- หน้าแรก
- ย้อนเวลาไปเป็นยอดช่างปั้นในยุคหกศูนย์ ระบบยอดช่างเซรามิกพลิกชีวิต
- บทที่ 7 ยกทุ่นหิน! ปั้นขึ้นรูป!
บทที่ 7 ยกทุ่นหิน! ปั้นขึ้นรูป!
บทที่ 7 ยกทุ่นหิน! ปั้นขึ้นรูป!
บทที่ 7 ยกทุ่นหิน! ปั้นขึ้นรูป!
ณ ลานกว้างของโรงงานเซรามิกห้าดาว หลี่เฟิงและผู้สมัครอีกกว่าร้อยคนได้เดินทางมาถึงที่นี่
บัดนี้ บนลานกว้างมีทุ่นหินสิบอันวางเรียงรายอยู่
หลี่เฟิงมองทุ่นหินที่เก่าจนขึ้นเงาราวกับเคลือบมันไว้ ในใจพลันครุ่นคิดว่าของพวกนี้คงมีประวัติความเป็นมาไม่ธรรมดา ไม่รู้ว่าเก่าแก่แค่ไหนแล้ว จะพอมีคุณค่าทางโบราณคดีอยู่บ้างหรือไม่
คนอื่นๆ ก็เริ่มพูดคุยกันจอแจ
ในหมู่พวกเขามีบางคนที่เคยเล่นของพวกนี้มาก่อน เพียงแต่ทุ่นหินที่เคยเล่นนั้นไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับที่อยู่ตรงหน้า
เพราะโดยทั่วไปแล้ว ทุ่นหินอย่างมากก็หนักเพียงไม่กี่สิบจินเท่านั้น
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน รองหัวหน้าหานก็เดินมาเบื้องหน้าแล้วเริ่มแนะนำ
“ทุ่นหินเหล่านี้ แต่ละอันหนักประมาณหนึ่งร้อยจิน”
“ขอเพียงพวกคุณสามารถยกมันขึ้นมาได้ ก็จะถือว่าผ่านการทดสอบรอบแรกแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของรองหัวหน้าหาน ทุกคนต่างก็พากันประหลาดใจ
“อะไรนะครับ”
“หนึ่งร้อยจิน”
“ให้ตายเถอะ...”
“อย่างมากผมก็ยกได้แค่ห้าสิบกว่าจินเอง”
“ข้าวสารกระสอบหนึ่งหนักกี่จินกันนะ? ห้าสิบจินสินะ”
“นั่นก็หมายความว่าต้องยกน้ำหนักเท่ากับข้าวสารสองกระสอบเลยน่ะสิ คงไม่ได้ให้ยกด้วยมือเดียวหรอกนะ”
ทันใดนั้นก็มีคนเอ่ยถามรองหัวหน้าหาน
“หัวหน้าหานครับ ขอถามหน่อยว่ามีข้อกำหนดว่าต้องใช้มือเดียวในการยกหรือไม่ครับ”
เมื่อรองหัวหน้าหานได้ยินดังนั้น เขาก็เพียงส่ายหน้าแล้วตอบ
“มือเดียวหรือสองมือก็ได้ ขอแค่ยกขึ้นมาก็พอแล้ว”
“ในส่วนนี้ไม่มีข้อกำหนด”
ในมุมมองของรองหัวหน้าหาน การทดสอบรอบแรกนี้ถือว่าง่ายมาก เป็นเพียงการทดสอบพละกำลังเท่านั้น
เพราะในการทำเครื่องปั้นดินเผา แค่การยกเครื่องปั้นดินเผาขนาดสามร้อยเจี้ยน (หน่วยวัดขนาดเครื่องปั้นดินเผา) ขึ้นไปก็ต้องใช้แรงอยู่บ้างแล้ว ยิ่งเป็นแจกันขนาดใหญ่กว่าพันเจี้ยนซึ่งสูงกว่าคนด้วยซ้ำ
อย่างโรงงานเซรามิกห้าดาวก็มีเครื่องเคลือบลายครามขนาดพันเจี้ยนอยู่ชิ้นหนึ่ง
และที่สำคัญที่สุดคือ ครั้งนี้รับสมัครนักเรียนฝึกหัดด้านการขึ้นรูปและแต่งทรงเป็นส่วนใหญ่
นักเรียนฝึกหัดประเภทนี้ เมื่อปั้นขึ้นรูปเสร็จแล้วยังต้องนำชิ้นงานไปผึ่งลมในที่ร่มให้แห้ง
ซึ่งที่สำหรับผึ่งลมนั้นก็อยู่ห่างจากที่ปั้นพอสมควร
ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ช่างปั้นต้องมีพละกำลัง
ตอนนี้สภาพแวดล้อมการทำงานดีกว่าแต่ก่อนมาก สมัยก่อนทำได้เพียงแบกชิ้นงานที่ปั้นเสร็จแล้วเดินไป แต่ปัจจุบันสามารถวางบนรถเข็นแล้วลากไปได้ กระนั้นก็ยังต้องใช้แรงยกอยู่ดี
พละกำลังจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
เหตุที่เมื่อก่อนใช้รถเข็นไม่ได้ นั่นก็เพราะถนนหนทางไม่ดี ความขรุขระจะทำให้ดินปั้นที่ขึ้นรูปเสร็จแล้วเสียรูปทรง
ตอนนี้ถนนได้รับการซ่อมแซมอย่างดีแล้ว จึงสามารถใช้รถเข็นได้
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม งานนี้ถ้าไม่มีแรงก็ทำไม่ได้
หลังจากรองหัวหน้าหานพูดจบ ทุกคนต่างก็มองทุ่นหินเหล่านี้ด้วยความคิดที่แตกต่างกันไป
ในยุคสมัยนี้ คนที่อาศัยอยู่ในเมืองมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าคนในชนบทอยู่บ้าง อาหารที่กินก็เป็นธัญพืชที่รัฐจัดสรรให้
ร่างกายจึงถือว่าแข็งแรงดี เพียงแต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำงานหนักมากนัก อีกทั้งยังเป็นเพียงคนหนุ่มสาวอายุสิบกว่าปี ถึงแม้ร่างกายจะค่อนข้างดี แต่คนที่มีพละกำลังมากจริงๆ ก็มีไม่มากนัก
ทว่าของหนักหนึ่งร้อยจินนี้ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
จากนั้นขั้นตอนก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย หลี่เฟิงและคนอื่นๆ เริ่มทำการทดสอบยกทุ่นหินทีละสิบคน
ในบรรดาผู้สมัคร มีบางคนที่ยกขึ้นได้ด้วยมือเดียว บางคนต้องใช้สองมือจึงจะยกขึ้น และก็มีบางคนที่ยกไม่ขึ้นแล้วเดินจากไปทันที
พอถึงตาของหลี่เฟิง เขาก็ใช้มือเพียงข้างเดียวยกทุ่นหินที่หนักกว่าร้อยจินขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการบันทึกเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แล้วจึงเขียนคำว่า ‘ผ่าน’ ลงไป
สุดท้ายมีผู้ที่ยกทุ่นหินผ่านเกณฑ์ทั้งหมดห้าสิบสามคน
ในจำนวนนั้น เด็กเส้นคนนั้นก็ผ่านเกณฑ์เช่นกัน
แต่จะว่าไปนี่ก็คัดคนออกไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว
เรื่องนี้ทำให้หลี่เฟิงคาดไม่ถึงอยู่บ้าง ในความคิดของเขา
น้ำหนักหนึ่งร้อยจินถึงแม้จะหนักไปหน่อย แต่สำหรับชายหนุ่มแล้ว แค่กัดฟันสู้หน่อยก็น่าจะยกไหวไม่ใช่หรือ
แต่ผลกลับคัดคนออกไปเกือบครึ่ง
ขณะที่หลี่เฟิงกำลังครุ่นคิด รองหัวหน้าหานก็มองดูคนที่เหลือแล้วพูดช้าๆ
“ต่อไปเป็นการทดสอบรายการที่สอง...”
“การปั้นขึ้นรูป”
“ขอเพียงพวกคุณสามารถปั้นชามหรือภาชนะรูปทรงอื่นๆ ออกมาได้ ก็จะมีสิทธิ์เข้ารับการให้คะแนน”
“คนที่ไม่สามารถปั้นขึ้นรูปเป็นภาชนะใดๆ ได้ จะถูกคัดออกทันที...”
