิงมั่นใจในระดับภาษาอังกฤษของตัวเองมาก ห่วงก็แต่ติงชิวหนานเท่านั้น
ติงชิวหนานนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หน้าแบบฝึกหัดที่โต๊ะในห้องนั่งเล่น
เธอเงยหน้าถามหลี่เฟิง
"หลี่เฟิง!"
"นี่มันเกินหลักสูตรไปหรือเปล่า?"
"ไม่ใช่ข้อสอบระดับมัธยมปลายแล้วมั้ง?"
หลี่เฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ
"เกินหลักสูตรที่ไหน?"
"นี่แหละกำลังดี"
"โจทย์ที่ปีหนึ่งไม่ต้องใช้ ก็คือโจทย์ระดับข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยปกตินั่นแหละ..."
"อย่าบ่น รีบทำเข้า..."
"อย่ามัวเสียเวลา ใกล้สอบแล้ว ภาษาอังกฤษคุณยังอ่อนอยู่นะ..."
"คุณอยากเข้าวิทยาลัยแพทย์ดีๆ ไม่ใช่เหรอ?"
ติงชิวหนานพยักหน้ายอมรับ
"เป้าหมายของฉันคือมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง..."
ได้ยินเป้าหมายของเธอ หลี่เฟิงก็ยิ้มให้กำลังใจ
"เพราะเป้าหมายคุณคือมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่ง คุณถึงต้องพยายามให้หนักกว่าคนอื่น"
"คนอยากเข้าที่นั่นเยอะแยะ ถ้าคุณไม่ขยันกว่าเขา คุณไม่มีทางสู้เขาได้หรอก..."
ติงชิวหนานฟังแล้วก็พยักหน้ามุ่งมั่น
"เข้าใจแล้ว!"
"ฉันต้องสอบติดมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งให้ได้!"
พูดจบ เธอก็ก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดที่หลี่เฟิงเตรียมไว้ให้ต่อ
แบบฝึกหัดชุดนี้หลี่เฟิงตั้งใจออกแบบมาเพื่อแก้จุดอ่อนของติงชิวหนานโดยเฉพาะ
จริงๆ ที่เธอบอกว่าเกินหลักสูตรก็ถูกของเธอ
มันยากกว่าปกตินิดหน่อยจริงๆ นั่นแหละ
เห็นเธอตั้งใจทำโจทย์แล้ว หลี่เฟิงก็ลุกไปเตรียมมื้อเย็น
นี่ก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว กว่าจะทำของอร่อยเสร็จต้องใช้เวลา
หลี่เฟิงใช้เวลาสองชั่วโมงเนรมิตกับข้าวห้าอย่าง
หนึ่งในนั้นคือซุปขาหมูตุ๋นเม็ดบัว
ขาหมูหาซื้อไม่ยากในเมืองหลวง แต่ต้องมีตั๋วและเงิน
คนส่วนใหญ่ชอบซื้อเนื้อติดมัน เพราะเอาไปเจียวเอาน้ำมันได้
คนเลยแห่ไปซื้อเนื้อติดมันกันหมด
ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ
เพราะรัฐจำกัดโควตาน้ำมันต่อหัว
ทุกคนเลยพยายามหาน้ำมันมาตุนไว้ที่บ้านให้ได้มากที่สุด
หลี่เฟิงเลยหาซื้อขาหมูได้สบายๆ
ถ้าจะซื้อเนื้อติดมันสิ ต้องแย่งกันหัวแตก
นี่คือสภาพเศรษฐกิจของประเทศในยุคปัจจุบัน
ตอนนี้อาหารเต็มโต๊ะแล้ว กลิ่นหอมฉุยลอยไปเตะจมูกติงชิวหนาน จนไม่มีสมาธิทำโจทย์
หลี่เฟิงเห็นอาการก็รู้ทัน รีบเรียกเธอมากินข้าว
ติงชิวหนานดีใจจนเนื้อเต้น รีบวิ่งมานั่งที่โต๊ะอาหาร
เห็นอาหารหน้าตาน่ากินวางเรียงราย น้ำลายเธอก็แทบหก
หลี่เฟิงยิ้มขำ ตักซุปขาหมูใส่ถ้วยให้เธอ
แล้วบอกอย่างอ่อนโยน
"กินสิ..."
"ระวังร้อนนะ..."
ติงชิวหนานรับถ้วยซุปมาจากมือหลี่เฟิงด้วยความสุขใจ พยักหน้าตอบรับ
"รู้แล้วน่า..."
"ฉันจะระวัง..."
เธอใช้ช้อนตักซุปขึ้นมาเป่าเบาๆ แล้วค่อยๆ จิบ
ดวงตาของติงชิวหนานเป็นประกาย
ถึงจะรู้ว่าหลี่เฟิงทำอาหารอร่อย แต่คราวนี้ดูเหมือนฝีมือจะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น
เธอถามหลี่เฟิงด้วยความทึ่ง
"คุณทำอร่อยมากเลย!"
"ซุปขาหมูนี่รสชาติกลมกล่อมสุดๆ!"
"ช่วงนี้คุณแอบไปเรียนทำอาหารมาเพิ่มเหรอ?"
หลี่เฟิงส่ายหน้า
"ก็ไม่เชิงหรอก ช่วงนี้ไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าวด้วยซ้ำ..."
ติงชิวหนานนึกขึ้นได้ว่าหลี่เฟิงเพิ่งได้เลื่อนเป็นหัวหน้ากลุ่ม คงจะงานยุ่งน่าดู
เธอจึงถามด้วยความเป็นห่วง
"เป็นหัวหน้าแล้วงานยุ่งมากไหม?"
"ต้องทำล่วงเวลาทุกวันหรือเปล่า?"
หลี่เฟิงตอบตามตรง
"ก็ไม่เท่าไหร่หรอก!"
"ส่วนใหญ่ก็งานบริหาร นานๆ ทีถึงจะได้วาดรูป"
"เฮ้อ.."
"อยู่ๆ มาทำแบบนี้ก็ไม่ค่อยชินเหมือนกัน!"
"กลุ่มงานเพิ่งตั้งไข่ ช่วงนี้เลยต้องเทรนงานลูกน้อง!"
"ช่างสีเฉียนเจี้ยงในเมืองหลวงหาตัวจับยาก!"
"จะให้เริ่มงานปุบปับคงเป็นไปไม่ได้..."
"กะว่าอีกสักสองสามวัน น่าจะเริ่มเดินเครื่องได้"
"ถึงตอนนั้นงานคงเบาลง ผมคงได้กลับไปวาดรูปบ้าง..."
"แล้วอีกอย่าง วันที่ 20 กรกฎาคม ก็ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว!"
"พองานที่กลุ่มเข้าที่เข้าทาง ผมต้องไปจัดการเรื่องบัตรสอบที่กรมการศึกษาอีก"
หลี่เฟิงถามติงชิวหนานกลับ
"จริงสิ!"
"คุณก็จะสอบในนามผู้สมัครประเภทบุคคลทั่วไปเหมือนกันใช่ไหม?"
ติงชิวหนานพยักหน้า
"แน่นอน ทางหน่วยงานออกหนังสือรับรองให้แล้ว เดี๋ยวฉันแค่ไปสมัครที่กรมการศึกษาก็เรียบร้อย..."