เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MDB ตอนที่ 29 อสูรน้ำหมึก

MDB ตอนที่ 29 อสูรน้ำหมึก

MDB ตอนที่ 29 อสูรน้ำหมึก


กำลังโหลดไฟล์

กู่เมียงจงเป็นมองเห็นและได้ยินทั้งหมด ในขั้นต้น เขาก็ไม่ชอบหลินจินเหมือนกับคนอื่น ๆ เช่นกัน แต่เมื่อเห็นสิ่งที่เขาทำและมันได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดผิด เพียงแค่ได้ลิ้มรส หลินจินก็สามารถบอกสายพันธุ์ของปลาได้ แม้กระทั่งเพศของปลา กู่เมียงจงที่เป็นนักชิมตัวยง เขาก็ยังไม่สามารถทำอย่างหลินจินได้

สิ่งนี้เปลี่ยนความประทับใจของเขาที่มีต่อหลินจินเล็กน้อย

“อาจารย์กู่!” เมื่อเห็นกู่เมียงจง เหลียวกู่ก็หัวเราะและทักทายเขา แม้ว่าชายคนนี้จะเป็นพ่อครัวใหญ่ แต่สถานะของนักประดิษฐ์อักษรเหนือกว่าพ่อครัวอย่างเขามาก

กู่เมียงจงโบกมืออย่างรวดเร็วและพูดว่า “พี่เหลียว อย่าทำเป็นเหมือนว่าเราคนอื่นคนไกลสิ!”

เหลียวกู่หัวเราะออกมาดัง ๆ แล้วเรียกเขาว่า “ได้ ๆ เมียงจง”

“นั่นแหละ แบบนี้ดีกว่า” กู่เมียงจงพยักหน้า

ชายทั้งสองเป็นเพื่อนเก่าและเมื่อเพื่อนเก่าพบกัน การสนทนาที่ไม่รู้จบก็เริ่มต้นขึ้น หลินจินรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะหลบฉากออกไป

กู่เมียงจงไม่ได้พูดอะไร แม้ว่าความประทับใจของเขาจะเปลี่ยนไป แต่เขาส่วนใหญ่ยังคงคิดว่าทักษะการประเมินของหลินจินนั้นไม่เป็นมืออาชีพและไร้ความสามารถตามที่ข่าวลือได้ว่าไว้

อย่างไรก็ตาม เหลียวกู่รั้งตัวเขาไว้ “หลินจิน ได้โปรดรอก่อน!”

“มีอะไรหรือเปล่าขอรับ ท่านเหลียว?” หลินจินถามด้วยความงุนงง

เหลียวกู่ยิ้ม “เจ้าสั่งอาหารของข้าแต่ไม่ได้ลิ้มรสมันอย่างเหมาะสม ตอนนี้ปลาทั้งสองจานเย็นชืดหมดแล้ว ถ้าไม่เป็นการรบกวน ข้าของเชิญเจ้าไปที่บ้านของข้า ข้ามีส่วนผสมบางอย่างที่นั่น แม้ว่ามันจะไม่ได้มากมายแต่ข้าสามารถปรุงอาหารสองสามจานให้เจ้าและข้าอยากฟังความคิดเห็นของเจ้าเกี่ยวกับพวกมันด้วย”

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำเชิญเพื่อผูกมิตร

หลินจินรู้ดีว่าคนที่กลายเป็นใหญ่ในวงการต้องไม่ใช่คนธรรมดา เหลียวกู่อาจเป็นแค่พ่อครัว แต่ตำแหน่ง 'พ่อครัวใหญ่' ของเขาก็เพียงพอที่จะบ่งบอกถึงชื่อเสียงของเขาในวงการนี้

หลินจินพยักหน้าอย่างเชื่อฟังเพื่อตอบรับคำเชิญ มีเพียงคนงี่เง่าเท่านั้นที่จะปฏิเสธน้ำใจนี้ นอกจากนี้ หลินจินยังไม่อิ่มเลย

