- หน้าแรก
- เรียลลิตี้ลักพาตัวอลเวง เมื่อผมเล่นนอกบทกับซุปตาร์
- บทที่ 301 จุดร่วมของสองเหตุการณ์
บทที่ 301 จุดร่วมของสองเหตุการณ์
บทที่ 301 จุดร่วมของสองเหตุการณ์
บทที่ 301 จุดร่วมของสองเหตุการณ์
ไม่นานนัก ผู้บริหารโรงเรียนก็กลับมาพร้อมกับแฟลชไดรฟ์
"คุณตำรวจ ในแฟลชไดรฟ์นี้มีภาพกล้องวงจรปิดของทั้งตึกเลยครับ ตรงทางเข้าชั้นหนึ่งกับทางเดินก็มีหมดเลย"
หานเฟยรับแฟลชไดรฟ์มา
ระหว่างที่ผู้บริหารไปก๊อปปี้ไฟล์ภาพวงจรปิด พวกเขาค้นหาดูอีกรอบแต่ก็ไม่พบอะไรที่เป็นประโยชน์ ไม่มีเบาะแสที่มีค่าเลย
ในเมื่อหาเบาะแสไม่เจอเลย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องรักษาสภาพที่เกิดเหตุไว้อีกต่อไป
อีกอย่าง การที่มีศพวางอยู่ชั้นล่างของหอพักนักเรียนแบบนี้มันส่งผลกระทบที่ไม่ดีจริงๆ
หานเฟยจึงสั่งให้ลูกน้องถ่ายรูปเก็บไว้ไม่กี่รูป ก่อนจะให้เคลื่อนย้ายศพกลับไปที่สถานีตำรวจ
สถานีตำรวจ
หลังจากตรวจสอบภาพวงจรปิดที่นำกลับมา หานเฟยก็ค้นพบจุดร่วมระหว่างเหตุฆ่าตัวตายครั้งนี้กับเหตุฆ่าตัวตายที่พบเมื่อคืน
"เหมือนกับภาพวงจรปิดจากตึกนั้นเลย ผู้ตายเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าคนเดียว และทั้งก่อนและหลังช่วงเวลานั้น ไม่มีใครอื่นขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกเลย จนกระทั่งพบศพ"
"งั้นก็น่าจะเป็นการฆ่าตัวตายใช่ไหมครับ?" หวังต้าชวนเกาหัว
ภาพวงจรปิดของเหตุฆ่าตัวตายทั้งสองเหตุการณ์บันทึกภาพผู้ตายเดินขึ้นดาดฟ้าไปเพียงลำพัง ไม่มีบุคคลที่สองอยู่เลย
แบบนี้มันก็ชัดเจนว่ากระโดดลงมาเองไม่ใช่เหรอ?
เขารู้สึกว่าถ้าจะเรียกว่าฆาตกรรมมันก็ดูจะฝืนไปหน่อย
"คืนเดียวตายสองศพ อัตราการฆ่าตัวตายมันสูงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?" หานเฟยกล่าว "แถมทั้งสองคนยังกระโดดลงมาจากดาดฟ้าเหมือนกัน เวลาตายก็ห่างกันไม่มาก... มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่"
เหตุฆ่าตัวตายที่เพิ่งพบนี้ ถ้ามองแยกเป็นกรณีเดี่ยวๆ จริงๆ แล้วก็ไม่มีจุดน่าสงสัยอะไร
เด็กอายุสิบแปด เลือดร้อนและหุนหันพลันแล่น ฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดตึกเพราะปัญหาความรัก ก็ยังพอเข้าใจได้อยู่
สาเหตุหลักที่หานเฟยสงสัยว่ามีปัญหากับเหตุการณ์นี้ เพราะช่วงเวลามันคาบเกี่ยวกับเหตุฆ่าตัวตายเมื่อคืน และผู้ตายทั้งสองเลือกวิธีตายแบบเดียวกันเป๊ะ คือกระโดดจากดาดฟ้า
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะคดีฆ่าตัวตายเมื่อคืนมีจุดน่าสงสัยหลายอย่าง ทำให้เขาพลอยสงสัยว่าคดีที่เพิ่งพบนี้ก็น่าจะมีปัญหาเหมือนกัน เขาถึงคิดจะรวมสำนวนสืบสวนเข้าด้วยกัน
ในฐานะตำรวจมากประสบการณ์ สัญชาตญาณบอกเขาว่าสองเหตุการณ์นี้ต้องเกี่ยวข้องกันแน่
นี่ไม่ใช่การฆ่าตัวตายแน่นอน!
