เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MDB ตอนที่ 419 วัดต้าหลัวยอมจำนน

MDB ตอนที่ 419 วัดต้าหลัวยอมจำนน

MDB ตอนที่ 419 วัดต้าหลัวยอมจำนน


เจ้าอาวาสเป็นคนฉลาด ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ได้รับตำแหน่งนี้มาตั้งแต่แรก เขายกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ผู้พิทักษ์นกอินทรีที่สวมมงกุฎถอยไป พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นครือว่า

“ภัณฑารักษ์ โปรดใจเย็น ๆ ก่อน เรามาคุยกันดี ๆ แทนที่จะใช้ความรุนแรงกันดีกว่า!”

หลินจินเยาะเย้ยอยู่ข้างในใจ

'ถ้าฉันไม่ใช้เครื่องรางเทพอัคคี คุณคงจะฆ่าฉันให้ตายไปตั้งนานแล้ว’

'พูดคุยหันดี ๆ งั้นเหรอ?’

'ไม่มีทาง!'

ถึงกระนั้น หลินจินก็ไม่ใช่คนโง่ มันเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาที่จะจัดการพวกเขาทั้งหมดในคราวเดียว ดังนั้นเขาจึงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาและพูดว่า

“ท่านเจ้าอาวาส ท่านมีอะไรจะแนะนำข้าอย่างงั้นเหรอ?”

“ไม่ ๆ ได้โปรดอย่าถือเป็นการแนะนำจากข้าเลย ภัณฑารักษ์เป็นยอดฝีมือที่น่าเกรงขาม และเครื่องรางของท่านก็น่าทึ่งมาก ผู้ต่ำต้อยเช่นข้าไม่อาจเทียบเคียงกับแสนยานุภาพอันเกรียงไกรของท่าน”

เจ้าอาวาสกล่าว

เขาถึงกับเปลี่ยนวิธีพูดกับตัวเองด้วยซ้ำ เมื่อพูดแทนตัวเองว่า 'ผู้ต่ำต้อย' เห็นชัดเจนว่าเขายอมถอยแล้ว

“ผู้ต่ำต้อยผู้นี้มีความรู้จำกัดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ภัณฑารักษ์กล่าวถึงก่อนหน้านี้เท่านั้น กรุณารอสักครู่ในขณะที่ข้าส่งคนไปตามพระอธิการของห้องโถงขับไล่ปีศาจมา เราจะให้โอกาสเขาชี้แจงเรื่องนี้”

‘ทำอย่างนี้ตั้งแต่แรกก็จบแล้ว’ หลินจินบ่นอยู่ข้างในใจ

“ดูเหมือนว่าข้าจะทำให้ท่านต้องลำบากเสียแล้ว ท่านเจ้าอาวาส”

ที่จริงแล้ว หลินจินต้องการเพียงแค่บังคับให้วัดต้าหลัวยอมเจรจากับเขา เพื่อปล่อยวานรยักษ์ขาวและออกคำขอโทษ นั่นคือเป้าหมายทั้งหมดของเขา

อำนาจต่อรองอยู่ในมือของหลินจินมาตั้งแต่ต้นแล้ว ตราบใดที่วัดต้าหลัวกลัวที่จะต้องต่อสู้ให้ตายกันไปข้าง ตราบใดที่พวกเขาใส่ใจเกี่ยวกับตัววัดมีอายุนับพันปี พวกเขาก็จะไม่เลือกที่จะต่อสู้กับหลินจิน

หากพวกเขาสู้ไม่ได้ พวกเขาก็ทำได้เพียงยอมแพ้เท่านั้น แน่นอนว่าหลินจินไม่ควรผลักพวกเขาแรงเกินไป ไม่เช่นนั้นเขาอาจต้องจากไปมือเปล่า

ในไม่ช้า พระอธิการแห่งห้องโถงขับไล่ปีศาจ เจว่เจิ้นก็มาถึง ใบหน้าของเขายังคงซีดเซียวราวกับกระดาษขาว เนื่องจากบาดแผลที่เขาได้รับเมื่อสองวันก่อน

เขาได้เดินออกไปข้างนอก ใบหน้าของเขายังคงมีสีหน้าที่สงบ พร้อมกับเผยออร่าที่ไม่ธรรมดาออกมา