ทั้งเหลียวกู่กับหลินจิน ต่างก็มีบุคลิกตรงไปตรงมาทั้งคู่

ในทางตรงกันข้าม กู่เมียงจงทำได้แต่ยอมรับ แม้ว่าเขาจะรู้สึกหงุดหงิดที่ต้องให้หลินจินไปด้วย แต่เนื่องจากเหลียวกู่ออกปากเรียบร้อยแล้ว เขาจึงไม่สามารถพูดอะไรได้

เจียเฉียนกับจางเฮออ้าปากค้าง

“อาจารย์กู่ คือว่า….”

ก่อนที่เจียเฉียนจะพูดกู่เมียงจงก็โบกมือให้เธอ “ข้าขอตัวไปพบป่ะกับเพื่อนเก่าของข้าก่อน พวกเจ้ากลับไปเถอะ ไม่จำเป็นต้องตามข้าอีกแล้ว”

‘ฮะ?!’

เจียเฉียนบดริมฝีปากล่างของเธอขณะที่เธอจ้องไปที่ร่างของหลินจินที่อยู่ข้าง ๆ เหลียวกู่ ไม่มีคำใดสามารถอธิบายสิ่งที่เธอกำลังรู้สึกอยู่ในขณะนี้ได้

เธอพบว่าจางไป่ลี่เป็นคนที่พยายามจะเป็นคนฉลาดแต่จบด้วยการกระทำอันโง่เขลา สิ่งที่เธอไม่คาดคิดก็คือหลินจินมีความรู้ด้านอาหารมากมายขนาดนี้ ไม่เพียงแต่เขาพบช่องโหว่เพื่อตอบโต้จางไป่หลี่เท่านั้น แต่ยังสามารถผูกมิตรกับพ่อครัวใหญ่เหลียวได้อีกด้วย

แม้เจียเฉียนจะได้รับโอกาสมากมาย แต่เธอไม่เคยมีโอกาสเช่นนี้

เมื่อออกไปข้างนอกหลินจินไปส่งจ้าวหยิงและหลู่เสี่ยวหยุนกลับไปที่สมาคมก่อนและสัญญาว่าจะเลี้ยงอาหารพวกเธออีกครั้ง

บ้านของเหลียวกู่อยู่ในบริเวณที่เงียบสงบ ตามที่เขาพูด เขาได้ซื้อสถานที่แห่งนี้อย่างหุนหันพลันแล่นเมื่อเดินทางมายังเมืองเมเปิ้ล  ในวันปกติ เขาจะซื้อส่วนผสมเพื่อศึกษาเกี่ยวกับอาหารใหม่ ๆ ขณะเตรียมอาหารของตัวเอง มันเป็นชีวิตที่แสนสบาย

ตัวบ้านไม่ได้หรูหราอะไร มีเพียงโต๊ะไม้เล็ก ๆ และม้านั่งไม้หลายตัวเท่านั้น หลังจากที่เหลียวกู่ดื่มชา เขาก็เข้าไปในครัว โดยทิ้งหลินจินไว้กับกู่เมียงจง

กู่เมียงจงกำลังนั่งตัวตรงโดยปิดปากของเขาสนิท เนื่องจากเขาไม่ชอบหลินจิน เขาจึงทำท่าไม่สนใจว่าอีกฝ่ายอยากจะพูดอะไรกับเขา

หากเป็นคนอื่น ๆ อาจต้องการผูกมิตรกับนักประดิษฐ์อักษรระดับปรมาจารย์ แต่หลินจินกลับไม่มีเจตนาเช่นนั้น

เขาไม่เข้าใจเรื่องการประดิษฐ์ตัวอักษรหรือสนใจเรื่องศิลปะ

ดังนั้นชายทั้งสองจึงนั่งจ้องเขม็งเงียบ ๆ ความตึงเครียดในบรรยากาศกำลังก่อตัวขึ้นจากความอึดอัดที่ชวนหายใจไม่ออก