หานเฟยนำข้อมูลประจำตัวของผู้ตายทั้งสองมาวางเทียบกัน
"นี่คือผู้ตายคนแรกที่พวกเราเจอ จูซิงเต๋อ อายุสามสิบห้าปี ผู้บริหารระดับสูงบริษัทการเงิน โสด เป็นคนท้องถิ่นหยางเฉิง สงสัยว่าฆ่าตัวตายเพราะเล่นหุ้นล้มเหลว"
"ผู้ตายคนที่สอง ลู่หยู อายุสิบแปดปี นักศึกษาปีหนึ่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เอกการจัดการโรงแรม เป็นคนต่างถิ่นจากซูเฉิง สงสัยว่าฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในความรัก"
เมื่อดูข้อมูลของทั้งคู่ หลี่เฉินก็อดรู้สึกงุนงงไม่ได้
"หัวหน้าหาน สองศพนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องและไม่มีจุดร่วมอะไรกันเลยนะครับ ถ้าพวกเขาถูกฆ่าโดยฆาตกรคนเดียวกันจริง แล้วแรงจูงใจของฆาตกร หรือตรรกะในการฆ่าคืออะไรครับ?"
หานเฟยตอบคำถามนี้ไม่ได้จริงๆ
พูดตามตรง ไม่ใช่แค่หลี่เฉินที่งง หานเฟยเองก็คิดไม่ตกเหมือนกัน
ผู้ตายสองคนนี้เรียกได้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องและไม่มีส่วนทับซ้อนกันเลยแม้แต่น้อย
คนหนึ่งวัยกลางคน อีกคนวัยรุ่น
คนหนึ่งพนักงานออฟฟิศ อีกคนนักเรียน
คนหนึ่งคนพื้นที่ อีกคนคนต่างถิ่น
มองปราดเดียวก็ไม่เห็นความเหมือนเลยสักนิด
หานเฟยเริ่มสงสัยแล้วว่าสัญชาตญาณของเขาอาจจะผิด และบางทีสองเหตุการณ์นี้อาจไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้...
บางทีอาจมีแค่คดีแรกที่มีปัญหา ส่วนคดีที่เพิ่งเจอนี้อาจเป็นแค่เรื่องบังเอิญ?
ทันใดนั้น สวีโม่ที่อยู่ข้างๆ ก็ชี้ไปที่ข้อมูลส่วนตัวสองแผ่นที่แปะอยู่บนกระดานไวท์บอร์ดแล้วพูดขึ้น
"สองคนนี้ไม่ได้ไร้ความเกี่ยวข้องกันโดยสิ้นเชิงหรอกครับ จริงๆ แล้วพวกเขามีจุดที่เหมือนกันอยู่"
ทันทีที่สิ้นเสียง ทุกคนก็หันมามองสวีโม่ "อะไรนะ?"
