- หน้าแรก
- เรียลลิตี้ลักพาตัวอลเวง เมื่อผมเล่นนอกบทกับซุปตาร์
- บทที่ 455 ผมมีเพื่อนคนนึง(ฟรี)
บทที่ 455 ผมมีเพื่อนคนนึง(ฟรี)
บทที่ 455 ผมมีเพื่อนคนนึง(ฟรี)
บทที่ 455 ผมมีเพื่อนคนนึง
บ่ายวันนั้น กลุ่มคนที่จับกลุ่มสูบบุหรี่และสาบานว่าจะไม่หลงเชื่อซื้อลอตเตอรี่เด็ดขาด เมื่อเลิกงาน ต่างคนต่างพุ่งตรงไปที่ร้านลอตเตอรี่ที่ใกล้ที่สุดโดยมิได้นัดหมาย
ทุกคนมาเพื่อเสี่ยงโชคด้วยกันทั้งนั้น
แม้ว่าเงินเดือนและสวัสดิการของตำรวจจะไม่เลว แต่ใครจะบ่นว่ามีเงินใช้เยอะเกินไปล่ะ? ใครบ้างไม่อยากถูกรางวัลใหญ่หลักล้านแบบสวีโม่?
"พวก... พวกนายก็มาเหรอ..." หลี่เฉินยิ้มเจื่อนๆ มองเพื่อนร่วมงานที่ยืนอยู่ตรงหน้า
"เอ่อ..." เฉินเค่อสีหน้าดูไม่เป็นธรรมชาติ มือไม้ไม่รู้จะวางตรงไหน "ฉัน... เอ่อ คือฉัน... ฉันมีเพื่อนคนนึงที่ชอบซื้อลอตเตอรี่มาก แต่วันนี้มันยุ่ง ฉันเลยมาซื้อให้มัน"
"อ้อ ใช่ๆๆ ฉันก็เหมือนกัน มีเพื่อนฝากซื้อเหมือนกัน"
"..."
เมื่อเฉินเค่อเปิดประเด็น คนอื่นก็เริ่มหาข้อแก้ตัวกันพัลวัน
บ้างก็บอกว่าซื้อให้เพื่อน บ้างก็บอกว่าพ่อตาฝากซื้อ ข้ออ้างร้อยแปด แต่ไม่มีใครยอมรับว่าซื้อให้ตัวเองสักคน
ก็แหม เมื่อบ่ายเพิ่งจะจับกลุ่มนินทาว่าลอตเตอรี่เป็นเรื่องเหลวไหล พูดไปแล้วเหมือนน้ำที่สาดออกไป จะกลืนน้ำลายตัวเองก็กระไรอยู่
คำว่า "ฉันมีเพื่อนคนนึง" ฟังดูยังไงก็เป็นข้อแก้ตัวชัดๆ แต่พวกเขาก็พร้อมใจกันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่เปิดโปงกันเอง เพราะในสถานการณ์แบบนี้ การแฉคนอื่นก็เท่ากับการประจานตัวเองไปด้วย
…
วันรุ่งขึ้น
สถานีตำรวจ
ห้องทำงานของสวีโม่คึกคักเป็นพิเศษ
ยังไม่ถึงเวลาเข้างาน เหล่าตำรวจต่างฉวยโอกาสว่างทยอยแวะเวียนมาขอคำชี้แนะจากสวีโม่
"หัวหน้าทีมสวี ได้ข่าวว่าถูกรางวัลใหญ่เหรอครับ?"
"ครับ รู้ได้ไงเนี่ย?" สวีโม่ไม่ปฏิเสธ พยักหน้ารับตรงๆ
"ข่าวออกครึกโครมขนาดนั้น รางวัลตั้งเจ็ดล้านเหรียญ ใครจะไม่รู้บ้างล่ะครับ" หลี่เฉินถูมือไปมา ทำท่าเหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ลังเล "หัวหน้าทีมสวีครับ คือผม..."