ในขณะนั้น กู่เมียงจงเหลือบมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก่อนที่จะหยิบบางอย่างออกจากกระเป๋าของเขา

มันเป็นปล้องไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณฝ่ามือ ดูเหมือนกล่องแปรงน้ำหมึกแบบพกพา

กู่เมียงจงแสดงความเคารพอย่างชัดเจนสำหรับของชิ้นนี้ เมื่อเขาวางมันลงบนโต๊ะ หลินจินสังเกตเห็นว่ามันมี 'ยันต์กำราบสัตว์วิเศษ' ติดอยู่บนปล้องไม้ไผ่ด้วย

เครื่องรางที่ใช้ปราบสัตว์วิเศษถูกใช้เพื่อกำราบสัตว์วิเศษที่หายาก ยันต์กำราบสัตว์วิเศษมีราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นผู้ที่สามารถซื้อได้ก็ต้องรวยอย่างไม่ต้องสงสัย

เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องกับสัตว์วิเศษ ความอยากรู้อยากเห็นของหลินจินจึงเพิ่มขึ้น หลังจากมองเข้าไปใกล้ ๆ เขาสงสัยว่า 'จะมีสัตว์วิเศษอยู่ในปล้องไม้ไผ่นี้หรือไม่'

แต่มันเล็กเกินไป

กู่เมียงจงนำหินวิญญาณออกมา จากการตรวจสอบของหลินจิน เขาสามารถบอกได้ว่ามันมีคุณภาพปานกลาง เขาเป็นคนร่ำรวยอย่างแท้จริง

มีจุกไม้อยู่ด้านบนของปล้องไม้ไผ่ กู่เมียงจงนำมันออกอย่างระมัดระวังและยัดหินวิญญาณเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว

ปล้องไม้ไผ่เริ่มสั่นราวกับมีอะไรติดอยู่ข้างใน ท่ามกลางเสียงอึกทึก หลินจินได้ยินเสียงคำรามจากข้างใน

ปล้องไม้ไผ่ยังคงกระตุกและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดวงตาของกู่เมียงจงเบิกกว้างและจากนั้นก็มีรอยแตก

*แคร่ก*

มันเป็นเสียงเล็ก ๆ แต่มันดังราวกับฟ้าร้องในหูของกู่เมียงจง

“มันแตกแล้ว!” สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป เขาฟาดยันต์กำราบสัตว์วิเศษอีกใบอย่างรวดเร็ว โดยตั้งใจจะติดมันบนท่อไม้ไผ่ แต่เขาช้าเกินไป มีรอยแตกอีกครั้งและปล้องไม้ไผ่แตกออก

แอ่งน้ำหมึกไหลซึมออกมาจากช่องที่แตก

"ไม่! สัตว์วิเศษของข้า!” ความสงบของกู่เมียงจงสลายหายไปทั้งหมด ความตื่นตระหนกเข้ามาแทนที่ สีหน้าของเขาที่บิดเบี้ยวเป็นความวิตกกังวล ชายผู้นั้นแทบจะกระโจนออกจากที่นั่งด้วยความตื่นตระหนก

สถานการณ์นี้สามารถบ่งบอกได้อย่างชัดเจน กู่เมียงจงกำลังเลี้ยงสัตว์วิเศษตัวหนึ่ง อย่างไรก็ตาม มันไม่เชื่อฟังเขา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันยังไม่เชื่องจึงทำให้เขาไม่สามารถทำพันธสัญญาโลหิตกับมันได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงเก็บมันไว้ในปล้องไม้ไผ่ชั่วคราวและกดทับด้วยเครื่องราง โดยไม่ทราบถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อเขาป้อนหินวิญญาณให้ก่อนหน้านี้เข้าไป สัตว์วิเศษสามารถเอาชนะเครื่องรางได้และได้เจาะทะลุปล้องไม้ไผ่เพื่อพยายามหลบหนี