พระภิกษุส่วนใหญ่ต่างเหงื่อแตก เพราะเห็นว่ามีลูกบอลไฟขนาดใหญ่ลอยอยู่เหนือหัวของพวกเขา ความร้อนที่แผดเผานั้นทนไม่ไหวจนหญ้าแห้งบางส่วนภายในวัดเริ่มมีควัน ถ้าไฟยังลุกอยู่เปลวไฟก็อาจลุกลามจนพระภิกษุรีบวิ่งไปพร้อมกับถังน้ำ

เมื่อเจว่เจิ้นมาถึงและเห็นจิ้งจอกตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขนของหลินจิน รูม่านตาของเขาก็ขยายออก และใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความไม่เชื่อ

เขาจำสิ่งมีชีวิตนั้นได้อย่างชัดเจน

“เจว่เจิ้น ชายคนนี้คือภัณฑารักษ์ เขา... เขามาที่วัดต้าหลัวเพราะว่า…” เจ้าอาวาสอธิบายสถานการณ์สั้น ๆ ก่อนถามว่า “เจว่เจิ้น เจ้าต้องบอกเราตามตรงว่าเกิดอะไรขึ้น”

ดูเหมือนเจว่เจิ้นจะไม่เต็มใจที่จะพูด แต่แสงแดดที่แผดเผาเหนือหัวพวกเขาทำให้ไม่มีที่ว่างสำหรับเรื่องไร้สาระ ดังนั้นเขาจึงระงับความโกรธและเริ่มพูดว่า

"ในวันนั้นข้าได้เดินทางร่วมกับลูกศิษย์ทั้งสองคน จื่อเหนียนกับจื่อหยิน เรากำลังเดินทางผ่านเทือกเขาเส้นทางนิรันดร์

ในระหว่างนั้น ก็มีคนกลุ่มหนึ่งมาหยุดพวกเรา พวกเขาบอกเราว่ามีสัตว์ปีศาจกำลังสร้างความหายนะในเมืองรี้ดที่อยู่ใกล้เคียง พวกเขาขอร้องให้เราไปสังหารสัตว์ปีศาจตนนั้น

ดังนั้น ข้าจึงมอบหมายงานให้กับลูกศิษย์ของข้า จื่อหยิน ขณะที่ข้ากำลังรอการกลับมาของเขา ข้าสัมผัสได้ถึงออร่าของสัตว์ปีศาจที่หนาแน่นภายในเมือง ทันทีที่ข้าออกมาจากที่พัก ข้าก็ได้พบกับจิ้งจอกที่โจมตีมนุษย์

ในฐานะสาวกของวัดต้าหลัว เห็นได้ชัดว่าข้าต้องโค่นเธอลง ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ มโนธรรมของข้ายังคงชัดเจน”

เมื่อได้ยินเรื่องราวของเจว่เจิ้น หลินจินรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นไม่มากก็น้อย

“ท่านเจว่เจิ้น ท่านเคยพิจารณาถึงความเป็นไปได้หรือไม่ว่าคนที่มาขอร้องท่านจะเป็นพวกหัวขโมยแสนชั่วช้าบ้างหรือไม่? หรือท่านยอมให้พวกเขาใช้งานท่านเยี่ยงจอบเสียมที่ใครก็สามารถหยิบจับมาใช้งานได้ตลอดเวลา?”

หลินจินถามอีกฝ่ายก่อนที่เขาจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลเฉียว

“หัวขโมยเหล่านั้นเป็นเพียงสวะของสมาคมผู้ประเมินมาร และพวกเขาก็หลบซ่อนอยู่รอบ ๆ เมืองรี้ด โดยมีแผนที่จะบุกปล้นตระกูลเฉียว ซึ่งเป้าหมายของพวกหัวขโมยเป็นมรดกตกทอดของพวกเขา

ท่านดันบังเอิญผ่านมาให้พวกเขาเห็นอย่างพอดิบพอดีซะเหลือเกิน และสิ่งที่ท่านทำก็คือหยิบยื่นความช่วยเหลือแก่พวกชั่วช้าสามานย์เหล่านั้น ข้าล่ะนับถือมโนธรรมของท่านเสียจริง ๆ”

