- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นยอดช่างปั้นในยุคหกศูนย์ ระบบยอดช่างเซรามิกพลิกชีวิต
- บทที่ 46 เรื่องราวหลังจากนั้น
บทที่ 46 เรื่องราวหลังจากนั้น
บทที่ 46 เรื่องราวหลังจากนั้น
บทที่ 46 เรื่องราวหลังจากนั้น
หลังจากที่เหอเหว่ยถูกจับกุม ทุกคนต่างก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน
ในตอนแรกนั้น สำหรับพนักงานธรรมดาอย่างพวกเขา ยังไม่มีใครรู้ว่าเหอเหว่ยถูกจับด้วยเรื่องอะไร มีเพียงหลี่เฟิง หวังลิ่ว รวมถึงผู้บริหารโรงงานและหัวหน้าแผนกบางคนเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้
เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ความจริงเรื่องที่เหอเหว่ยถูกจับก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งโรงงานอย่างรวดเร็ว
ในโรงงาน เรื่องแบบนี้ย่อมปิดเป็นความลับได้ยากอยู่แล้ว
เวลานี้แผนกขึ้นรูปจึงเต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
เมื่อเฉียนฝูเซิงได้รู้ถึงแผนการที่เหอเหว่ยใช้เล่นงานหวังลิ่ว เขาก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ตอนนั้นเขาพูดกับหวังลิ่วและคนอื่นๆ ด้วยความโมโห
“เสียแรงที่เมื่อก่อนฉันยังเคยเห็นใจเขา”
“ผลสุดท้ายเขากลับทำกับพี่หวังแบบนั้น เขาถูกอันธพาลพวกนั้นซ้อมก็สมควรแล้ว เจ้าคนเลวเหอเหว่ยนั่นมันน่าโมโหจริงๆ”
“ทำไมฉันถึงไปเห็นใจคนชั่วแบบนี้ได้นะ”
“โชคดีที่พี่หวังไม่เป็นอะไร ไม่อย่างนั้นนะ! ฉันจัดการเขาแน่”
เฉียนฝูเซิงพูดพลางถลกแขนเสื้อขึ้น
โจวเจี้ยนจวินก็ไม่ต่างจากเฉียนฝูเซิงนัก เพราะเขากับหวังลิ่วสนิทกันมากและรู้จักกันมานาน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ไม่ต่างจากพี่น้อง เมื่อเขารู้ว่าเหอเหว่ยจ้างคนมาทำร้ายหวังลิ่ว เขาก็โกรธจนแทบจะไปจัดการกับเหอเหว่ยด้วยตัวเอง
ในตอนนี้ทั้งเฉียนฝูเซิงและโจวเจี้ยนจวินต่างรังเกียจเหอเหว่ยจนเข้ากระดูกดำ
ในขณะเดียวกัน คนอื่นๆ ก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์เหอเหว่ยกันอย่างออกรส
“ดูไม่ออกเลยจริงๆ ว่าเหอเหว่ยจะเป็นคนแบบนี้”
“ไม่นึกเลยว่าภายใต้ท่าทีซื่อๆ ของเขาจะซ่อนจิตใจที่อำมหิตไว้ โชคดีนะที่ฉันไม่สนิทกับเขา...”
“ใช่แล้ว!”
“ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเขาจะเป็นคนแบบนี้”
“โชคดีที่ถูกจับได้เสียก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าเขายังทำงานอยู่ที่นี่ พวกเราก็คงตกอยู่ในอันตรายกันหมดน่ะสิ?”
เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดของเขา ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่รู้ตัว ในตอนนี้ ทุกคนต่างมีความคิดเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์
ตอนนี้ในโรงงาน คนที่รู้สึกดีใจที่สุดกับการที่เหอเหว่ยถูกจับกุมคงจะมีเพียงสองคน คือหวังลิ่ว และช่างฝึกหัดที่ได้อันดับสิบเอ็ดในการสอบเลื่อนตำแหน่งช่างขึ้นรูประดับหนึ่ง
เพราะเหอเหว่ยถูกจับ เขาจึงได้เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่สิบแทน และได้เป็นช่างระดับหนึ่ง
เขาเองก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีขนาดนี้
ตอนแรกที่รู้ว่าตัวเองได้อันดับที่สิบเอ็ด เขาก็ท้อแท้มาก ถึงขั้นเตรียมใจว่าจะต้องพยายามใหม่ในปีหน้าแล้ว แต่ใครจะคิดว่าในวินาทีต่อมา เหอเหว่ยจะถูกจับตัวไป
เมื่อเหอเหว่ยถูกจับไปแล้ว อันดับที่สิบเอ็ดของเขาก็ได้เลื่อนขึ้นมาแทนที่ใช่หรือไม่?
