- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นยอดช่างปั้นในยุคหกศูนย์ ระบบยอดช่างเซรามิกพลิกชีวิต
- บทที่ 11 หลี่เฟิงนี่เขาหางานได้แล้วจริงหรือ?
บทที่ 11 หลี่เฟิงนี่เขาหางานได้แล้วจริงหรือ?
บทที่ 11 หลี่เฟิงนี่เขาหางานได้แล้วจริงหรือ?
บทที่ 11 หลี่เฟิงนี่เขาหางานได้แล้วจริงหรือ?
หลี่เฟิงถือแฟ้มประวัติเดินกลับบ้าน ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบสี่โมงเย็นแล้ว
ก่อนจะเดินออกมาจากโรงเรียน เขาจงใจเหลือบมองนาฬิกาตรงทางลงบันได และระหว่างทางกลับ เขาก็อดคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาไม่ได้
หากมีนาฬิกาข้อมือสักเรือนก็คงจะดี แบบนั้นเขาก็จะสามารถรู้เวลาได้ทุกที่ทุกเวลา
ส่วนเรื่องโทรศัพท์มือถือนั้น หลี่เฟิงไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันถึง
กว่าที่โทรศัพท์มือถือจะปรากฏขึ้นมาก็เป็นเรื่องของอีกสี่สิบห้าสิบปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย ในยุคนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีของแบบนี้
อาจารย์จูช่วยหลี่เฟิงจัดการเรื่องแฟ้มประวัติก็ใช้เวลาไปพอสมควร กว่าจะเสร็จก็เย็นย่ำพอดี
ในตอนนี้หลี่เฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
แค่ไปเอาแฟ้มประวัติก็ใช้เวลาไปเกือบทั้งบ่ายแล้ว
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ในที่สุดเขาก็ได้แฟ้มประวัติมาไว้ในมือ
วันพรุ่งนี้ เขาก็สามารถไปที่สำนักงานแรงงานเพื่อทำเรื่องเข้าทำงานได้แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ อารมณ์ของหลี่เฟิงก็ดีขึ้นมาก
เพราะได้แฟ้มประวัติมาเรียบร้อย วันนี้หลี่เฟิงจึงแวะตลาดเพื่อซื้อผักเล็กน้อย เนื่องจากผักที่บ้านใกล้จะหมดแล้ว
จึงต้องซื้อเพิ่ม
ส่วนเรื่องเนื้อนั้น หลี่เฟิงก็อยากจะซื้ออยู่บ้าง
แต่น่าเสียดายที่เงินของเขาไม่พอ ทั้งยังไม่มีคูปองเนื้อ
ดังนั้นจึงทำได้เพียงซื้อผักมาเล็กน้อยเท่านั้น
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นยุคเศรษฐกิจแบบวางแผน แต่การซื้อผักก็ยังไม่ต้องใช้คูปอง
ดังนั้นหลี่เฟิงจึงซื้อผักตามฤดูกาลติดมือกลับมา
หลังจากซื้อผักเสร็จ หลี่เฟิงก็มุ่งตรงกลับไปยังซื่อเหอเยวี่ยนทันที
ตอนที่กลับถึงซื่อเหอเยวี่ยน หลี่เฟิงไม่เห็นเจี่ยจางซื่อที่น่ารังเกียจ
ส่วนคนอื่น ๆ ในซื่อเหอเยวี่ยนยังคงทำงานอยู่ ยังไม่ถึงเวลาเลิกงานของพวกเขา
ดังนั้นหลี่เฟิงจึงมีความสุขกับความเงียบสงบชั่วครู่
ซื่อเหอเยวี่ยนไม่เหมือนกับตึกสูงในยุคหลัง ที่ต่อให้เป็นเพื่อนบ้านกันก็อาจจะไม่ได้เจอกันหลายครั้งในหนึ่งเดือน
ในซื่อเหอเยวี่ยน เดินไปไหนก็เจอหน้าค่าตากันตลอด
โดยเฉพาะตอนเช้าที่ไปทำงาน ส่วนใหญ่ก็มักจะได้เจอกัน เพราะเวลาเข้างานของทุกคนก็ใกล้เคียงกัน