ในที่สุด หลินจินก็เข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ก่อนหน้านี้เขาโกรธมากเพราะเขาสงสัยว่าวัดต้าหลัวสมรู้ร่วมคิดกับสมาคมประเมินปีศาจ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น ถึงกระนั้น สำหรับเจว่เจิ้นที่เหมารวมสัตว์ปีศาจทุกตนที่เขาพบเจอว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายอย่างไม่เลือกหน้า เขาก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้เช่นกัน

เมื่อได้ยินคำอธิบายของหลินจิน เหล่าพระภิกษุก็มีสีหน้าก็เปลี่ยนไป ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเข้าใจถึงที่มาที่ไปทั้งหมด

“นี่เป็นเรื่องความเข้าใจผิด วัดต้าหลัวของเรามีชื่อเสียงในการสังหารสัตว์ประหลาดและปีศาจ และพวกหัวขโมยของสมาคมผู้ประเมินมารก็ต้องรู้เรื่องนี้เช่นกัน มันคงเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพวกเขาที่จะยืมมือเราในการกระทำอันชั่วร้ายของพวกเขา”

เจ้าอาวาสเห็นหนทางในการล้างชื่อของพวกเขาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขาจึงลงมือทันทีโดยไม่มีลังเลใจ

แม้ว่ามันจะค่อนข้างน่าละอาย แต่เขาไม่มีทางเลือก ตอนนี้เขาไม่สามารถต่อสู้กับภัณฑารักษ์ได้จริง ๆ

ที่สำคัญกว่านั้น ภัณฑารักษ์ก็แข็งแกร่งเกินไป หากวัดต้าหลัวยืนกรานที่จะต่อสู้กับเขา ทั้งสองฝ่ายจะต้องได้รับความเสียหายอย่างที่แก้ไขไม่ได้ หากไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา วัดอายุพันปีของพวกเขาจะต้องพินาศไปพร้อมกับห้องโถงหลายแห่งอย่างแน่นอน

คู่ต่อสู้ของพวกเขาคือดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าลงมาจากด้านบน และมันจะเป็นการต่อสู้ที่ไร้ประโยชน์

พวกเขาอาจจะไม่สามารถปัดป้องมันด้วยลูกประคำอชราได้ เพราะพวกเขาก็ไม่มีเวลาพอที่จะร่ายมัน

ด้วยการสังเกตอย่างรวมเร็ว หลินจินสามารถบอกได้ว่าพระอธิการก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ถ้าเขาเดาไม่ผิดชางเอ๋อร์คงจะลอบโจมตีเขาด้วยการจัดการวัตถุ

เนื่องจากพระภิกษุรูปนี้ยังไม่บรรลุร่างกายที่กันกระสุนได้ ดังนั้นหลังจากได้รับบาดเจ็บนี้ แม้ว่าเขาจะฟื้นตัวจนหายดี แต่อายุขัยของเขาก็จะสั้นลง และการเพิ่มระดับฝึกฝนของเขาก็จะติดขัดอย่างร้ายแรง

เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ซางเอ๋อร์อาจได้รับบาดเจ็บที่เลวร้ายกว่า แต่เธอมีหลินจินคอยรักษาเธอ เธอจะต้องบรรลุการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอย่างแน่นอน และยกระดับความแข็งแกร่งของเธอเพื่อให้สิ่งต่าง ๆ สมดุลกัน

ในตอนแรก หลินจินวางแผนที่จะเล่นงานพระเฒ่า แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาไม่ต่างจากคนพิการ

เมื่อคิดเช่นนี้ หลินจินก็ตอบอย่างสุภาพว่า

“ท่านพูดถูก ท่านเจ้าอาวาส การกำจัดคนชั่วเพื่อปกป้องประชาชนนั้นไม่ผิด

อย่างไรก็ตาม จงช่วยจดจำใส่หัวของพวกท่านเสียหน่อยว่า ไม่ใช่ว่าสัตว์ปีศาจทุกตนในโลกนี้จะเป็นสิ่งชั่วร้าย ข้าหวังว่าเหล่าพระภิกษุของวัดต้าหลัวจะใช้สติปัญญาอันปราดเปรื่องของพวกท่าน พิจารณาสัตว์ปีศาจที่พวกท่านพบเจอนับจากนี้เป็นต้นไป

