เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MDB ตอนที่ 5 การประเมินสัตว์วิเศษที่ชนบท

MDB ตอนที่ 5 การประเมินสัตว์วิเศษที่ชนบท

MDB ตอนที่ 5 การประเมินสัตว์วิเศษที่ชนบท


หลินจินแบกสัตว์เลี้ยงที่เขาทำพันธสัญญาโลหิตอย่าง เสี่ยวฮั่ว ไปตลอดการเดินทาง เขาขอให้จ้าวหยิงช่วยระบุสิ่งที่อยู่เบื้องหลังอาการป่วยของเสียวฮั่วแต่เด็กสาวบอกได้เพียงว่ามันอยู่ในภาวะหิวโหยเท่านั้น เธอยังถามเขาอีกว่าทำไมเขาไม่ให้อาหารมัน

หลินจินรู้สึกหนักใจ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการให้อาหารมันแต่เขาทำไม่ได้ เนื่องจากเสี่ยวฮั่วไม่ต้องการกินอาหาร

เหตุผลอาจเป็นเพราะเสี่ยวฮั่วได้รับบาดเจ็บ

อย่างไรก็ตาม หลินจินไม่รู้ว่าสัตว์เลี้ยงของเขาได้รับบาดเจ็บอย่างไร มันไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำที่เขาได้รับเช่นกัน แต่ไม่เป็นไร ตราบใดที่เขามีพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เขามีวิธีการรักษาหลายสิบวิธีและหนึ่งในนั้นก็มั่นใจว่าจะรักษาสัตว์เลี้ยงของเขาได้

ตอนนี้หลินจินไม่มีเงินติดตัว ดังนั้นเขาจึงขอยืมบางส่วนจากจ้าวหยิง เมื่อพวกเขาไปถึงหมู่บ้านเอเวอร์ลาสซิ่ง เขาจะรีบไปซื้อส่วนผสมยาทันที

...

สมาคมประเมินสัตว์วิเศษแห่งเมืองเมเปิ้ล

“รู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง? เรื่องที่ผู้ประเมินหลินกับจางเฮอได้มีการประลองการประเมินสัตว์วิเศษในที่สาธารณะน่ะ…”

“หลินจิน? หลินจินคนที่ประเมินพลาดคนนั้นน่ะเหรอ นี่เขายังอับอายไม่พอหรือไง?”

"ถูกต้อง แล้วเจ้าคิดว่าใครชนะ?”

“ถึงหลินจินเป็นผู้ประเมินสัตว์วิเศษระดับหนึ่งแต่ทุกคนรู้ว่าเขาไร้ความสามารถ ถ้าเขาแข่งขันกับเด็กฝึกหัดคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จางเฮอ ชัยชนะก็เป็นของหลินจินอย่างแน่นอน ท้ายที่สุด อูฐผอมบางก็ยังใหญ่กว่าม้า แต่จางเหอไม่ใช่เด็กฝึกงานทั่ว ๆ ไป เขาอยู่ในอันดับที่สาม ในบรรดาเด็กฝึกงานที่ได้รับการประเมินครั้งล่าสุด เด็กฝึกหัดทั้งสามอันดับแรกมีคะแนนมากกว่าหลินจิน นอกจากนี้ หัวหน้าหวังจีให้คำชี้แนะจางเฮอเป็นการส่วนตัวอีกด้วย ทำให้เขามีทักษะที่เหนือล้ำอย่างรวดเร็ว ความสามารถของเขาต้องเหนือกว่าหลินจินอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่มีความมั่นใจ เขาคงจะไม่คิดท้าแข่งขันกับหลินจินหรอก ดังนั้นข้าจึงเดาว่าจางเฮอเป็นฝ่ายชนะ”

"ผิดแล้ว หลินจินเป็นฝ่ายชนะ…และอีกอย่างในระหว่างการแข่งขันนี้ค่อนข้างน่าตื่นเต้น…”

"อะไรนะ? จางเฮอพบว่าสัตว์วิเศษมีสายเลือดที่ซ่อนอยู่? นี่เป็นเรื่องใหญ่ แต่ทำไมเขาถึงยังแพ้ล่ะ?”

