เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MDB ตอนที่ 39 เรียกฉันว่า ‘ภัณฑารักษ์’

MDB ตอนที่ 39 เรียกฉันว่า ‘ภัณฑารักษ์’

MDB ตอนที่ 39 เรียกฉันว่า ‘ภัณฑารักษ์’


กำลังโหลดไฟล์

คนสามคนนี้เป็นบุคคลสำคัญหรือนักฆ่าผู้เชี่ยวชาญ เมื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาแล้ว หลินจินด้อยกว่าในทุก ๆ ด้านอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ตอนนี้ พวกเขาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของเขา พวกเขาทั้งระมัดระวัง หวาดกลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พวกเขาได้ยินเขาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย พวกเขามองหลินจินราวกับว่าพวกเขาได้เห็นผี

เมื่อมองไปที่ประตูทั้ง 20 บาน หลินจินเข้าใจว่า พิพิธภัณฑ์ได้เปิดห้องโถงเยี่ยมชมนี้ มันจะต้องมีคนได้รับ 'เชิญ' ผู้เยี่ยมชมอย่างน้อย 20 คน จากทั่วโลกให้มาเป็นแขกของเขา

หากทุกครั้งที่แขกเหล่านี้มาพร้อมกับชิ้นส่วนของสัตว์หายาก เช่น ขนสัตว์ ตัวอย่างเลือดหรืออื่น ๆ บันทึกสัตว์หายากในพิพิธภัณฑ์ของเขาก็จะเพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้เมื่อมีการบันทึกสัตว์หายาก 10 ตัว พิพิธภัณฑ์ได้มอบรางวัลอย่าง รูปแบบพลังงานอสูร ส่วนแรก หลังจากนั้น หลินจิน พบว่าความสำเร็จครั้งต่อไปของเขา จำเป็นต้องมีการบันทึกสัตว์หายากอย่างน้อย 50 ตัว

ด้วยความที่ตัวเขาอ่อนแอมาก คงเป็นเรื่องยากที่จะบันทึกสัตว์หายาก 50 ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาติดอยู่ในสถานที่เล็ก ๆ เช่น เมืองเมเปิ้ลแห่งนี้

จนถึงตอนนี้ เขาได้บันทึกสัตว์หายากเพียงสิบกว่าตัวเท่านั้น แต่การปรากฏขึ้นของห้องโถงเยี่ยมชมนี้ สิ่งต่าง ๆ ก็จะแตกต่างออกไป

คนเหล่านี้อาจมาจากส่วนต่าง ๆ ของอาณาจักรหรือแม้กระทั่งจากต่างอาณาจักรก็ได้ จำนวนสัตว์หายากที่พวกเขาพบต้องเกินจำนวนของเขามาก

หลินจินตั้งใจจะ 'ข่มขู่' พวกเขาก่อนก่อนที่จะให้สิทธิพิเศษบางอย่างแก่พวกเขา ด้วยเหตุนี้ แม้แต่ราชวงศ์หรือผู้เชี่ยวชาญระดับโลกก็ต้องยอมจำนนต่อเขา

ด้วยความคิดที่น่าพึงพอใจนี้ หลินจินก็ยิ้มสดใส เมื่อตระหนักว่าใบหน้าของเขาถูกปกปิดโดยพิพิธภัณฑ์ เขาก็ยิ้มโดยไม่ลังเล

หลังจากที่เขาเปล่งเสียงการประเมินของสัตว์เลี้ยงไปแล้ว เหอฉิง, อีกาทมิฬและบุคคลที่สามที่มองไม่เห็นต่างก็ตกตะลึง

มันเป็นเรื่องปกติสำหรับเหอฉิงเพราะสิ่งที่เธอรู้สึกจะสะท้อนออกมาในการแสดงออกของเธอ แต่อีกาทมิฬนั้นแตกต่างออกไป เขาเป็นนักฆ่ามือฉมังที่สามารถทำลายทั้งอาณาจักรด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ทว่าในตอนนี้เขาไม่สามารถปกปิดความตกใจนี้ได้