นี่แหละคือขั้นตอนที่ยากที่สุด
การทดสอบพละกำลังในด่านแรกยังถือว่าง่าย
เพราะคนส่วนใหญ่ก็พอมีแรงอยู่บ้าง
แต่รายการที่สอง การปั้นภาชนะขึ้นรูป นี่มันยากเกินไปแล้ว
คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่ไม่เคยสัมผัสกับงานนี้มาก่อน คนที่สามารถปั้นภาชนะขึ้นรูปได้ล้วนเป็นคนที่มีพรสวรรค์อยู่บ้าง มิฉะนั้นก็คงไม่สามารถปั้นอะไรออกมาให้เป็นรูปเป็นร่างได้
อย่างน้อยหลี่เฟิงก็คิดเช่นนั้น
พอมาถึงขั้นตอนนี้ ก็ทำเอาเขาอดที่จะรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้
เพราะเขาเองก็ไม่เคยจับของสิ่งนี้มาก่อนเช่นกัน
จากนั้น
รองหัวหน้าหานก็ได้พาคนที่เหลืออีกห้าสิบสามคนไปยังโรงปฏิบัติงานแห่งหนึ่ง ซึ่งภายในไม่มีคนอยู่ มีเพียงเครื่องขึ้นรูปห้าเครื่องวางเรียงรายอยู่
ประมาณสองสามนาทีต่อมา ก็มีชายชราสองสามคนผิวคล้ำ อายุราวห้าสิบเศษ รูปร่างค่อนข้างเตี้ยเดินเข้ามา
พวกเขาเข้ามาทักทายกับรองหัวหน้าหาน
รองหัวหน้าหานพยักหน้าให้เล็กน้อย แล้วหันมาพูดกับทุกคนว่า
“หลายท่านนี้คือช่างขึ้นรูประดับห้าของโรงงานเรา อาจารย์หลิว อาจารย์จิน และอาจารย์จาง”
“ชิ้นงานที่พวกคุณทำออกมา จะได้รับการประเมินจากพวกท่าน...”
“ตอนนี้ให้เริ่มปั้นขึ้นรูปทีละห้าคน สำหรับรูปทรงของภาชนะ พวกคุณสามารถปั้นตามแบบที่วางอยู่บนโต๊ะด้านหลังได้เลย”
หลังจากได้ยินเสียงของรองหัวหน้าหาน ทุกคนก็หันไปมองด้านหลัง
บัดนี้พวกเขาเห็นว่า บนโต๊ะด้านหลังมีดินปั้นที่ขึ้นรูปแล้ววางอยู่
มีทั้งไหเจียงจวิน ถ้วยชา ชาม จานน้ำตื้น ที่ใส่พู่กัน และโอ่งน้ำใบเล็ก เป็นต้น
เมื่อมีแบบอ้างอิงแล้ว ก็จะง่ายขึ้นมาก
เพราะน้อยคนนักที่นี่จะสามารถปั้นขึ้นจากจินตนาการได้ การมีแบบอ้างอิงย่อมดีกว่าไม่มี
ตอนนี้คนส่วนใหญ่ได้เลือกแบบอ้างอิงของตนเองแล้ว ส่วนหลี่เฟิงนั้นเขาเตรียมที่จะเลือกทำที่ใส่พู่กัน
เพราะในความคิดของเขา ที่ใส่พู่กันนี้ดูเหมือนจะง่ายที่สุด
ส่วนคนอื่นๆ บ้างก็เลือกทำชาม บ้างก็เลือกทำจานน้ำตื้น
เหล่านี้คือตัวเลือกของคนส่วนใหญ่ มีเพียงคนเดียวที่เลือกทำไหเจียงจวิน นั่นก็คือชายหนุ่มที่ถูกหญิงวัยกลางคนพาเข้ามาในหอประชุมใหญ่ตอนแรก
ตอนนี้เขากำลังทักทายกับอาจารย์ช่างอาวุโสสองสามคนที่เพิ่งเข้ามา
เมื่อหลี่เฟิงเห็นดังนั้น เขาก็พอจะเข้าใจได้
ดูท่าว่าเด็กเส้นคนนี้น่าจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกกำหนดไว้แล้ว การที่เขาเลือกทำไหเจียงจวินที่ยากที่สุด แสดงว่าต้องมีฝีมืออยู่บ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้น เขาก็น่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาลูกหลานของคนในโรงงาน
จากข้อมูลที่หลี่เฟิงทราบมา
โควตารับสมัครสิบตำแหน่งของโรงงาน จะต้องรายงานให้สำนักงานแรงงานทราบ
จากเรื่องนี้ หลี่เฟิงก็คาดเดาว่า
เด็กเส้นคนนี้น่าจะเคยเรียนรู้งานพวกนี้มาก่อน แต่เพราะโรงงานไม่มีนโยบายเลื่อนขั้นลูกจ้างชั่วคราวเป็นพนักงานประจำ เขาจึงต้องอาศัยช่องทางการรับสมัครจากภายนอกเพื่อเข้ามา
นั่นก็หมายความว่า สุดท้ายแล้วโควตาที่เหลืออยู่จริงๆ มีแค่เก้าตำแหน่งน่ะสิ
คนที่อยู่ที่นี่มีห้าสิบกว่าคน อัตราส่วนเกือบจะหกต่อหนึ่งแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ
ถ้าเป็นแบบนี้ เขาก็ยังพอมีโอกาสอยู่บ้าง
เพราะถ้าหากผู้สมัครมีแต่ลูกหลานของคนในโรงงานทั้งหมด โอกาสของเขาก็คงเป็นศูนย์