- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 47 ต้องใช้เงินสิบล้าน
บทที่ 47 ต้องใช้เงินสิบล้าน
บทที่ 47 ต้องใช้เงินสิบล้าน
หมัดนี้ ราวกับกดปุ่มปิดเสียงทั้งสนาม
เหล่านักเรียนที่เมื่อครู่ยังซุบซิบกันไม่หยุด ตอนนี้ต่างพร้อมใจกันหันไปมองหวงเซิงที่นอนกองอยู่ไกลๆ แล้วตกอยู่ในความเงียบงัน
แม้แต่หลีสื่อเฉวียนที่พอจะคาดเดาความแข็งแกร่งของซูหยวนได้บ้าง ก็ยังตกตะลึงจนอ้าปากค้างกับหมัดที่ซูหยวนเพิ่งปล่อยออกไป
ทำไมน่ะเหรอ?
เพราะซูหยวนอยู่แค่ขั้นขัดเกลาพลังปราณชั้น 6 แต่หวงเซิงอยู่ชั้น 7 แถมความแข็งแกร่งของร่างกายยังเหนือกว่าซูหยวน
ต่อให้ซูหยวนฝึก 《เคล็ดวิชาโจมตีใจเพลิงโทสะ》 สำเร็จราวกับปาฏิหาริย์ในเวลาไม่กี่วัน อย่างมากที่สุดก็ควรจะอาศัยพลังเสริมจากเคล็ดวิชาและความสามารถของเส้นลมปราณพลัง ต่อสู้นัวเนียกับหวงเซิงสักพักใหญ่ๆ แล้วค่อยเอาชนะ
แต่ความจริงกลับเหนือความคาดหมายของหลีสื่อเฉวียนไปไกลลิบ
วันช็อต!
เหมือนตอนที่สู้กับอู๋ซิงฉีไม่มีผิด จัดการคู่ต่อสู้ในหมัดเดียว!
แถมหมัดนี้ไม่มีลูกเล่นหรือกระบวนท่าใดๆ มีเพียงพลังอันสัมบูรณ์ที่ใครก็ไม่อาจกังขาได้!
หลังจากความตกตะลึงชั่วครู่ หลีสื่อเฉวียนก็เผยสีหน้าตื่นเต้นที่ไม่อาจระงับได้ ราวกับกำลังพิจารณาสมบัติล้ำค่าหายากในตัวซูหยวน
“เคล็ดวิชาที่ฉันสอนเขาไป เขาเอาไปดัดแปลงหรือเปล่านะ?”
หลีสื่อเฉวียนพึมพำไม่หยุด:
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง พรสวรรค์ของเขามันก็...”
นักเรียนมุงที่ก่อนหน้านี้ยังสงสัยในตัวซูหยวน ตอนนี้ยอมศิโรราบให้กับความแข็งแกร่งของซูหยวนโดยสิ้นเชิง
หวงเซิงที่เป็นตัวเต็งแชมป์ยังโดนสอยร่วงในหมัดเดียว ใครจะกล้าสงสัยอีก?
มีลูกสาวของเซียนไท่ป๋ายหนุนหลัง ใช้โทรศัพท์รุ่นกากที่สุดแย่งอั่งเปาได้ แถมฝีมือยังเหนือกว่าผู้เข้าแข่งขันทุกคน ซูหยวนไม่ได้เป็นแชมป์ก็ผิดกฎสวรรค์แล้ว!
ถ้าจะบอกว่าในที่นี้ใครที่ยังรักษาความสงบเยือกเย็นได้ ก็คงมีแต่เฉินนั่วยี
เธอที่ติวหนังสือให้ซูหยวนทุกวัน รู้ดีที่สุดว่าความแข็งแกร่งของซูหยวนพัฒนาไปมากแค่ไหน
“ผอ.จางครับ ในเมื่อแชมป์การแข่งประลองยุทธ์ปรากฏตัวแล้ว คุณควรจะพูดอะไรสักหน่อยไหม?”