เหตุผลก็คือเขาได้ใส่ 'พร' ที่ไม่เหมือนใครไว้บนเหยี่ยวดำของเขา แม้จะมีเทคนิคการประเมินเฉพาะทางแต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกข้อมูลที่แท้จริงของเหยี่ยวดำของเขาได้ อย่างน้อย ๆ ก็ด้วยตาเปล่า

ถึงกระนั้น ชายที่อยู่ชั้นสองสามารถอธิบายเหยี่ยวดำของเขาได้อย่างง่ายดายและทำให้อีกาทมิฬรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าในที่สาธารณะ

มันเป็นความรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง พอไม่สบายใจก็จะหงุดหงิดและเมื่อเขารู้สึกหงุดหงิด เขาก็อยากฆ่าอีกฝ่าย

“พอกันทีกับการกระทำลึกลับ ข้าไม่สนใจว่าเจ้าจะเป็นใครแต่เจ้ากำลังยุ่งกับคนที่ไม่ควรยุ่ง ข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจผลที่ตามมาจากการก้าวล่วงใครบางคนที่เจ้าไม่ควรจะยั่วยุ” อีกาทมิฬข่มขู่

เขาร่ายมนต์ทันทีและเหยี่ยวดำก็ลุกขึ้นจากไหล่ของเขา พลังงานธาตุมืดล้อมรอบร่างของมัน รวมตัวกันเป็นเงาสีดำขนาดใหญ่ ในทันที พลังของเหยี่ยวดำระดับสี่ก็ระเบิดออกมา

ธาตุมืด มันคือคุณสมบัติของเหยี่ยวดำ

เห็นได้ชัดว่าคุณสมบัตินี้หายากเพียงใดและความแข็งแกร่งในการต่อสู้ที่น่ากลัวนั้นน่ากลัวมากเช่นกัน

อีกาทมิฬเชื่อมั่นในสัตว์วิเศษของเขา ความมั่นใจนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์การต่อสู้นับไม่ถ้วนและเอกลักษณ์ของมันในฐานะสัตว์วิเศษระดับสี่ที่มีสายเลือดที่ซ่อนอยู่ซึ่งก็เพียงพอต่อการทำลายทั้งอาณาจักร

“ฆ่ามัน!”

อีกาทมิฬชี้ไปที่หลินจินบนชั้นสองและเหยี่ยวดำส่งเสียงร้องออกมา จากนั้น มันบินโฉบไปที่เป้าหมายราวกับยมฑูต

เหอฉิงนั่งยอง ๆ จับศีรษะของเธอด้วยความตกใจ ไม่ว่าเธอจะฉลาดแค่ไหน เธอก็ยังกลัวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์วิเศษระดับสี่

หลินจินก็ตกใจเช่นกัน แม้เขาจะมีทักษะกำราบสัตว์วิเศษแต่มันก็มีผลแค่ระดับหนึ่งถึงระดับสามเท่านั้น เขาไม่สามารถทำอะไรกับระดับสี่ได้

ดังนั้นเขาเองก็ประหม่าเช่นกัน

แต่ในขณะนั้น ป้ายไม้ในมือของเขาที่เขียนว่า 'ภัณฑารักษ์' ได้ปล่อยคลื่นแห่งความข่มขู่ คลื่นนี้ได้สาดซัดออกมาและเหยี่ยวดำหยุดนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่า จากนั้นมันก็ร่อนลงพื้นและคุกเข่าต่อหน้าหลินจิน

สีหน้าอันดุร้ายบนใบหน้าของอีกาทมิฬหยุดนิ่ง เขายังคงชี้ไปที่ชั้นสอง แต่ความตื่นตระหนกครั้งใหญ่นี้และจิตใจที่ฟุ้งซ่านทำให้เขาลืมวิธีคิดไป

‘เกิดอะไรขึ้น?’

เหยี่ยวดำของเขาเป็นสัตว์เลี้ยงที่เย่อหยิ่ง ในฐานะเจ้าของของมัน อีกาทมิฬต้องสุภาพกับมันและปฏิบัติต่อเขาอย่างเท่าเทียมกัน หากน้ำเสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย เหยี่ยวดำจะโกรธ ทำให้อีกาทมิฬสงสัยว่าเขาเป็นสัตว์เลี้ยงของมันหรือไม่?

