เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MDB ตอนที่ 439 ปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น

MDB ตอนที่ 439 ปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น

MDB ตอนที่ 439 ปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น


“ภัณฑารักษ์ ข้าเกรงว่ามันจะเป็นเรื่องยาก พี่น้องของข้าต่างหมายปองบัลลังก์อย่างเอาเป็นเอาตาย ดังนั้นจึงไม่มีใครฟังข้าอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ แม้ว่าข้าจะคุยกับท่านพ่อโดยตรง ท่านพ่อก็ไม่มีทางอนุมัติเด็ดขาด เนื่องจากการเปิดคลังสมบัติถือเป็นเรื่องร้ายแรง”

เฟิงจือเฉียนอธิบาย

หลินจินเพียงแต่จ้องมองไปที่เฟิงจือเฉียนอย่างเงียบ ๆ ยิ่งปล่อยเวลาผ่านไปอีฝ่ายก็ยิ่งอึดอัด เจ้าชายหนุ่มรู้ว่าภัณฑารักษ์ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเห็นคำขอของเขาได้รับการตอบสนอง ดังนั้นเขาจึงพูดว่า

"เออ... ขอข้าคิดดูก่อน บางทีข้าอาจจะคิดหาทางออกได้...”

เฟิงจือเฉียนเริ่มเดินไปมาพร้อมกับคิดหาทางอย่างลึกซึ้ง

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำขอที่ยากลำบาก และเฟิงจือเฉียนก็กำลังพิจารณาวิธีแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ครู่ต่อมา เขาเงยหน้าขึ้นมองและพูดว่า

“ภัณฑารักษ์ โอกาสที่ข้าจะประสบความสำเร็จนั้นต่ำมากอย่างไม่น่าเชื่อ หากท่านมีเวลา ทำไมท่านไม่แวะไปที่อาณาจักรเกลียวสวรรค์ของเรา และแสดงความต้องการของท่านกับพวกเขาเป็นการส่วนตัวดูล่ะ?”

ทุกคนต่างตกตะลึง

พวกเขาประหลาดใจที่เฟิงจือเฉียนผู้หน้าด้านพยายามใช้ภัณฑารักษ์เป็นส่วนหนึ่งของแผนการครองบังลังก์ของเขา ทุกคนต่างรู้ดีว่าเหล่าองค์ชายกำลังแข่งขันเพื่อชิงบัลลังก์ และการที่ภัณฑารักษ์เยี่ยมชมอาณาจักรเกลียวสวรรค์ด้วยนามของเขา มันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เขาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

เฟิงจือเฉียนไม่ใช่คนโง่ เขาจึงพูดต่อว่า

“ภัณฑารักษ์ คำขอนี้ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของท่านเท่านั้น ข้ายอมรับ ข้าหวังว่าภัณฑารักษ์จะช่วยข้าได้

และอีกอย่าง แม้ว่าท่านพ่อจะยินยอมให้ท่านอ่านอักษรภาพของเต้าจวินก็ตาม แต่ท่านก็ยังต้องเดินทางไปที่อาณาจักรเกลียวสวรรค์เพื่อมันด้วยตาเนื้อของท่านเองอยู่ดี”

สิ่งที่เขากล่าวมันฟังดูสมเหตุสมผลมาก

หลินจินครุ่นคิดเล็กน้อย อักษรภาพของเต้าจวินมีความสำคัญต่อเขามาก และจากเบาะแสที่เขารวบรวมมาจนถึงตอนนี้ เขาแน่ใจว่าเต้าจวินน่าจะเป็น 'ผู้ข้ามโลก' เช่นเดียวกับตัวเขาเอง

แม้ว่าทั้งหมดนี้ฟังดูไร้สาระ แต่มันก็อาจเป็นเรื่องจริง ท้ายที่สุดแล้ว หลินจินได้ข้ามโลกมาที่นี่จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะเคยมีใครประสบพบเจอประสบการณ์แบบเดียวกับเขา

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการคาดเดาของเขาเท่านั้น เพื่อยืนยันมัน เขาจำเป็นต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน และอักษรภาพของเต้าจวินก็เป็นหลักฐานเดียวที่เขาหาเจอ ดังนั้นมันจึงคุ้มค่าอย่างยิ่งที่เขาจะเดินทางไปยังอาณาจักรเกลียวสวรรค์

อย่างไรก็ตาม อาณาจักรเกลียวสวรรค์นั้นอยู่ห่างไกลมาก ตอนนั้นเองที่หลินจินนึกขึ้นได้ว่าเพื่อที่จะเลื่อนระดับผู้ประเมินของเขาไปขั้นถัดไป เขาจะต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ของสมาคมประเมินสัตว์วิเศษของประเทศขนาดใหญ่เสียก่อน