“นี่เรื่องจริงเหรอ? คิดว่าหลินจินสามารถบอกสายเลือดที่ซ่อนอยู่ได้หรือ มันไม่แปลกเกินไปเหรอ?”

“เขาคงจะโชคดีจริง ๆ ข้าได้ยินมาว่าเขาได้รับการรับรองเพราะโชคเข้าข้างเขา เขาได้รับการทดสอบจากคำถามที่เขาศึกษา ไม่เช่นนั้น เขาจะไม่ได้รับการรับรองแม้จะผ่านไปสิบปี”

ข่าวเกี่ยวกับการต่อสู้ของหลินจินและจางเฮอแพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวกับไฟป่าและกลายเป็นที่พูดถึงกันทั้งเมือง

“จางเฮอแพ้หลินจินจริงหรือ?” ภายในโรงน้ำชาอันวิจิตรงดงาม หญิงสาวผู้สง่างามขมวดคิ้วขึ้นมา เธออยู่ข้างสัตว์เลี้ยงของเธอ มันเป็นงูเหลือมสีงาช้างยาว 3 เมตร มันใหญ่โตจนหนาเท่าเอวมนุษย์ มันที่พ่นเสียงฟู่เพื่อตอบสนองต่อความไม่พอใจของเจ้าของ

ฝั่งตรงข้ามคือลูกน้องของเธอซึ่งได้รับการว่าจ้างเป็นพิเศษให้เป็นคนส่งข่าวของเธอ

“อืม ข้าเข้าใจแล้ว!” ผู้หญิงคนนั้นโบกมือให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของเธอออกไป จากนั้นเธอก็โน้มตัวไปข้างหน้าในท่าที่สบายแต่มีเสน่ห์ ร่างกายที่โค้งมนของเธอราวกับงูที่สวยงาม เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงของเธอ

เจียเฉียนเป็นผู้ประเมินสัตว์วิเศษฝึกหัดของสมาคมประเมินสัตว์วิเศษแห่งเมืองเมเปิ้ล เธอได้อันดับหนึ่งในการประเมินของสมาคมซึ่งคะแนนของเธอห่างไกลกว่าหลินจินหลายปีแสง

ด้วยชื่อเสียงและความงามของเธอที่ส่องประกาย ทำให้สถานะของเธอตอนนี้เทียบเท่ากับผู้ประเมินสัตว์วิเศษที่ผ่านการรับรอง ผู้คนคิดว่าด้วยทักษะและความรู้ของเธอในการประเมินสัตว์วิเศษ เธอสามารถเอาชนะหลินจินผู้ที่โด่งดังได้

“หลินจินเอ๋ย ข้ารู้ถึงความสามารถของเจ้าดีที่สุด เราเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ถ้าข้าไม่ล้มป่วยและก่อนวันสอบ เจ้าจะผ่านการประเมินได้อย่างไร?”

เมื่อนึกถึงอดีตของเธอ เจียเฉียนกัดฟันของเธอ

เธอเกลียดหลินจิน

ในปีเดียวกันนั้น เธอได้เข้าร่วมในการสอบเดียวกันกับหลินจิน อนิจจา เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ เธอจึงล้มเลิกการสอบ เช่นเดียวผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ ที่หลายคนประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน ส่งผลให้หลินจินได้เปรียบอย่างล้นหลาม

ด้วยเหตุนี้ นี่จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของหลินจิน จากนั้นมันก็แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง

แม้เจียเฉียนอาจจะมุ่งมั่นในการสอบในครั้งถัดไปแต่ก็เธอก็พลาดถึงสองครั้งซ้อน นั่นทำให้เธอเสียศูนย์ เช่นเดียวกับคนที่พลาดโอกาสที่จะไปถึงยอดเขา เส้นทางเดียวของพวกเขาคือการมุ่งหน้ากลับลงไป