แต่ตอนนี้ เหยี่ยวดำที่เย่อหยิ่งกำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นเหมือนมนุษย์ที่ถ่อมตน

สติหวนคืนสู่จิตใจที่ว่างเปล่าของเขาพร้อมกับคลื่นแห่งความกลัว ตอนนี้เม็ดเหงื่อได้ปกคลุมหน้าผากของอีกาทมิฬ

หลินจินก็มีเหงื่อออกเช่นกัน สัตว์วิเศษระดับสี่ช่างน่ากลัวจริง ๆ หากเป็นคนอื่นที่กล้าหาญน้อยกว่าเขา พวกเขาอาจจะล้มลงกับพื้นด้วยความตกใจ แต่โชคดีที่เขาตั้งสติได้ทันและป้ายของภัณฑารักษ์ก็กำราบเหยี่ยวดำตัวนี้

หลินจินกำป้ายแน่นขึ้นและถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นเขาก็กดเสียงต่ำเพื่อถามอีกาดำว่า “เจ้ากำลังทำอะไร?”

น้ำเสียงของเขาผสมกับการส่อเสียดและขุ่นเคือง

“ข้า…ข้า…” มือของอีกาทมิฬสั่นเทาขณะที่เขาพูดตะกุกตะกัก ด้วยความจริงที่ว่าสัตว์เลี้ยงของเขามีระดับสี่และชายคนนั้นเองก็มีชื่อเสียงในฐานะยมทูต คนอย่างเขาไม่รู้จักความกลัวเพราะความอวดดี มีเพียงผู้ที่อยู่สูงกว่าเท่านั้นที่ควรค่าต่อการแสดงความเคารพจากเขา

ในที่สุดอีกาทมิฬก็ตระหนักว่าเขาได้ยั่วยุคนผิด ชายคนนั้นที่อยู่เบื้องหน้าแข็งแกร่งกว่าเขามาก

ความโกรธ ความเย่อหยิ่งและความเกลียดชังของเขาก็สลายไปราวกับว่าเขาถูกสาดด้วยน้ำเย็นจัด เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ เขาน่าจะรู้ว่าเจ้าของสถานที่นี้พิเศษแค่ไหนที่สามารถพาเขามาที่นี่ได้ แต่อีกาทมิฬโง่พอที่จะคิดว่าเขาสามารถท้าทายชายผู้พูดด้วยเหยี่ยวดำของเขาได้

เมื่อมองย้อนกลับไป นั่นเป็นความคิดโง่เขลาอย่างแท้จริง

อีกาทมิฬไม่อยากตาย เขาเป็นนักฆ่าที่เก็บเกี่ยวชีวิตมาหลายชีวิตโดยที่ไม่ต้องสบตามามากมาย แต่เขาก็ยังกลัวความตายเป็นอย่างมาก

เมื่อปราศจากแรงต่อต้าน ประพฤติกรรมอันเย่อหยิ่งและทะนงตนได้หายไป อีกาทมิฬคุกเข่าลงกับพื้นและหาแก้ตัวที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำอย่างนี้

“ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น ได้โปรดอย่าถือสาข้าเลย”

“อุ๊ปส์!” เหอฉิงที่กลั้นขำไม่ไหวได้หัวเราะออกมา

หลินจินไม่ทำอะไรกับเขาเพราะเขาไม่มีวิธีโจมตีหรือผูกมัดแขกของเขา เขาเพียงอาศัยป้ายภัณฑารักษ์ในมือเพื่อกำราบสัตว์เลี้ยงของแขกเท่านั้น

หลินจินมีความรู้สึกว่าป้ายของภัณฑารักษ์ต้องติดตั้งทักษะกำราบสัตว์วิเศษระดับกลางเอาไว้

"ไม่เป็นอะไร ข้าหวังว่าจะไม่เห็นพฤติกรรมอย่างนี้อีกในครั้งต่อไป”

หลินจินโบกมือของเขา ราวกับว่าอีกฝ่ายได้รับการนิรโทษกรรม อีกาทมิฬก็ลุกขึ้นอีกครั้งด้วยความเย่อหยิ่งและความได้เปรียบของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหยี่ยวดำบินเปลี่ยนรูปร่างให้ที่ขนาดเท่าเดิมและบินมาเกาะบนไหล่ของอีกาทมิฬอย่างเชื่อฟัง