ไท่ป๋ายเทียนจียิ้มบางๆ แล้วกล่าว
จางโหย่วเต๋อพยักหน้า ลุกเดินไปหาซูหยวน แล้วตบไหล่ซูหยวนเบาๆ:
“เด็กดี เธอชื่อซูหยวนสินะ เมื่อก่อนฉันไม่เคยได้ยินชื่อเธอเลย พอดังขึ้นมาก็ทำเอาตกใจทีเดียว”
“ทางโรงเรียนจะไม่ผิดคำพูด ในเมื่อเธอเป็นแชมป์การแข่งขัน ไม่เพียงแต่จะได้เข้าเรียนห้องพิเศษโดยไม่ต้องสอบ เธอยังได้รับทุนการศึกษาหนึ่งหมื่นหยวนด้วย”
จางโหย่วเต๋อพูดจบ ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งนำป้ายที่พิมพ์ว่า “ทุนการศึกษา 10,000 หยวน” มามอบให้
“หนึ่งหมื่น!”
เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ ซูหยวนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอือกใหญ่
นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เทียบเท่ากับกำไรจากการขายห่านย่างสิบหกตัว เทียบเท่ากำไรจากการหลอมยาหนึ่งร้อยเม็ด และยังเท่ากับค่าครองชีพสามสี่เดือนของซูหยวน
จากนั้น ช่างภาพก็เข้ามาประจำที่ ซูหยวนรีบฉีกยิ้มพิมพ์ใจที่ฝึกฝนมาจากการทำงานพาร์ตไทม์วันแล้ววันเล่า ยืนถ่ายรูปคู่กับผอ.
การแข่งวิทยายุทธ์ครั้งนี้ จบลงอย่างทุลักทุเลแต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี
แน่นอน แม้ต่อจากนี้จะไม่มีธุระอะไรของนักเรียนแล้ว แต่สำหรับทางโรงเรียนที่ต้องต้อนรับไท่ป๋ายเทียนจี นี่เพิ่งจะเป็นการเริ่มต้น
ถ่ายรูปเสร็จ ซูหยวนก็เตรียมกลับเข้าแถว
แต่ในตอนนั้นเอง ไท่ป๋ายเทียนจีกลับเรียกเขาไว้
“ซูหยวน ในฐานะสมาชิกห้องพิเศษในอนาคต ก็นับว่าเป็นลูกศิษย์ฉันคนหนึ่ง มีบางเรื่องที่ฉันต้องบอกเธอไว้ล่วงหน้า”
ซูหยวนชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรีบพูดว่า:
“เชิญอาจารย์ไท่ป๋ายพูดมาได้เลยครับ”
ไท่ป๋ายเทียนจีกล่าวช้าๆ:
“ห้องพิเศษที่ก่อตั้งโดยมีฉันเป็นแกนหลัก มีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว”
“นั่นคือทำให้นักเรียนมัธยมไท่หัวที่เดิมทีคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยน่าจะอยู่ที่ท็อป 500 หรือท็อป 1,000 ของเมือง กลายเป็นท็อป 100 หรือท็อป 10 ของเมืองให้ได้”
“และสำหรับคนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในห้องพิเศษ ฉันจะทำให้เขามีคุณสมบัติเป็นจอมปราชญ์ เข้าชิงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยเซียนชั้นนำ”
สิ้นคำนี้ ซูหยวนและนักเรียนทุกคนในที่นั้นต่างตกตะลึง
ท็อป 100 หรือแม้แต่ท็อป 10 ของเมือง?
แถมยังจะปั้นจอมปราชญ์ในการสอบเอ็นทรานซ์อีกคน?!
ท่านเซียนไท่ป๋ายผู้นี้ราคาคุยใหญ่โตไปหน่อยไหม
แม้เมืองไท่หัวจะไม่ใช่เมืองใหญ่ระดับเทียร์ 1 หรือซูเปอร์เทียร์ 1 แต่ก็นับเป็นเมืองระดับเทียร์ 2 ไม่ใช่เมืองบ้านนอกคอกนาแน่นอน
บนผืนแผ่นดินนี้ มีโรงเรียนมัธยมทั้งรัฐและเอกชนมากมายดั่งขนวัว ผู้มีพรสวรรค์ในเมืองไท่หัวก็มีมากมายดั่งฝูงปลาที่แหวกว่ายข้ามแม่น้ำ
โรงเรียนมัธยมไท่หัวอยู่ในตำแหน่งไหนของเมืองไท่หัว?