และเจียเฉียนตอนนี้กำลังตกต่ำ

เธอปฏิเสธที่จะทบทวนตัวเองและโยนความผิดให้หลินจินแทน

ตอนนี้ การเป็นผู้ประเมินสัตว์วิเศษทางการคือความมุ่งมั่นของเธอ ทางลัดที่จะไปที่นั่นคือการขอคำแนะนำจากสาขาในพื้นที่ ด้วยวิธีนี้ เธอสามารถทำให้ผลการสอบครั้งสุดท้ายของเธอที่ขาดไปหนึ่งคะแนนเพิ่มขึ้น เมื่อได้รับการเสนอ มันจะกลายเป็นข้อยกเว้นและทำให้เธอกลายเป็นผู้ประเมินสัตว์วิเศษทางการ

อย่างไรก็ตาม การได้รับคำแนะนำจำเป็นต้องมีข้อกำหนดเบื้องต้น

เฉพาะในกรณีนี้มีแค่หัวหน้าสมาคมเท่านั้นจึงจะสามารถรับรองได้ ตอนนี้ทางหัวหน้าหวังจีสนับสนุนเธออย่างเต็มที่ ดังนั้นตอนนี้เธอเพียงแค่ขับไล่หลินจินออกไปหรือไม่ก็คิดหาทางทำให้เขาพลาดพลั้งเพื่อใบอนุญาตของเขาจะถูกเพิกถอน นั่นคือกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่ความสำเร็จ

ภายในสมาคมเมืองเมเปิล มีเพียงสองตำแหน่งสำหรับผู้ประเมินสัตว์วิเศษทางการ นอกจากหลินจินแล้ว อีกคนคือเกาเจียงซึ่งเป็นนายน้อยของหนึ่งในสามตระกูลใหญ่ของเมืองเมเปิ้ล นั่นคือตระกูลเกา

ตระกูลเกามีรากฐานที่ลึกซึ้งภายในเมืองและมีอิทธิพลมหาศาล แม้แต่หัวหน้าหวังจียังต้องสุภาพเมื่อพบหน้ากับผู้อาวุโสตระกูลเกา ดังนั้นคนอย่าง หลินจินที่ไม่มีการสนับสนุนหรือภูมิหลังธรรมดา ๆ จึงกลายเป็นเป้าหมายที่ง่ายสำหรับเจียเฉียนและหวังจี เขาได้กลายเป็นอุปสรรคต่อเส้นทางสู่ความรุ่งโรจน์ของเธอ

“อย่าเพิ่งหงุดหงิดไป การอาศัยโชคในการประเมินสัตว์วิเศษเป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน อุบัติเหตุจากการประเมินครั้งก่อนได้รับแจ้งเบื้องบนของสมาคมแล้ว ราว ๆ ครึ่งเดือน ทางการจะส่งผู้ตรวจสอบมาและใบรับรองของหลินจินจะถูกเพิกถอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นข้าต้องรออีกสองสัปดาห์เท่านั้น

แถมหลินจินถูกส่งไปยังหมู่บ้านเอเวอร์ลาสซิ่งเพื่อประเมินสัตว์วิเศษซึ่งเป็นงานที่ไม่คุ้มค่า ถ้าเขาประเมินน้อยเกินไป จะทำให้คนในพื้นที่ผิดหวัง ถ้าเขาประเมินมากเกินไป… ฮึ่ม! ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจแค่ไหนก็มีเพียงสองคน คนหนึ่งเป็นสาวน้อยมือสมัครเล่น พวกเขาจะสามารถประเมินสัตว์วิเศษได้กี่ตัวกัน พวกเขาคงจะตายจากความอ่อนเพลียเป็นแน่แท้

ถ้าพวกเขาทำได้ไม่ดีก็จะเป็นที่ไม่พอใจต่อคนในหมู่บ้านอีก ด้วยเหตุการณ์นี้จะกลายการสาดเกลือบนแผลสด หึหึ ไม่นานจุดจบของหลินจินคงจะมาถึงแล้ว

เมื่อพูดถึงการทรมานผู้คน หัวหน้าหวังจีนั้นเก่งเสียจนหาที่เปรียบมิได้อย่างแท้จริง”

...