อาณาจักรมังกรหยกสามารถอนุมัติได้เฉพาะผู้ประเมินระดับหนึ่งถึงระดับสามเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ หลินจินจึงพบเหตุผลอื่นที่จะมุ่งหน้าไปยังอาณาจักรเกลียวสวรรค์ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเดียวของเขา เขาสนใจที่จะเห็นว่าผู้ประเมินระดับสูงทำงานกันอย่างไร และเขายังช่วยตันซุนส่งจดหมายไปให้ตันหลินอีกด้วย

หลินจินตัดสินใจแล้ว

ดูเหมือนการเดินทางสู่อาณาจักรเกลียวสวรรค์ครั้งนี้มีธุระที่เขาต้องทำอีกมากมาย

หลินจินจะไปเยี่ยมอาณาจักรด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความสงสัยมากเกินไป ท้ายที่สุด เขาไม่รู้ว่าการเดินทางจะใช้เวลานานเท่าใด และอาจใช้เวลานานถึงสองเดือนด้วยซ้ำ นอกจากนี้เขายังต้องเตรียมการที่เมืองเมเปิ้ลอีกด้วย และนี่อาจเป็นจุดสิ้นสุดของเขาในฐานะหัวหน้าสมาคม

นอกจากนี้ หลินจินยังสัญญากับจักรพรรดิแห่งอาณาจักรมังกรหยก เหอเฉียน ว่าจะไปพบเขาด้วยตัวตนของภัณฑารักษ์ ดังนั้น ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นออกเดินทาง เขาจะต้องไปพบกับอีกฝ่ายก่อน

ตอนนี้เมื่อเขาคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ยังมีอะไรให้ทำมากมาย

หลังจาก ออกมาจากห้องโถงเยี่ยมชมแล้ว หลินจินก็เริ่มเตรียมตัวทันที บังเอิญในวันที่สอง หลินจินได้รับจดหมายจากสำนักงานใหญ่สมาคมประเมินสัตว์วิเศษแห่งเมืองมังกรหยก

“ไม่อยากจากเชื่อเลย มันมาจากผู้ประเมินตันซุน” หลินจินเปิดจดหมายด้วยความประหลาดใจที่มันมาได้จังหวะพอดี

ก่อนหน้านี้ที่เมืองหลวง การสาธิตทักษะของหลินจินทำให้เขาได้รับความเคารพจากตันซุนกับชูเชิงเหอ พวกเขายังยืนยันอีกว่าความสามารถของหลินจินเพียงพอที่จะทำให้เขาเป็นผู้ประเมินระดับสี่

อย่างไรก็ตาม สำนักงานใหญ่ของอาณาจักรมังกรหยกไม่มีอำนาจในการมอบตำแหน่งที่สูงส่งเช่นนี้ ดังนั้นพวกเขาจึงสัญญาว่าจะรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักงานใหญ่ของประเทศขนาดใหญ่ เพื่อดูว่าพวกเขาสามารถแนะนำสำหลินจินโดยใช้เส้นสายของพวกเขาได้หรือไม่?

และแน่นอนว่ามันได้ผล

ในจดหมายของเขา ผู้ประเมินตันซุนกล่าวว่าสำนักงานใหญ่ของอาณาจักรเกลียวสวรรค์ได้ตกลงที่จะดำเนินการตรวจสอบ แต่หลินจินจำเป็นต้องเดินทางไปยังที่นั่น สำหรับรายละเอียดของการตรวจสอบนั้น หลินจินจะได้รู้หลังจากที่เขาไปถึง

สิ่งนี้สอดคล้องกับแผนการของหลินจินอย่างสมบูรณ์แบบ

บางทีตันซุนอาจกังวลว่าหลินจินจะไม่ไป ดังนั้นเขาจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อโน้มน้าวชายหนุ่มด้วยจดหมายของเขา เขายังตระหนักถึงตำแหน่งปัจจุบันของหลินจิน ดังนั้นเขาจึงอธิบายว่าการได้รับสถานะของผู้ประเมินระดับสี่นั้นดีกว่าการเป็นหัวหน้าของสมาคมประเมินสัตว์วิเศษแห่งเมืองเมเปิ้ลหลายเท่า

จากเนื้อหาในจดหมายของตันซุน หลินจินสามารถบอกได้ว่าตันซุนเป็นห่วงอนาคตของเขาอย่างแท้จริง และนั่นทำให้หลินจินรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ

หลินจินเขียนจดหมายตอบกลับตันซุนโดยบอกว่าเขาจะทำตามคำแนะนำของเขา และจะเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางสู่อาณาจักรเกลียวสวรรค์ นอกจากนี้ เขายังขอให้สำนักงานใหญ่ส่งผู้ประเมินมาสืบทอดดำรงตำแหน่งหัวหน้าสาขาของเมืองเมเปิ้ลอีกด้วย

กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายวัน และในขณะนี้ หลินจินก็ต้องเตรียมการสำหรับคนที่บ้านด้วย เนื่องจากเขาจะจากไปอย่างน้อยหนึ่งหรือสองเดือน เขาจึงไม่ได้วางแผนจะพาใครไปด้วย

