- หน้าแรก
- ข้าบำเพ็ญเซียนถูกกฎหมาย ทำไมพรี่ชายถึงบอกว่าข้าเป็นมาร
- บทที่ 32 ความธรรมดาของตัวเองก็น่าเศร้าอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของเพื่อนมันยิ่งบาดใจ!
บทที่ 32 ความธรรมดาของตัวเองก็น่าเศร้าอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของเพื่อนมันยิ่งบาดใจ!
บทที่ 32 ความธรรมดาของตัวเองก็น่าเศร้าอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของเพื่อนมันยิ่งบาดใจ!
หลายคนคิดว่าการประลองระหว่างอู๋ซิงฉีและซูหยวนจะจบลงอย่างรวดเร็ว
แต่นั่นอยู่บนสมมติฐานที่ว่าซูหยวนจะเป็นฝ่ายโดนซ้อมจนน่วม
ทว่าผลลัพธ์กลับกลายเป็นอู๋ซิงฉีที่ล้มลงไปอย่างงุนงงภายในเวลาไม่ถึงสิบวินาที
ซูหยวนทำอะไรลงไป แล้วทำไมอู๋ซิงฉีถึงจู่ๆ ก็ทรุดลงไปกองกับพื้นไม่ขยับเขยื้อน เพื่อนร่วมชั้นต่างไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
ทุกคนต่างทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
"ซิงฉี เธอไม่เป็นไรใช่มั้ย?"
ผ่านไปครู่ใหญ่ เพื่อนผู้หญิงที่สนิทกับอู๋ซิงฉีคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
เธอทำท่าจะเข้าไปพยุงอู๋ซิงฉี แต่ถูกเสียงเย็นชาเสียงหนึ่งห้ามไว้:
"อย่าแตะตัวเธอ ตอนนี้เธอยังขยับไม่ได้ ยิ่งขยับอาการจะยิ่งแย่"
"คะ... ค่ะ หัวหน้าห้อง"
นักเรียนหญิงคนนั้นรีบพยักหน้า
คนเตือนย่อมเป็นเฉินนั่วยี
ในฐานะคนแรกที่ได้สัมผัสฤทธิ์เดชของพลังวิญญาณแห่งห้วงอันธการ เธอรู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของพลังนี้ดีกว่าใคร
เมื่อคืนตอนติวให้ซูหยวน แม้เธอจะขับไล่พลังวิญญาณแห่งห้วงอันธการออกไปทันทีที่มันแทรกซึมเข้ามา แต่ร่างกายก็ยังเกิดอาการสั่นไหวที่ทำให้จิตเต๋าเกือบเสียการควบคุม
แล้วอู๋ซิงฉีที่รับพลังวิญญาณแห่งห้วงอันธการที่ทั้งเข้มข้นและปริมาณมากของซูหยวนเข้าไปเต็มๆ โดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ความเซ็นซิทิฟของร่างกายคงพุ่งสูงขึ้นกว่าปกติเป็นสิบเท่า ยี่สิบเท่าไม่ใช่เหรอ?
ในสถานการณ์นี้ แม้แต่ลมพัดผ่าน เธอคงรู้สึกเจ็บปวดราวกับโดนมีดกรีดเลยกระมัง
ซูหยวนเองก็กลัวว่าอู๋ซิงฉีจะเป็นอะไรไป จึงรีบเข้าไป แตะเบาๆ ที่ไหล่มนของสาวแซ่บผิวแทนที่ห้อยตกลงอย่างหมดแรง แล้วดูดซับพลังวิญญาณแห่งห้วงอันธการในตัวเธอกลับคืนมา
เมื่อกี้ใส่ยาแรงไปหน่อยแฮะ
แม้แต่ตัวซูหยวนเองก็ไม่คิดว่า หลังจากทะลวงเข้าระดับหกแล้ว อานุภาพของพลังวิญญาณแห่งห้วงอันธการจะรุนแรงถึงขนาดนี้
หลังจากดูดพลังกลับมาแล้ว ซูหยวนกำลังจะถอยออกมา แต่มือกลับถูกอู๋ซิงฉีคว้าไว้แน่น
"ซู... หัวหน้าซู"
อู๋ซิงฉีหอบหายใจเบาๆ เงยหน้าที่แดงซ่านขึ้น ถามด้วยสีหน้าจริงจังว่า:
"เมื่อกี้ตอนที่ฉันจะลงมือกับนาย ทำไมถึงมีความรู้สึกเหมือนไฟช็อตแบบนั้น?"
"มันเหมือนกับว่า... ทำใจตีนายไม่ลง... นี่... หรือว่านี่คืออาการใจเต้นงั้นเหรอ?"
ซูหยวน: "..."
เธอเรียกสิ่งนี้ว่าใจเต้นเรอะ?