หลังจากหลี่เฟิงกลับถึงบ้านและทำอาหารง่าย ๆ กินจนอิ่ม เขาก็ล้างจานแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียง
ในยุคนี้ยังไม่มีความบันเทิงอะไรมากนัก
พอตกกลางคืนหลังจากกินข้าวเสร็จ ส่วนใหญ่ก็มักจะเข้านอนกันแต่หัวค่ำ
หลี่เฟิงก็ไม่มีข้อยกเว้น
คนอื่น ๆ ถ้าบ้านมีคนเยอะก็ยังพอได้พูดคุยกันบ้าง คนที่มีภรรยาก็กอดภรรยานอน
แต่บ้านของหลี่เฟิงมีเพียงเขาตัวคนเดียว ไม่มีภรรยา จึงทำได้เพียงนอนอย่างเดียวดาย
ในตอนนี้หลี่เฟิงรู้สึกเบื่ออยู่บ้าง เขาจึงเปิดหน้าต่างระบบของตัวเองขึ้นมา แล้วตรวจสอบคุณสมบัติของตนเอง
ระบบอาชีพ
โฮสต์: หลี่เฟิง
อายุ: 18 ปี
อาชีพ: ไม่มี
สถานะ: ไม่มี
ทักษะอาชีพ: การปั้นขึ้นรูป เลเวล 0 (37/100)
ทักษะการใช้ชีวิต: ทักษะการทำอาหาร เลเวล 0 (4/100)
ศักยภาพ: การวาดภาพ, เครื่องกล
เมื่อเห็นหน้าต่างคุณสมบัติของตัวเอง หลี่เฟิงก็เผยแววตาสงสัยออกมา
เพราะเขาเห็นว่าช่องอาชีพและสถานะยังว่างเปล่าอยู่
นี่คืออะไรกัน?
มันเพิ่งจะปรากฏขึ้นมางั้นหรือ?
สำหรับช่องอาชีพ คงต้องรอให้ได้งานก่อนกระมัง?
แล้วสถานะล่ะ นี่มันคืออะไรกันแน่?
ในตอนนี้หลี่เฟิงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
เมื่อคิดไม่ออก เขาก็หันไปมองทักษะอาชีพด้านล่างแทน
สิ่งที่ทำให้เขาคาดไม่ถึงก็คือ
ค่าประสบการณ์ทักษะการปั้นขึ้นรูปของเขาเพิ่มขึ้นมาถึง 37 แต้ม
นี่เป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงโดยสิ้นเชิง
เขาเพิ่งจะปั้นที่ใส่พู่กันไปแค่อันเดียวไม่ใช่หรือ?
ถึงกับเพิ่มค่าประสบการณ์ไปถึง 37 เลยทีเดียว
เรื่องนี้ทำให้หลี่เฟิงรู้สึกดีใจอยู่บ้าง
ส่วนทักษะการทำอาหารนั้น มีค่าประสบการณ์เพียง 4 แต้ม
หนทางสู่เลเวลหนึ่งยังอีกยาวไกลนัก
เฮ้อ!
ตอนนี้ฝีมือทำอาหารของเขาก็อยู่ในระดับที่พอกินประทังชีวิตได้เท่านั้น ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะทำของอร่อย ๆ ได้
หลังจากสำรวจหน้าต่างคุณสมบัติเสร็จ หลี่เฟิงก็เริ่มครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ
โดยเฉพาะอนาคตที่กำลังจะมาถึง
‘บางทีมันอาจจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้นะ?’
หลี่เฟิงคิดในใจ
เมื่อเวลาผ่านไป ความง่วงงุนก็เริ่มเข้าครอบงำ
จากนั้นหลี่เฟิงก็ผล็อยหลับไป
วันรุ่งขึ้น
ตอนเช้า
หัวหน้าหวังเดินทางมาถึงซื่อเหอเยวี่ยนที่พักของหลี่เฟิง
ในตอนนี้คนส่วนใหญ่ในซื่อเหอเยวี่ยนไปทำงานกันหมดแล้ว คนที่ยังเหลืออยู่และไม่ได้ไปทำงานก็มีเพียงเจี่ยจางซื่อกับอีกไม่กี่คน
เจี่ยจางซื่อซึ่งกำลังซักผ้าอยู่ในลานบ้าน พอเห็นหัวหน้าหวังมาถึงก็รีบลุกขึ้นยืนทันที นางเดินเข้าไปหาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พลางใช้มือที่เปียกชื้นเช็ดกับผ้ากันเปื้อนของตัวเองลวก ๆ
แล้วก็เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม
“หัวหน้าหวังคะ!”