เงินเดือนเดือนนี้ยังไม่ออก สวีโม่เลยเข้าใจไปเองว่าหลี่เฉินคงช็อตเงินและอยากจะขอยืมสักหน่อย
"มีอะไรก็พูดมาเถอะครับ ถ้าช่วยได้ผมช่วยเต็มที่"
วินาทีถัดมา หลี่เฉินก็ล้วงลอตเตอรี่ยับยู่ยี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสองสามใบ
"คืออย่างงี้ครับ ผมมีเพื่อนคนนึง มัน... ชอบซื้อลอตเตอรี่มาก แต่ไม่เคยถูกสักครั้ง พอได้ยินว่าหัวหน้าทีมสวีถูกรางวัล มันเลยฝากให้ผมมาถามคุณหน่อยว่า พอจะช่วยดูให้หน่อยได้ไหมครับว่าลอตเตอรี่ที่มันซื้อเนี่ย มีโอกาสถูกรางวัลบ้างไหม"
พูดจบ หลี่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆ แล้วรีบเสริมอีกประโยค
"ไม่ใช่ผมถามนะครับ เพื่อนผมฝากถาม มันวานให้ผมมาถามคุณอีกที"
สวีโม่: "..."
เพื่อนคนนั้นของนายก็คือนายนั่นแหละ! สวีโม่ดูออกทะลุปรุโปร่งแต่ไม่ได้ฉีกหน้าเขา "ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องลอตเตอรี่จริงจังหรอกครับ ผมก็แค่ซื้อสุ่มๆ ไป เลขชุดที่ถูกก็เป็นเลขที่เครื่องสุ่มให้ ลอตเตอรี่ที่พี่ซื้อมา... เอ้ย ที่เพื่อนพี่ฝากมาเนี่ย ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถูกไหม"
"เครื่องสุ่มเหรอ? ต้องเป็นเลขที่เครื่องสุ่มให้เท่านั้นถึงจะถูกใช่ไหมครับ?" หลี่เฉินยืดตัวตรงด้วยความสนใจ
ตำรวจคนอื่นๆ ก็หูผึ่งขึ้นมาทันที
ยังไม่ทันที่สวีโม่จะตอบ ประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะอีกครั้ง
เสียงเคาะรัวและเร่งรีบ
"หัวหน้าทีมสวี มีคดีเข้าครับ!"
ได้ยินดังนั้น สวีโม่ก็ลุกขึ้นยืนทันที ส่วนตำรวจคนอื่นที่มามุงถามเรื่องหวยก็รีบพับเก็บความอยากรู้อยากเห็นไปก่อน เรื่องคดีสำคัญที่สุด
เรื่องขอเลขเด็ดไว้ค่อยว่ากันหลังเลิกงาน
สวีโม่เดินไปเปิดประตู มองตำรวจที่มาเคาะประตู "ว่าต่อเลย"
"ครับ" ตำรวจนายนั้นรายงานต่อ "เราเพิ่งได้รับแจ้งเหตุว่า รปภ. ของโรงพยาบาลจิตเวชในเขตตะวันออกพบถุงพลาสติกสีดำวางอยู่ที่หน้าประตูโรงพยาบาล ข้างในถุงมีศีรษะมนุษย์ครับ"
"แถมยังมีกระดาษโน้ตทิ้งไว้ที่เกิดเหตุด้วยครับ"
"กระดาษโน้ต? เขียนว่าอะไร?" สวีโม่ถาม
สีหน้าของตำรวจนายนั้นเคร่งเครียดขึ้นมาทันทีขณะบอกข้อความในโน้ต "แน่จริงก็มาจับฉันสิ"
พูดไปเขาก็เปิดรูปถ่ายจากที่เกิดเหตุให้สวีโม่ดู
นี่มันท้าทายกันชัดๆ
การทิ้งโน้ตไว้แบบนี้ แสดงว่าคนร้ายยโสโอหังมาก... ไม่ใช่แค่ยโส แต่ดูเหมือนคนร้ายจะสติไม่ค่อยดีด้วย
คนปกติที่ก่ออาชญากรรมย่อมต้องการทำลายหลักฐานให้หมดจดที่สุด และจะไม่มีทางทิ้งร่องรอยอะไรไว้ โดยเฉพาะข้อความยั่วยุแบบนี้
การทิ้งโน้ตไว้ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับคนร้ายเลย มีแต่จะทำให้ตำรวจโกรธแค้นและตามล่าตัวหนักขึ้น ได้ไม่คุ้มเสียชัดๆ