ก็เป็นแค่โรงเรียนมัธยมระดับท็อป 5 ของเมืองเท่านั้นเอง
คุณบอกว่าท็อป 5 ก็สูงมากแล้วงั้นเหรอ? เหอะๆ ใครๆ ก็รู้ว่าโรงเรียนอันดับ 1 ของเมืองมีสองแห่ง โรงเรียนท็อป 3 มีห้าแห่ง โรงเรียนท็อป 5 มีเป็นสิบแห่ง
อันดับสอบเข้ามหาวิทยาลัยของนักเรียนมัธยมไท่หัวในแต่ละปี อย่างมากก็เบียดเข้าไปติดท็อป 10 ของเมืองได้สักคนสองคน คนที่ติดท็อป 50 ของเมืองโดยเฉลี่ยไม่เกินห้าคน
ย้อนกลับมาพูดถึงสิ่งที่ไท่ป๋ายเทียนจีเพิ่งพูดไป
ห้องพิเศษยังไงก็ต้องมีนักเรียนสักสามสิบคน ฟังจากน้ำเสียงของไท่ป๋ายเทียนจี คือกะจะยึดครองพื้นที่ครึ่งหนึ่งของท็อป 100 ในการสอบปีหน้าเลยเหรอ?
คำพูดนี้ถ้าพวกผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาจากโรงเรียนอื่นมาได้ยินเข้า คงขำกลิ้งจนฟันร่วง
แต่ว่า...
ลองคิดดูให้ดี ท่านเซียนไท่ป๋ายผู้นี้มีชื่อเสียงมานาน คงไม่พูดพล่อยๆ หรอกมั้ง?
นั่นหมายความว่า เขามีความมั่นใจจริงๆ
พอตระหนักได้ถึงจุดนี้ หัวใจของซูหยวนและเหล่านักเรียนที่มีหวังจะได้เข้าห้องพิเศษก็เต้นรัวโครมครามอย่างควบคุมไม่อยู่
โดยเฉพาะ... ท็อป 10 ของทั้งเมือง!
ดูจากเกณฑ์คะแนนของเมืองไท่หัวในปีก่อนๆ มีแค่ท็อป 10 ของเมืองเท่านั้น ที่จะการันตีการเข้าสู่ ‘สิบมหาวิทยาลัยเซียนชั้นนำ’ ได้อย่างมั่นคง
ทั้งเมืองมีแค่สิบคนที่จะได้เข้าสิบมหาลัยดัง ฟังดูน้อยไปไหม?
ซูหยวนตอนแรกก็สงสัย แต่พอลองค้นเน็ตดูถึงเข้าใจว่าทำไม
เพราะอารยธรรมมนุษย์บนดาวบลูสตาร์รวมเป็นหนึ่งเดียวแล้ว เขาไม่ได้แข่งกับผู้เข้าสอบในประเทศเดียวเหมือนชาติก่อน แต่ต้องแข่งกับผู้เข้าสอบจากทั่วโลกที่มีประชากรกว่าหมื่นล้านคน!
ความขลังของการสอบติดสิบมหาลัยดัง ยากกว่าสอบติดชิงหัว-ปักกิ่งในชาติก่อนถึงสิบเท่า!
แม้แต่ซูหยวนที่เป็นโปรเพลเยอร์เติมทรูก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะไล่ตามอัจฉริยะอย่างหลี่เจิ้งซิงทันก่อนการสอบ
การได้เรียนภายใต้การดูแลของเซียนไท่ป๋าย ย่อมมั่นคงกว่าเห็นๆ
แต่ปัญหาคือ ทำไมเซียนไท่ป๋ายจู่ๆ ถึงพูดเรื่องนี้กับเขาล่ะ?