“ท่านมาแล้วหรือคะ”
“จะเข้าไปนั่งพักที่บ้านฉันสักหน่อยไหมคะ?”
หัวหน้าหวังมองดูเจี่ยจางซื่อ เธอยิ้มและปฏิเสธอย่างสุภาพว่า
“พี่สะใภ้เจี่ยคะ ที่ฉันมาวันนี้...เป็นเรื่องของหลี่เฟิงน่ะค่ะ”
เมื่อเจี่ยจางซื่อได้ยินคำพูดของหัวหน้าหวัง รอยยิ้มของนางก็ยิ่งกว้างขึ้น
เป็นเรื่องของหลี่เฟิงหรือ ดีเลยสิ
เพราะสำหรับเจี่ยจางซื่อแล้ว ยิ่งหลี่เฟิงไปจากที่นี่ได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นผลดีกับนางมากเท่านั้น
ดังนั้นนางจึงรีบพูดกับหัวหน้าหวังทันที
“อย่างนั้นหรือคะ!”
“ถ้าอย่างนั้น!”
“เดี๋ยวฉันจะพาท่านไปที่บ้านของเจ้าหนุ่มหลี่เองค่ะ”
พูดจบนางก็จูงมือหัวหน้าหวังตรงไปยังบ้านของหลี่เฟิงทันที
จากนั้นก็เริ่มทุบประตูห้องของเขา
แรงเคาะนั้นหนักหน่วงจนดูไม่ออกเลยว่าเป็นฝีมือของคนแก่
ประตูบ้านของหลี่เฟิงถูกนางทุบจนดังตึงตัง
เจี่ยจางซื่อเคาะประตูไปพลางตะโกนไปพลาง
“เจ้าหนุ่มหลี่ เปิดประตูนะ...”
“เปิดประตู...”
“หัวหน้าหวังมาหาแน่ะ...”
ในตอนนี้หลี่เฟิงกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในบ้าน
เสียงเคาะประตูของเจี่ยจางซื่อปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหงุดหงิด
หลี่เฟิงจึงลุกขึ้นจากเตียงอย่างไม่เต็มใจนัก จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าแล้วเดินไปเปิดประตู
หลังจากเปิดประตู
เขาก็เห็นคนสองคนยืนอยู่หน้าห้อง
คนหนึ่งคือเจี่ยจางซื่อที่เขารังเกียจยิ่งนัก ส่วนอีกคนหนึ่งหลี่เฟิงพอจะคุ้นหน้าอยู่บ้าง
ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าหวังจากคณะกรรมการชุมชน
หลี่เฟิงพยักหน้าให้หัวหน้าหวัง แล้วทักทายอีกฝ่ายว่าหัวหน้าหวัง
เขาจำได้ว่าหัวหน้าหวังเคยช่วยเหลือตนเองไว้ ดังนั้นหลี่เฟิงจึงแสดงท่าทีสุภาพต่อเธอมาก
หัวหน้าหวังสะพายกระเป๋าเดินเข้ามาในบ้านของหลี่เฟิง
เจี่ยจางซื่อก็ตามเข้ามาติด ๆ
หัวหน้าหวังหาเก้าอี้ในห้องนั่งเล่นแล้วนั่งลง
ส่วนหลี่เฟิงก็ไปรินน้ำมาให้เธอ
ส่วนเจี่ยจางซื่อนั้น หลี่เฟิงทำเป็นมองไม่เห็นนางเลย
หลังจากที่เขารินน้ำให้หัวหน้าหวังหนึ่งแก้ว ก็ยื่นไปตรงหน้าเธอ
หลังจากหัวหน้าหวังรับแก้วน้ำไปก็กล่าวขอบคุณ
จากนั้นเธอก็จิบน้ำไปหนึ่งอึก แล้วก็เริ่มพูดถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้
ส่วนเจี่ยจางซื่อที่เห็นว่าหลี่เฟิงรินน้ำให้หัวหน้าหวังแต่กลับเมินตนเอง ก็รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