แม่สาวน้อย เธอคงไม่ได้ แยกไม่ออกระหว่างปฏิกิริยาทางใจกับปฏิกิริยาทางกายหรอกใช่ไหม
ยัยนี่ปกติทำตัวเหมือนคนเก่งไม่ใช่เหรอ? ทำไมเรื่องแค่นี้ถึงไม่รู้?
"ไม่ใช่ เธอไม่ได้ใจเต้น เธออย่าคิดเพ้อเจ้อ"
"เธอเป็นคนดีนะ แต่พวกเราเป็นได้แค่เพื่อนกัน"
ซูหยวนปล่อยคอมโบปฏิเสธสามดอกรวดแถมด้วยบัตรคนดีให้อย่างลื่นไหล
"ชิ... ฉันก็กะไว้อยู่แล้ว"
ดูเหมือนเด็กสาวจะไม่ค่อยพอใจนัก เธอแค่นเสียงฮึ สะบัดมือซูหยวนออก แล้วฝืนยันตัวลุกขึ้นยืน
แต่พอลุกขึ้นมาได้ครึ่งทาง ขาของเธอก็สั่นระริก ขาอ่อนจนเกือบจะล้มลงไปอีกรอบ เลยเผลอคว้าแขนซูหยวนไว้ตามสัญชาตญาณ ร่างกายกว่าครึ่งจึงโถมเข้าใส่ตัวซูหยวน
ในคาบวิชาวิทยายุทธ์ท่ามกลางแดดจ้า ทุกคนต่างฝึกจนเหงื่อท่วมตัว อู๋ซิงฉีเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
แต่ซูหยวนกลับไม่ได้กลิ่นเหงื่อจากตัวเด็กสาว กลับได้กลิ่นหอมของขนมปังแทน
ดูเหมือนจะมาจากเสื้อผ้าของอู๋ซิงฉี
"นี่ไปซื้อขนมปังที่ร้านมาเหรอ?"
ซูหยวนพึมพำในใจ ประคองสาวแซ่บผิวแทนที่ยิ่งอายจนตัวม้วน แล้วส่งเธอให้เพื่อนเธอไป ท่ามกลางสายตาแปลกๆ ของเพื่อนร่วมชั้น
"บ้าเอ๊ย รู้สึกเหมือนชื่อเสียงฉันกำลังป่นปี้ยังไงไม่รู้"
ซูหยวนรู้สึกเสียวสันหลังวาบๆ
พอส่งอู๋ซิงฉีไปแล้ว ซูหยวนหันกลับมา ก็สบตากับหลีสื่อเฉวียนเข้าอย่างจัง
ครูสาวมาดราชินีผู้มีเสน่ห์เหลือร้ายคนนี้ กำลังจ้องมองซูหยวนเขม็ง
ราวกับกำลังพิจารณาวัตถุดิบชั้นยอด มีทั้งความชื่นชอบและแฝงไปด้วยความต้องการครอบครองอย่างรุนแรง!
"ซูหยวน เธอปลุกเส้นลมปราณพลังได้แล้วเหรอ? แถมความสามารถของชีพจรนี้ดูเหมือนจะเหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิดมาก!"
หลีสื่อเฉวียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงที่ควรจะเคร่งขรึมดุดัน ตอนนี้กลับเจือไปด้วยความสั่นเครือจากความตื่นเต้น
"เมื่อกี้ตอนที่เธอสู้กับอู๋ซิงฉี ครูสังเกตเห็นว่าสมาธิในการต่อสู้และการควบคุมจังหวะของเธอนั้นไร้ที่ติ"
"ถึงแม้เพลงหมัดของเธอจะแค่พอใช้ได้ และย่างก้าวเจ็ดดาราก็แค่ระดับเริ่มต้น แต่ครูมองเห็นศักยภาพอันมหาศาลในตัวเธอ!"
"วางใจเถอะ ในฐานะอาจารย์ ครูจะไม่มีทางปล่อยให้ศักยภาพของเธอต้องถูกฝังกลบ ก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ครูจะต้องปั้นเธอให้เป็นอัจฉริยะด้านการต่อสู้ติดท็อป 5 หรือท็อป 3 ของโรงเรียนให้ได้"
เมื่อเสียงอันตื่นเต้นของหลีสื่อเฉวียนดังก้องไปทั่วสนาม เพื่อนร่วมชั้นถึงได้เข้าใจว่าเมื่อกี้อู๋ซิงฉีเจอดีอะไรเข้า!
เส้นลมปราณพลัง! เป็นพลังวิญญาณพิเศษที่เกิดจากเส้นลมปราณพลัง!
เจ้าซูหยวนนี่ดันปลุกเส้นลมปราณพลังขึ้นมาได้!
ชั่วขณะนั้น นักเรียนห้องสองต่างพากันอิจฉาตาร้อนผ่าว
นักเรียนที่ปกติสนิทกับซูหยวนต่างทำหน้าบิดเบี้ยวราวกับภูตผี
แม่งเอ๊ย ไหนบอกว่าจะทำตัวเป็นตัวประกอบเป็น NPC ไปด้วยกันไง! ที่แท้มึงแอบไปปลุกพรสวรรค์เซียนระดับเทพมางั้นเรอะ!