ในใจซูหยวนเกิดความสงสัย ไท่ป๋ายเทียนจีก็เอ่ยปากอีกครั้ง:
“แต่การบำเพ็ญเพียร นอกจากความขยันและความพยายามของตนเอง กับการชี้แนะจากอาจารย์ชื่อดังแล้ว ยังต้องมีทรัพยากรการฝึกฝนจำนวนมหาศาลคอยซัพพอร์ต”
“ในบรรดานักเรียนที่มีผลสอบโดดเด่นในปีก่อนๆ คนที่พึ่งพาแต่การฝึกหนักเพื่ออัปเกรดคะแนนใช่ว่าจะไม่มี แต่มีน้อยยิ่งกว่าขนหงส์เขากิเลน”
“ต่อให้ได้รับการชี้แนะจากฉัน นักเรียนในห้องพิเศษก็ไม่ได้หมายความว่าจะนอนตีพุงสบายใจเฉิบไม่ต้องจ่ายสักแดงเดียว รากวิญญาณที่ต้องเช่าก็ต้องเช่า ยาเสริมกายที่ต้องกินก็ต้องกิน”
“ยิ่งไปกว่านั้น เพราะโปรแกรมการฝึกที่ฉันวางไว้มีความเข้มข้นสูง ค่าใช้จ่ายของพวกเธอในด้านนี้ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย”
ได้ยินแบบนี้ ซูหยวนก็เข้าใจได้ ทางโรงเรียนและเซียนไท่ป๋ายไม่ได้ทำการกุศลนี่นา
ได้รับการชี้แนะจากอาจารย์ชื่อดังแบบตัวต่อตัวก็ดีแค่ไหนแล้ว ยังจะหวังให้โรงเรียนออกค่าใช้จ่ายทุกอย่างตั้งแต่นี้จนถึงสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้เหรอ?
จะเอาอะไรนักหนา!
แต่ถึงจะเข้าใจ ซูหยวนก็อดไม่ได้ที่จะถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ:
“อาจารย์ไท่ป๋ายครับ ค่าใช้จ่ายหลังจากเข้าห้องพิเศษมันสูงมากไหมครับ?”
ซูหยวนถามเสียงอ่อย
ไท่ป๋ายเทียนจีพยักหน้าเล็กน้อย:
“สำหรับครอบครัวทั่วไปก็นับว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่น้อย แต่ฉันก็จะใช้คอนเนกชันทั้งหมดที่มี พยายามลดค่าใช้จ่ายตรงนี้ของนักเรียนห้องพิเศษให้ได้มากที่สุด”
“แล้วสรุปต้องใช้เงินเท่าไหร่ครับ?”
“สำหรับนักเรียนที่มีพรสวรรค์ปานกลางค่อนไปทางสูง หนึ่งล้านน่าจะพอไหว”
“ต่อปี?”
“ต่อเดือน”
“เชี่ย?!”
ซูหยวนเอ๋อรับประทาน!
แต่ทันใดนั้น ผอ.จางที่อยู่ข้างๆ ไท่ป๋ายเทียนจีก็เสริมขึ้นมาว่า:
“ทางโรงเรียนเข้าใจความลำบากของนักเรียนบางส่วน ดังนั้นรายจ่ายหนึ่งล้านต่อเดือนนี้ ไม่ว่าจะจ่ายหรือไม่จ่าย ขอแค่ผลการเรียนถึงเกณฑ์ ก็สามารถเข้าห้องพิเศษได้”
“และหากมีนักเรียนห้องพิเศษคนไหนทำคะแนนเบียดเข้าท็อป 10 ของเมืองได้สำเร็จ ทางโรงเรียนจะไม่ตระหนี่ถี่เหนียวเลย นักเรียนคนนั้นจ่ายค่าเรียนในห้องพิเศษไปเท่าไหร่ โรงเรียนจะคืนให้หมด!”
“และถ้านักเรียนห้องพิเศษคนไหนคว้าตำแหน่งจอมปราชญ์ของเมืองได้ ทางโรงเรียนจะคืนเงินค่าเล่าเรียนให้สิบเท่า!”