เมื่อหัวหน้าไต้ประกาศว่าอันดับที่สิบเอ็ดอย่างเขาได้เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับที่สิบแทนเหอเหว่ย ช่างฝึกหัดคนอื่นๆ ที่อันดับต่ำกว่าต่างก็มองมาที่เขาด้วยสายตาอิจฉา
เพราะหากได้เลื่อนขั้นเป็นช่างระดับหนึ่งแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกย้ายไปทำงานจิปาถะอีก นี่คือสิ่งที่เหล่าช่างฝึกหัดให้ความสำคัญมากที่สุดก่อนที่จะได้เป็นช่างระดับหนึ่ง
ทางด้านหวังลิ่ว
เมื่อเขาเห็นเหออ้วนถูกจับตัวไป ในใจก็รู้สึกสะใจเป็นอย่างยิ่ง
เขากำลังคิดว่าหลี่เฟิงช่างเก่งกาจจริงๆ
เขาคงจะคิดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่แรกแล้วสินะ? ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในตรอกซอย เขาก็บอกให้ฉันทำแบบนั้น ผลสุดท้ายก็คือเหอเหว่ยถูกตำรวจจับตัวไป
นี่คือบทสรุปที่ดีที่สุดแล้ว
ตอนนี้เขารู้สึกขอบคุณหลี่เฟิงจากใจจริง
ถ้าไม่มีหลี่เฟิง ป่านนี้แขนของฉันคงหักไปแล้วใช่ไหม?
เมื่อหวังลิ่วคิดถึงตรงนี้ เขาก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณของหลี่เฟิงให้ได้
เพราะหลี่เฟิง เขาถึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นช่างระดับหนึ่ง และก็เพราะหลี่เฟิงอีกเช่นกันที่ทำให้เขารอดพ้นจากการทำร้ายของพี่โก่วและพรรคพวก
อีกด้านหนึ่ง
ทางด้านอาจารย์จิน หลังจากที่เหอเหว่ยถูกจับไป ตอนแรกเขานึกว่าตำรวจจับคนผิด แต่เมื่อได้รู้ความจริงว่าเหอเหว่ยถูกจับเพราะจ้างวานทำร้ายร่างกายผู้อื่น เขาก็รู้สึกเสียดายในตัวลูกศิษย์คนนี้เป็นอย่างมาก
อาจารย์จินไม่คิดเลยว่าเหอเหว่ยจะหลงเดินทางผิดและทำเรื่องแบบนี้ลงไป เพราะสิ่งที่เหอเหว่ยทำนั้น เป็นสิ่งที่ทางโรงงานไม่อาจยอมรับได้โดยเด็ดขาด
ในตอนนี้อาจารย์จินพอจะนึกภาพจุดจบของเหอเหว่ยออกแล้ว สุดท้ายเขาทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่
ส่วนอาจารย์วัง ตอนแรกที่ได้ยินข่าวนี้ก็รู้สึกประหลาดใจ แต่หลังจากนั้น เขาก็ยิ่งรู้สึกพอใจในตัวหวังลิ่วซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเขามากขึ้น
อาจารย์วังคิดว่าหวังลิ่วมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งมาก ที่แม้จะเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ แต่ก็ยังสามารถคว้าอันดับสองมาได้และเลื่อนขั้นเป็นช่างระดับหนึ่ง
ถ้าเป็นคนอื่นที่เจอเรื่องแบบเดียวกัน วันต่อมาคงไม่สามารถทำผลงานได้ดีเช่นนี้อย่างแน่นอน
อาจารย์วังรู้สึกพอใจในตัวหวังลิ่วเป็นอย่างมาก
หัวหน้าไต้แห่งแผนกขึ้นรูป หลังจากทราบสาเหตุที่เหอเหว่ยถูกจับไป เขาก็รีบไปหาผู้บริหารโรงงานทันที และชี้แจงว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแผนกขึ้นรูปนั้นเป็นความบกพร่องของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่กระตือรือร้นในการยอมรับผิดของหัวหน้าไต้ก็เป็นที่น่าชื่นชม
รองผู้จัดการโรงงานเซี่ยงลี่ฟาซึ่งดูแลฝ่ายรักษาความปลอดภัยก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความผิดของหัวหน้าไต้ เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะรู้ว่าลูกน้องของตัวเองจะไปก่อเรื่องอะไรลับหลัง อีกทั้งแผนกขึ้นรูปก็มีคนมากมายขนาดนั้น เรื่องที่พวกเขาทำกันลับหลัง หัวหน้าไต้ในฐานะผู้บังคับบัญชาจะไปรู้ได้อย่างไร
ดังนั้นเซี่ยงลี่ฟาจึงชื่นชมในท่าทีของหัวหน้าไต้
ตอนนั้น เซี่ยงลี่ฟาพยักหน้าและพูดกับหัวหน้าไต้
“เรื่องที่คุณพูดมา ผมจะรายงานให้ผู้จัดการโรงงานเว่ยกับเลขาธิการเฉินทราบ”
“วางใจได้!”