นางไม่คิดว่าหลี่เฟิงจะกล้าเมินนางโดยสิ้นเชิง
แต่ต่อให้เจี่ยจางซื่อจะโกรธแค่ไหน นางก็ไม่ได้แสดงออกมาต่อหน้าหัวหน้าหวัง
นางคิดว่าเรื่องสำคัญต้องมาก่อน
ซึ่งเรื่องสำคัญก็คือการส่งหลี่เฟิงไปอยู่ชนบทให้เร็วที่สุด
หลังจากหัวหน้าหวังแจ้งจุดประสงค์ที่มา หลี่เฟิงก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
เขาไม่คิดว่าเธอจะมาที่นี่เพื่อชวนเขาให้ลงชื่อไปทำงานในชนบท
จากนั้นหลี่เฟิงก็เหลือบมองไปที่เจี่ยจางซื่อซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ หัวหน้าหวัง ในวินาทีนั้นเขาก็เข้าใจขึ้นมาทันที นี่คงจะเป็นฝีมือของหญิงแก่เจ้าเล่ห์อย่างเจี่ยจางซื่อเป็นแน่
เรื่องนี้ทำให้หลี่เฟิงยิ่งรังเกียจเจี่ยจางซื่อมากขึ้นไปอีก
แต่เรื่องที่จำเป็นต้องอธิบายให้หัวหน้าหวังเข้าใจ เขาก็ยังต้องทำ
เพราะหัวหน้าหวังเป็นผู้ดูแลชุมชนในละแวกนี้ของเขา
ดังนั้นหลี่เฟิงจึงอธิบายกับหัวหน้าหวังว่า
“หัวหน้าหวังครับ!”
“เรื่องลงชื่อไปชนบท ผมคิดว่าคงไม่จำเป็นแล้วล่ะครับ”
หลังจากที่หัวหน้าหวังฟังคำพูดของหลี่เฟิงจบ เธอก็ถามด้วยความสงสัย
“พ่อหนุ่มหลี่เอ๊ย”
“ป้าเห็นนายเติบโตมา ป้าไม่ทำร้ายนายหรอกนะ”
“ตอนนี้นายก็ยังไม่มีงานทำ รีบลงชื่อไปชนบทเสียแต่เนิ่น ๆ อย่างน้อยก็ยังมีข้าวกินนะ”
หัวหน้าหวังพูดจบ เจี่ยจางซื่อก็พยักหน้าหงึก ๆ
“ใช่แล้ว!”
“หัวหน้าหวังจะทำร้ายนายได้ยังไงกัน?”
“เจ้าหนุ่มหลี่ ฉันว่านายรีบไปชนบทแต่เนิ่น ๆ เถอะ ถึงตอนนั้นยังพอจะได้ไปอยู่ที่ที่ดี ๆ หน่อย เดี๋ยวพอถึงตอนที่ถูกจัดสรรเป็นคนสุดท้าย ไม่รู้ว่าจะต้องถูกส่งไปอยู่ถิ่นทุรกันดารที่ไหน”
หลังจากได้ยินคำพูดของเจี่ยจางซื่อ หลี่เฟิงก็เพียงแค่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ ว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องให้ป้าเป็นห่วงหรอกครับ ผมหางานทำได้แล้ว!”
คำพูดของหลี่เฟิงทำให้ทั้งหัวหน้าหวังและเจี่ยจางซื่อต่างตกตะลึง
โดยเฉพาะเจี่ยจางซื่อ นางไม่คิดเลยว่าเจ้าเด็กหลี่เฟิงจะหางานทำได้ในเวลาเพียงสองวัน
ไม่...
เป็นไปไม่ได้...
เมื่อวานเขายังหางานไม่ได้อยู่เลย แล้วจู่ ๆ เช้านี้จะหางานได้แล้วอย่างนั้นหรือ?
เขาต้องโกหกแน่ ๆ
ใช่แล้ว!
ต้องเป็นอย่างนี้แน่ ๆ
ในตอนนี้เจี่ยจางซื่อก็ตัดสินหลี่เฟิงไปในทันที
เพราะในความคิดของนาง หลี่เฟิงไม่มีความสามารถอะไรเลย แล้วจะไปหางานทำได้อย่างไร
ดังนั้นเจี่ยจางซื่อจึงเตรียมที่จะเปิดโปงคำโกหกของหลี่เฟิง