กู่เมียงจงเป็นนักประดิษฐ์ตัวอักษร เขาไม่ใช่นักบวชหรือผู้ประเมินสัตว์วิเศษ แม้เขาจะมีความรู้แต่สถานการณ์ดังกล่าวไม่อยู่ในความเชี่ยวชาญของเขา

เขาเอื้อมมือไปแปะยันต์กำราบสัตว์วิเศษ แต่จู่ ๆ ก็มีน้ำหมึกพุ่งเข้ามาหาเขา

โชคดีที่เขาหลบได้อย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้น ฝ่ามือของเขาอาจถูกน้ำหมึกแทงทะลุไปแล้ว

กู่เมียงจงมองเบื้องหน้าด้วยท่าทางสิ้นหวัง ในขณะที่เขาจนปัญญาในการจัดการเรื่องนี้ สัตว์วิเศษน้ำร้ายหมึกตัวร้ายกำลังจะหนีออกจากปล้องไม้ไผ่ แต่ทันใดนั้นเองก็มีมือหนึ่งเอื้อมมือไปจับที่หยดน้ำหมึก

“อย่าจับมันนะ!” กู่เมียงจงอุทาน เขารู้ว่าอสูรน้ำหมึกตัวนี้ดุร้ายเพียงใด มือนี้อาจจะได้รับบาดเจ็บหนัก

แต่เขาพูดช้าไปหนึ่งวินาที หยดน้ำหมึกอยู่ตรงกลางฝ่ามือแล้ว

แต่มีบางอย่างแปลกประหลาด อสูรน้ำหมึกที่เป็นศัตรูตัวนี้ดิ้นและแข็งตัวจนกลายเป็นน้ำแข็งก่อนที่จะถูกหยิบขึ้นมาด้วยมือ แน่นอนว่ามือนี้เป็นของหลินจิน

ถึงหลินจินจะไม่มีความรู้ด้านการทำอาหารหรือศิลปะ แต่เมื่อพูดถึงสัตว์วิเศษ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าชายคนนี้เก่งที่สุดคนหนึ่ง

ขณะที่เขาจับสัตว์วิเศษที่มีลักษณะเฉพาะตัว ตัวที่เย็นยะเยือกและเรียบลื่นนี้ มันก็มีข้อมูลใหม่ก็เกิดขึ้นภายในพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษ ตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตและคำอธิบายในแผ่นหินได้ปรากฏขึ้น

อสูรน้ำหมึก: สัตว์วิเศษหายาก มีร่างกายเป็นของเหลว หงุดหงิดง่ายและยากที่จะเชื่อง มันอยู่ในระดับสามตั้งแต่กำเนิดขึ้นมา แถมมันยังมีคุณสมบัติคู่ น้ำและดิน จึงทำให้พิเศษและไม่เปลี่ยนใคร

เจ้าของพันธสัญญาโลหิต: ไม่มี

ประเมินศักยภาพ: ระดับ 5 3 วิธีในการเพิ่มศักยภาพคือ…

วิธีการวิวัฒนาการ: 5 วิธีในการส่งเสริมการวิวัฒนาการคือ…

การทำพันธสัญญาโลหิต: 4 วิธีในการทำให้สัตว์วิเศษเชื่องคือ…

 

ตามจริงแล้ว สัตว์วิเศษตัวนี้หายากที่สุด มันอาจเป็นสัตวิเศษที่หายากที่สุดเท่าที่หลินจินเคยเห็นมา รูปร่างของมันช่างแปลกประหลาดนัก มันเป็นของเหลวดูเหมือนน้ำหมึก

ในโลกที่กว้างใหญ่ มีเรื่องในตื่นตาอยู่ทุกซอกทุกมุม

จบบทที่ MDB ตอนที่ 29 อสูรน้ำหมึก

คัดลอกลิงก์แล้ว