หากพวกท่านพบกับสัตว์ปีศาจอุปนิสัยดีที่มุ่งเน้นไปที่การฝึกฝน ข้าหวังว่าพวกท่านจะแสดงความเมตตาต่อพวกเขา ได้โปรดอย่ายืนกรานที่จะสังหารพวกเขาเพื่อรักษาชื่อเสียงของพวกท่าน ไม่อย่างนั้น การกระทำของพวกท่าน จะมีส่วนช่วยเกื้อหนุนพวกเลวทรามในทางใดทางหนึ่ง อย่างเช่น สิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้”

นี่ถือเป็น 'การเทศนา' สำหรับพระภิกษุวัดต้าหลัว ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป พระภิกษุเหล่านี้มักเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงส่งทางศีลธรรมและสติปัญญา พวกเขาเป็นฝ่ายเทศนาสั่งสอนและให้ความกระจ่าง

กลับกลายเป็นว่าพวกเขาถูกสลับบทบาทอย่างกะทันหัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บางคนจะรู้สึกอึดอัดใจกับบทบาทนี้

ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนฟังการเทศนาของหลินจิน

เมื่อบรรยากาศสงบลง การที่จะปลุกปั่นความขัดแย้งอีกครั้งก็คงไม่ใช่เรื่องดี ยิ่งกว่านั้นแม้ว่าพวกเขาต้องการ เจ้าอาวาสก็จะไม่ยอมให้พวกเขาทำ

พวกเขาจำต้องรับฟังอย่างเงียบ ๆ

“ท่านเจว่เจิ้น เนื่องจากนี่เป็นเพียงความเข้าใจผิด ข้าจะไม่ถือสาเอาความท่านอีกต่อไป ข้าขอให้ท่านปล่อยศิษย์ของข้า วานรยักษ์ขาว กลับมา ข้าจะยกเลิกเครื่องรางและออกจากยอดเขานี้ทันที”

หลินจินกล่าว

ด้วยความตกใจ คิ้วของเจว่เจิ้นขมวดและส่ายหัว

“ศิษย์ของข้า... จื่อหยินยังไม่กลับมา… นับตั้งแต่เราแยกทางที่เทือกเขาเส้นทางนิรันดร์ เขาก็ยังไม่กลับมาเลย ส่วนวานรยักษ์ขาวที่ท่านพูดถึงก็ไม่ได้อยู่ในวัดต้าหลัวเช่นกัน”

"อะไรนะ!?" หลินจินตกใจมาก พร้อมกับยกระดับออร่าขึ้นมา

สิ่งที่อีกฝ่ายพูดมา เขาไม่คิดจะเชื่อเลย เนื่องจากเขาสงสัยมาตลอดว่าพวกเขาได้ฆ่าวานรยักษ์ขาวไปแล้ว และนี่เป็นเพียงคำตอบที่แสนสะดวกที่พวกเขาสร้างขึ้นมา

ทันใดนั้น บรรยากาศก็กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

“ตามคำบอกเล่าของตระกูลเฉียว พระภิกษุจากวัดต้าหลัวได้ไปท้าทายวานรยักษ์ขาว ทางวานรยักษ์ขาวเกรงว่าผู้บริสุทธิ์จะได้รับอันตราย เขาจึงออกจากนอกเมืองไปเพื่อต่อสู้ เราพบร่องรอยการทำลายล้างในพื้นที่เงียบสงบนอกเมืองเท่านั้น และจนถึงตอนนี้ วานรยักษ์ขาวก็ยังไม่กลับมา เขายังอยู่ในวิหารของท่านหรือไม่? หรือท่านฆ่าเขาไปแล้ว!?”

น้ำเสียงของหลินจินเย็นชา หากพระเหล่านี้ฆ่าวานรยักษ์ขาวจริง ๆ หลินจินจะรับประกันเลยว่า เขาจะทำลายล้างของวัดต้าหลัวให้พังพินาศในวันนี้

จบบทที่ MDB ตอนที่ 419 วัดต้าหลัวยอมจำนน

คัดลอกลิงก์แล้ว