“ผมว่า...พวกท่านคงจะเข้าใจคุณ”
หัวหน้าไต้รีบกล่าวขอบคุณเซี่ยงลี่ฟาในทันที
“ขอบคุณครับ ท่านรองผู้จัดการโรงงานเซี่ยง”
เซี่ยงลี่ฟาพยักหน้า แล้วจึงบอกให้หัวหน้าไต้กลับไปทำงานก่อน ตอนนี้เขายังมีเรื่องที่ต้องทำ
เนื่องจากเหอเหว่ยถูกจับกุม และในฐานะที่เขาเป็นรองผู้จัดการโรงงานผู้ดูแลฝ่ายความปลอดภัย เซี่ยงลี่ฟาจึงต้องสืบหาที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดให้กระจ่าง เพื่อนำไปรายงานต่อผู้จัดการโรงงานเว่ยและเลขาธิการเฉิน
เพราะนี่เป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของโรงงานโดยตรง ดังนั้นเซี่ยงลี่ฟาจึงรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน
หลังจากที่เหอเหว่ยถูกจับ เซี่ยงลี่ฟาก็กำลังจัดการเรื่องนี้อยู่ ตอนแรกเขาได้รายงานเรื่องนี้ให้ผู้บริหารทั้งสองท่านทราบคร่าวๆ แล้ว และเลขาธิการเฉินก็ได้บอกว่าจะมีการประชุมเพื่อหารือเรื่องนี้ในวันพรุ่งนี้
ตอนนี้เซี่ยงลี่ฟาต้องรีบเตรียมเอกสารให้พร้อม
อีกด้านหนึ่ง
หวังลิ่วได้ไปหาหลี่เฟิงและคนอื่นๆ เพื่อชวนไปกินข้าวฉลองที่เขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นช่างระดับหนึ่ง
หลี่เฟิงย่อมรู้สึกยินดีกับเขาด้วย โจวเจี้ยนจวินและเฉียนฝูเซิงก็เช่นกัน ดังนั้นทุกคนจึงตอบตกลงทันที
จากนั้น หลี่เฟิงก็ได้บอกหวังลิ่วถึงบทลงโทษที่เหอเหว่ยน่าจะได้รับ
น่าจะหนีไม่พ้นโทษจำคุกอย่างน้อยห้าปี
หวังลิ่วพอใจกับบทสรุปนี้มาก เขาคิดว่าแค่เหอเหว่ยได้รับโทษที่สาสมก็เพียงพอแล้ว
ตอนเที่ยง
หลังจากที่หลี่เฟิงกินข้าวเสร็จ เขาก็ไปหาอาจารย์หลิน
เดิมทีหลี่เฟิงควรจะไปหาอาจารย์วัง แต่ว่าตอนบ่ายอาจารย์วังมีธุระ จึงให้หลี่เฟิงไปหาอาจารย์หลินก่อน หลี่เฟิงตอบตกลงอย่างไม่มีปัญหา
ส่วนเรื่องของเหอเหว่ย ดูเหมือนอาจารย์หลินจะไม่ได้ใส่ใจเลย นี่อาจเป็นเพราะนิสัยของเขาที่ไม่ชอบพูดคุยเรื่องซุบซิบนินทา สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือการทำงานของตนเองให้ดีที่สุด
ในช่วงบ่าย
หลี่เฟิงยังคงวาดภาพและฝึกวาดเส้นอยู่ แต่เขาก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก
ตอนนี้หลี่เฟิงสามารถตวัดพู่กันเพียงครั้งเดียวเพื่อวาดเส้นที่ได้มาตรฐานออกมาแล้ว
หลังจากที่หลี่เฟิงฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดช่วงบ่าย เส้นที่เขาวาดก็ดูนุ่มนวลและลื่นไหลยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ หลี่เฟิงได้เข้าใจคุณสมบัติของสีแล้ว เขาสามารถผสมน้ำมันการบูรและสีจูหมิงเลี่ยวในสัดส่วนที่เหมาะสมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
และที่สำคัญที่สุด สีที่เขาผสมขึ้นมาสามารถทำให้ลายเส้นที่วาดนั้นนูนเด่นขึ้นมาได้
นี่คือหนึ่งในเทคนิคสำคัญของการวาดภาพบนเครื่องเคลือบ ช่างฝึกหัดวาดภาพหลายคนมักจะมาติดขัดอยู่ตรงขั้นตอนนี้เป็นเวลานาน...
หลังจากที่อาจารย์หลินได้ดูเส้นที่หลี่เฟิงวาดแล้ว เขาจึงตัดสินใจว่า พรุ่งนี้จะให้หลี่เฟิงเริ่มฝึกวาดลายเส้นเสื้อผ้า