"พวกเขาเป็นผู้ชายเหมือนกัน และฐานะทางบ้านก็ดีมากทั้งคู่ครับ" สวีโม่กล่าว "ผู้ตายคนแรกเป็นผู้บริหารระดับสูงบริษัทการเงิน เรื่องฐานะคงไม่ต้องพูดถึง ส่วนผู้ตายคนที่สอง ไม่รู้พวกคุณสังเกตการแต่งตัวของเขาไหม... เขาใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัว ซึ่งนักเรียนจากครอบครัวธรรมดาไม่มีทางซื้อใส่ได้แน่ อีกอย่าง โดยทั่วไปแล้วคนที่ฐานะทางบ้านไม่ดีมักจะไม่เลือกเรียนเอกการจัดการโรงแรมหรอกครับ"
พอได้ยินดังนั้น หานเฟยก็สั่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลของลู่หยูทันที
ไม่นานผลก็ออกมา
"ตรวจสอบแล้วครับ เป็นเรื่องจริง ผู้ตายคนที่สอง... ลู่หยูคนนั้น ที่บ้านทำธุรกิจโรงแรม ฐานะดีมาก เพิ่งอายุสิบแปดก็มีอสังหาฯ สองแห่งกับรถยนต์ชื่อตัวเองแล้วครับ"
ถึงตอนนี้ ทุกคนก็เริ่มมองเห็นภาพชัดเจนขึ้นบ้างแล้ว
หานเฟยหยิบปากกาขึ้นมาลากเส้นเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ตายทั้งสองบนกระดานทันที
ตรงจุดตัดของเส้น เขาเขียนคำว่า "ฆาตกร" และทำเครื่องหมายไว้เหนือคำนั้นว่า "เกลียดคนรวย?"
ตำรวจเคยเจิคดีฆาตกรรมที่เกิดจากความเกลียดชังคนรวย พวกที่ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองไม่ได้
ดังนั้นประเด็นที่สวีโม่ยกขึ้นมาจึงอาจเป็นเบาะแสที่มีประโยชน์
"สมมติว่าสองเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกัน และฆาตกรเป็นคนเดียวกัน"
หานเฟยใช้ปากกาชี้ไปที่ข้อมูลของผู้ตายทั้งสอง แล้วพูดต่อ
"ใครก็ตามที่มีวงสังคมทับซ้อนกับทั้งสองคนนี้ และมีฐานะทางการเงินไม่ดีนัก คนคนนั้นอาจเป็นฆาตกร ลองสืบสวนตามแนวทางนี้ดูก่อน"
ปรัชญาในการไขคดีของหานเฟยคือ ไม่ว่าจะมีโอกาสหรือไม่ ก็ต้องลองดูก่อน!
มีสมมติฐานแล้วก็ต้องสืบ ดีกว่านั่งมองตาปริบๆ
การสืบสวนอาจนำไปสู่ความจริงก็ได้...
หลังจากหานเฟยแจกแจงงาน เหล่าตำรวจก็รีบตามเบาะแสนี้ไปสืบสวนทันที
สวีโม่ไม่ได้เข้าร่วมภารกิจตรวจสอบวงสังคมที่ทับซ้อนกันของทั้งสองคน
เพราะหานเฟยมอบหมายงานอื่นให้เขา นั่นคือการวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด
ในภาพวงจรปิดทั้งสองคดี ผู้ตายเดินขึ้นดาดฟ้าไปคนเดียว และเป็นเวลานานทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ กล้องไม่จับภาพบุคคลที่สองขึ้นไปบนดาดฟ้าเลย
เรื่องนี้ทำให้หานเฟยรู้สึกว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ฆาตกรจะโผล่มาบนดาดฟ้าจากความว่างเปล่าได้ยังไง?
มันเป็นไปไม่ได้ชัดๆ!
ความเป็นไปได้เดียวคือฆาตกรดัดแปลงภาพวงจรปิด
สวีโม่เป็นแฮกเกอร์ ดังนั้นการตรวจสอบว่าภาพวงจรปิดถูกดัดแปลงหรือไม่ งานนี้ย่อมเหมาะกับเขาที่สุด
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ตำรวจนายหนึ่งเข้ามารายงานหานเฟย
"หัวหน้าหานครับ สมมติฐานเมื่อกี้อาจจะมีปัญหา พวกเราตรวจสอบแล้ว วงสังคมของผู้ตายทั้งสองไม่มีส่วนทับซ้อนกันเลยครับ"
ในเวลาเดียวกัน สวีโม่ก็ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเสร็จแล้ว และเดินเข้ามาหาหานเฟยเช่นกัน
"ภาพวงจรปิดปกติดีครับ ไม่มีร่องรอยการดัดแปลงเลย"
...