นอกจากนี้เขายังต้องดูแลจ้าวหยิง, หลู่เสี่ยวหยุนและคนอื่น ๆ ดังนั้น หลินจินจึงเขียนตำราบางส่วนไว้เพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ต่อไปได้ แม้ว่าจะไม่มีเขาอยู่แล้วก็ตาม

เมื่อพูดถึงตอนนี้ ลูกศิษย์ของเขาต่างก็มีทักษะสูง ไม่ว่าจะเป็นจ้าวหยิง, หลู่เสี่ยวหยุน, ฮานดง หรือเจียเฉียนก็ตาม พวกเขาล้วนมีคุณสมบัติเป็นผู้ประเมินระดับหนึ่ง หลินจินมั่นใจว่าพวกเขาน่าจะทำได้ดีกว่านี้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ทั้งสี่คนอาจผ่านการทดสอบคุณสมบัติผู้ประเมินในครั้งต่อไป

และหลินจินก็รู้สึกสบายใจกับการเติบโตของพวกเขา

เย่หยู่โจวแวะมาในตอนเช้าเพื่อส่งชีวประวัติของเต้าจวิน หลินจินขอบคุณชายชราและพูดคุยกับเขาสั้น ๆ ก่อนที่ชายชราจะจากไป

ต่อมา หลังจากที่มาถึงสมาคมประเมินสัตว์วิเศษแล้ว หลินจินก็เริ่มพลิกดูชีวประวัติและอ่านอย่างจริงจัง

ชีวประวัตินี้เป็นการรวบรวมตำนานต่าง ๆ อย่างชัดเจน และถึงแม้ว่าเรื่องราวบางเรื่องจะเป็นเท็จอย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะนี้ หลินจินมีความคิดคร่าว ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เต้าจวินทำในอดีต

ยิ่งเขาอ่านมากเท่าไร หลินจินก็ยิ่งมั่นใจว่าเต้าจวินก็เหมือนกับเขามากขึ้นเท่านั้น

ชายคนนั้นเป็นผู้ข้ามโลกที่อาจเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษคนก่อน

การคาดเดาของหลินจินนั้นอาจไม่มีมูลความจริง เขานึกถึงมรดกสืบทอดของตระกูลเฉียวซึ่งเป็นป้ายไม้ของห้องโถงเยี่ยมชม สำหรับผู้เยี่ยมชมหมายเลขสาม

เนื่องจากสิ่งของนี้มีอยู่ในโลกภายนอก มันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าห้องโถงเยี่ยมชมได้เปิดดำเนินการแล้วก่อนที่หลินจินจะได้รับพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษมาเสียอีก

มิฉะนั้น ทำไมป้ายไม้ของผู้เยี่ยมชมถึงถูกทิ้งไว้ข้างนอก?

นอกจากนี้ยังมีคำถามมากมายตามมา เช่น เหตุใดป้ายไม้หมายเลขสามจึงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง? และเหตุใดป้ายไม้หมายเลขสี่, หมายเลขห้าและหมายเลขหกจึงถูกกำหนดให้กับเจ้าของใหม่

แน่นอนว่าเจ้าของใหม่เหล่านี้คือเหอฉิงและคนอื่น ๆ

เช่นเดียวกับป้ายไม้หมายเลขสาม ป้ายไม้หมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองถูกทิ้งไว้ข้างนอกเช่นกันใช่หรือไม่?

หากเป็นเช่นนั้น ป้ายไม้หมายเลขหนึ่งกับหมายเลขสองตอนนี้อยู่ที่ไหน? เต้าจวินเป็นผู้ที่เข้าถึงห้องโถงเยี่ยมชมก่อนหน้านี้หรือไม่?

ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นปริศนา

ใช่แล้ว ยังมีสมาคมผู้ประเมินมารอีกด้วย

เมื่อพิจารณาว่าแผนการของพวกเขาที่จะปล้นตระกูลเฉียวที่มีป้ายไม้หมายเลขสามนั้นช่างน่าซับซ้อนเพียงใด พวกเขาอาจจะรู้ความลับเบื้องหลังของป้ายไม้หรือไม่? ตอนนี้พวกเขาได้นำป้ายไม้ของตระกูลเฉียวออกไปแล้ว และตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?

ก่อนที่เขาจะรู้ตัว ความคิดของหลินจินก็ล่องลอยไปไกล และในระหว่างนั้นเอง จ้าวหยิงก็เข้ามาหาเขา และพูดอย่างแผ่วเบาว่า

“อาจารย์หลินเจ้าคะ มีหญิงสาวชื่อจ้าวจิงหยานรออยู่ข้างนอก เธอได้อ้างว่าเป็นเพื่อนของอาจารย์เจ้าค่ะ!”

จบบทที่ MDB ตอนที่ 439 ปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น

คัดลอกลิงก์แล้ว