ความธรรมดาของตัวเองก็น่าเศร้าอยู่แล้ว แต่ความสำเร็จของเพื่อนมันยิ่งบาดใจกว่าอีกนะ!
ระหว่างพวกเขากับซูหยวน เหมือนมีกำแพงหนากั้นขวางไว้อย่างน่าเศร้าเสียแล้ว!
"อ่า... ครับ ขอบคุณครับครู"
ซูหยวนรู้สึกรับมือกับสายตาที่เหมือนจะกินเลือดกินเนื้อของหลีสื่อเฉวียนไม่ไหว ถอยหลังไปสองก้าวอย่างระมัดระวัง แล้วพยักหน้าอย่างฝืนๆ
เขาเป็นอัจฉริยะตัวปลอมน่ะสิ ถ้าหลีสื่อเฉวียนเกิดตั้งใจสอนแล้วพบว่าพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของเขาธรรมดามาก จะทิ้งเขาไปกลางคันไหมเนี่ย?
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน หลีสื่อเฉวียนก็พูดขึ้นอีกครั้ง
"จะว่าไป จริงๆ วันนี้ครูมีเรื่องจะประกาศ เกี่ยวกับศิษย์เก่าระดับท็อปเท็นที่จะมาเยี่ยมชมโรงเรียนไท่หัวของเรา"
ได้ยินดังนั้น ความสนใจของซูหยวนและนักเรียนทุกคนก็ถูกดึงดูดทันที แม้แต่เฉินนั่วยีก็ไม่เว้น
เมื่อไม่กี่วันก่อนเยว่หลินเคยบอกพวกเขาว่า อีกไม่นานจะมีศิษย์เก่าระดับหัวกะทิที่จบจากหนึ่งในสิบสถาบันเซียนชั้นนำมาเยี่ยมชมโรงเรียนไท่หัว และมีความเป็นไปได้สูงที่จะมาเป็นครูประจำชั้นห้องพิเศษ
นี่มีข่าวใหม่อะไรหรือเปล่า?
หลีสื่อเฉวียนพูดต่อ:
"หลังจากผู้บริหารโรงเรียนหารือกัน ทางโรงเรียนตัดสินใจว่าจะจัดการแข่งขันประลองยุทธ์ขึ้นในวันที่ผู้แข็งแกร่งจากสิบสถาบันมาเยี่ยมชม"
"ผู้เข้าร่วมคือตัวแทนจากชั้นม.6 ทั้งแปดห้อง ห้องละหนึ่งคน"
"นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้โชว์ฝีมือ คนที่ติดอันดับในการแข่งขันประลองยุทธ์ จะได้รับสิทธิ์เข้าห้องพิเศษโดยไม่ต้องสอบ และยังมีทุนการศึกษาเป็นรางวัล"
ดวงตาของซูหยวนเป็นประกายขึ้นมาทันที
เข้าห้องพิเศษโดยไม่ต้องสอบ?
นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับเขาเลยนะ!
พูดตามตรง ช่วงนี้แม้ผลการเรียนของเขาจะพัฒนาขึ้นมาก แต่ก็ไม่มีความมั่นใจเต็มร้อยว่าจะติดท็อป 50 หรือท็อป 30 ของโรงเรียนในการสอบประจำเดือน
เทียบกับการสอบหกวิชาแล้ว การแข่งขันประลองยุทธ์ที่เป็นโอกาสทองและเขามีความได้เปรียบ ย่อมมีโอกาสได้อันดับดีๆ มากกว่าเห็นๆ
ยิ่งมีทุนการศึกษาให้ด้วย ไม่รู้ว่าจะให้เท่าไหร่ หวังว่าจะใจป้ำหน่อยนะ
แต่ไม่นาน ซูหยวนก็สังเกตเห็นข้อมูลอีกอย่างในคำพูดของหลีสื่อเฉวียน
แต่ละห้องส่งตัวแทนได้แค่คนเดียว
ซื้ด——
ซูหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
มองยังไงก็ไม่น่าจะถึงคิวเขาหรอกมั้ง
แต่ในขณะที่ซูหยวนรู้สึกว่าความหวังริบหรี่ หลีสื่อเฉวียนกลับยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า:
"ในเมื่ออยู่กันครบแล้ว งั้นครูจะกำหนดตัวแทนของห้องสองเลยแล้วกัน"
"ก่อนหน้านี้ครูยังลังเลนิดหน่อย แต่ตอนนี้ครูตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าตัวแทนที่จะเข้าแข่งขันครั้งนี้ คือซูหยวน"
ซื้ด——
สิ้นเสียงคำประกาศ คราวนี้เป็นตานักเรียนทุกคนในสนามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ บ้าง
ครูหลีครับ ไหนว่าเลือกคนตามความสามารถไง! นี่มันผัดไทเส้นใหญ่ชัดๆ! พวกเราจะแบนครู!