“มาพูดถึงธุระของเรากันเถอะ ยินดีต้อนรับผู้เยี่ยมชมทั้งสามของข้าที่มาเยือนในพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษ ที่แห่งนี้ เจ้าสามารถสอบถามอะไรก็ได้เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของเจ้าและจำไว้ว่า มันต้องเกี่ยวกับสัตว์วิเศษเท่านั้น เจ้าสามารถถามอะไรก็ได้และข้าจะตอบพวกเจ้า แต่แน่นอนว่าไม่มีคำตอบฟรี สำหรับคำถามแต่ละข้อ พวกเจ้าต้องมอบขนหรือตัวอย่างเลือดจากสัตว์หายาก เอาล่ะ ตอนนี้ เริ่มถามคำถามได้แล้ว!” หลินจินพูดอย่างจริงจัง

แต่อีกฝ่ายไม่ถามสิ่งใด ปล่อยให้ความเงียบพัดผ่านไป

หลินจินไม่ได้เร่งพวกเขา แต่เฝ้ารออย่างเงียบ ๆ

เหอฉิงกระพริบตากลมโตของเธอมองไปรอบ ๆ ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างวิตก

“เจ้าอยากจะถามอะไร?” หลินจินมองตรงไปที่เจ้าหญิง

เหอฉิงชี้ไปที่สัตว์เลี้ยงของเธอแล้วดึงขนออกมา “ข้าขอถามหน่อยได้หรือว่า ข้าจะพัฒนาสัตว์เลี้ยงของข้าภายในกรอบเวลาที่สั้นที่สุดได้อย่างไร?”

คำถามนี้ไม่ได้สร้างปัญหาให้กับหลินจิน เขามีมากกว่า 4 วิธีที่จะช่วยให้มังกรผีเสื้อปีกเหลี่ยมวิวัฒนาการ หลินจินเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด เขาเขียนลงไปแล้วโยนให้เธอ

เหอฉิงหยิบกระดาษขึ้นมาอ่านและรู้สึกตื่นเต้นทันที เธอสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่ารายงานการประเมินนี้มีมูลค่ามากเพียงใด

อีกาทมิฬผู้อยากรู้อยากเห็นยืนอยู่ใกล้ ๆ เพื่อดูเนื้อหาของรายงานการประเมินนี้ด้วย ดังนั้นเขาจึงเอียงคอไปมองแต่น่าเสียดายที่เขามองไม่เห็นอะไรเลย แต่เขาไม่ได้ตาบอด เนื่องความตื่นเต้นของเด็กสาว รายงานการประเมินจะต้องให้วิธีการวิวัฒนาการที่แท้จริงให้แก่เธอ

นอกจากความกลัว ความอยากรู้ก็เบ่งบานในหัวใจของอีกาทมิฬ

“ข้ามีคำถามอื่น” เหอฉิงครุ่นคิดก่อนที่จะถอดสร้อยคอรอบคอที่งามของเธอออก ที่แขวนอยู่บนสร้อยคอนี้เป็นเกล็ดสีรุ้ง

เห็นได้ชัดว่าเกล็ดนี้มาจากสัตว์ร้ายหายาก

เธอโยนให้หลินจินและคนหลังคิดว่าเธอต้องการถามเกี่ยวกับเกล็ดนี้ แต่ใครจะรู้ว่าเหอฉิงถามคำถามอื่นแทน

“ท่านช่วยบอกข้าที…ท่านเป็นใคร?”

คำถามนี้ขัดกับกฎเล็กน้อย หลินจินไม่ใช่สัตว์วิเศษแต่หลังจากพิจารณาอย่างจริงจังแล้ว เขาจึงตอบว่า

“งั้นเจ้าเรียกข้าว่า 'ภัณฑารักษ์' ก็ได้!”

จบบทที่ MDB ตอนที่ 39 เรียกฉันว่า ‘ภัณฑารักษ์’

คัดลอกลิงก์แล้ว