จากข้อสันนิษฐานนี้ สวีโม่ปักใจเชื่อไปก่อนแล้วว่าผู้ต้องสงสัยน่าจะเป็นผู้ป่วยจากโรงพยาบาลจิตเวช
เขาเชื่อว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้นแหละที่จะทำเรื่องพรรค์นี้
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาของสวีโม่จากข้อความในโน้ต ส่วนจะเป็นจริงหรือไม่ เขาต้องไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและสืบสวนคดีให้แน่ชัดเสียก่อน
เพราะก็เป็นไปได้ว่าอาจมีคนจงใจทิ้งโน้ตไว้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตำรวจ
…
โรงพยาบาลจิตเวชเขตตะวันออก
รถตำรวจหลายคันจอดเรียงราย
ฮานเฟย สวีโม่ และกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างเปิดประตูรถและก้าวลงมา
ประตูหน้าถูกทางโรงพยาบาลปิดกั้นพื้นที่ไว้แล้ว ห้ามใครเข้าใกล้เด็ดขาด ผู้อำนวยการและผู้บริหารโรงพยาบาลบางส่วนยืนรอตำรวจอยู่ที่หน้าประตู
เมื่อเห็นรถตำรวจจอด ผู้อำนวยการและคณะก็รีบก้าวเข้ามาต้อนรับ
"คุณตำรวจครับ ทางเรากันพื้นที่เกิดเหตุไว้แล้ว ไม่ให้ใครเข้าใกล้ครับ"
ผู้อำนวยการรู้ดีว่าที่เกิดเหตุห้ามถูกรบกวน
"อืม" ฮานเฟยพยักหน้า "พาเราไปดูหน่อยครับ"
"รปภ. เจอถุงพลาสติกสีดำนั่นภายในเขตโรงพยาบาลครับ วางอยู่ข้างกำแพงใกล้ประตูหน้า เชิญทางนี้ครับ"
ผู้อำนวยการนำทางตำรวจไปยังด้านหลังกำแพงข้างประตูใหญ่ และชี้ไปที่ถุงพลาสติกสีดำที่วางอยู่
"ถุงใบนี้แหละครับ" ผู้อำนวยการชี้ไปที่ชายวัยกลางคนในชุดรปภ. ที่ยืนอยู่ข้างๆ "คุณตำรวจครับ นี่คือ รปภ. ที่เจอถุงครับ ชื่อลุงติง ลุงติง เล่าให้คุณตำรวจฟังหน่อยสิว่าตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น"
สิ้นเสียงผู้อำนวยการ รปภ.ลุงติงก็มองไปที่ฮานเฟยและเริ่มเล่าเหตุการณ์ตอนเจอถุงดำ
"เมื่อเช้านี้เองครับ ตอนผมเดินตรวจตรา ผมเจอถุงพลาสติกวางอยู่ข้างกำแพง ตอนแรกนึกว่าเป็นถุงขยะ กะว่าจะเก็บไปทิ้งถังขยะ แต่พอยกขึ้นมา ผมก็เห็นกองเลือดนองอยู่ใต้ถุง ตกใจแทบแย่เลยเผลอปล่อยมือ ถุงร่วงลงพื้น ปากถุงเปิดออก ผมก็เห็นหัวคนอยู่ข้างใน... ผมเลยรีบโทรแจ้งตำรวจทันทีครับ"
เล่าจบ ลุงติงยังมองถุงดำด้วยสายตาหวาดผวา เห็นได้ชัดว่าแกตกใจกลัวมากจริงๆ
สวีโม่เดินเข้าไปใกล้ถุง นั่งยองๆ สวมถุงมือ แล้วขยับถุงดู
"ระบุเวลาตายที่แน่นอนได้ไหม?" ฮานเฟยถาม
สวีโม่ส่ายหน้า แสดงท่าทีจนปัญญา
"เหลือแต่หัวแบบนี้ ระบุเวลาตายที่แน่นอนไม่ได้หรอกครับ... ได้แค่กะคร่าวๆ ดูจากความแห้งของคราบเลือด เวลาตายน่าจะไม่นาน น่าจะเป็นเมื่อคืนนี้ครับ"
สวีโม่หันไปถาม รปภ. "เมื่อคืนคุณสังเกตเห็นอะไรผิดปกติบ้างไหมครับ?"