การประเมินสัตว์วิเศษในชนบทเป็นงานที่หนักหน่วงและน่าเบื่อ แม้แต่เด็กฝึกงานก็ไม่อยากรับงานนี้เพราะว่ารายรับนั้นน้อยมาก เมื่อเทียบกับแรงกายที่ต้องเสียไป

ถ้าาเป็นผู้ประเมินสัตว์วิเศษระดับหนึ่งอย่าง หลินจิน เขาไม่จำเป็นต้องทำงานดังกล่าวแต่ในความพยายามของหวังจีที่จะเล่นงานเขา หวังจีมักจะทิ้งงานสกปรกทุกอย่างให้เขาโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะคิดอย่างไร

ขณะที่เธอมองดูแถวที่ยาวเยียดที่ไม่มีที่สิ้นสุดข้างหน้า จ้าวหยิงก็รู้สึกชาที่หนังศีรษะของเธอ

พวกเขาควรจะประเมินสัตว์วิเศษบนถนนในหมู่บ้านเอเวอร์ลาสซิ่ง และสถานที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยผู้คน สมาคมประเมินสัตว์วิเศษได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น โดยที่การประเมินสัตว์วิเศษแต่ละตัวจะใช้ 40 เหรียญทองแดงเท่านั้น ดังนั้น เหตุการณ์เหล่านี้มักจะดึงดูดผู้คนจำนวนมากที่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงของพวกเขาได้รับการประเมิน โดยปกติจะมีเด็กฝึกหัดอย่างน้อยหกหรือเจ็ดคนตามไปด้วย แต่คราวนี้ มีเพียงสองคนเท่านั้น ลืมไปได้เลยว่าครึ่งวันพวกเขาจะทำการประเมินเสร็จ แม้ว่าจะอยู่อีกเดือนก็ไม่รู้ว่าจะประเมินเสร็จหรือไม่

“ผู้ประเมินหลิน ท่าน…ท่านเคยทำให้หัวหน้าหวังจีขุ่นเคืองมาก่อนหรือไม่?” จ้าวหยิงไม่สามารถต้านทานความอยากรู้อยากเห็นที่เอ่อล้นของเธอได้อีกต่อไปและถามด้วยเสียงเล็ก ๆ

หลินจินส่ายหัว

จากความทรงจำของเขา เจ้าของร่างคนเก่าของเขามีความเคารพต่อหวังจีมากและไม่เคยโกรธเคืองชายผู้นี้

ทว่าแถวพวกนี้ มันช่างน่ากลัวจริง ๆ

ชาวบ้านที่สิ้นหวังต่างอุ้มหรือลากสัตว์เลี้ยงที่ถูกขังไว้ที่นี่เพื่อรอรับประเมินอย่างซื่อสัตย์ เมื่อมองแวบเดียว สถานที่แห่งนี้ก็แน่นเหมือนปลาซาร์ดีนในกระป๋อง เสียงพูดคุยที่ประสานกันด้วยเสียงอึกทึกของสัตว์วิเศษในอากาศ ช่างเป็นเสียงทำให้ชวนอึดอัด

เนื่องจากเขาอยู่ที่นี่ เขาจะพยายามทำให้ดีที่สุด

หลินจินไม่เคยคิดมากเกินไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าเขาจะไม่รู้เกี่ยวกับการประเมินสัตว์วิเศษแต่ด้วยพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเขา นี่ควรจะเป็นเรื่องกล้วย ๆ

โดยใช้เงินที่เขาให้ยืมมาก่อนหน้านี้ เขาค้นหาวิธีการรักษาของเสี่ยวฮั่วที่เขียนไว้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์วิเศษ เขาเลือกใบสั่งยาที่พอจะทำได้ ซื้อส่วนผสมยาและทำยาเม็ดจากมัน

แม้ว่าเสี่ยวฮั่วจะไม่ใช่สัตว์เลี้ยงที่ดีเลิศแต่เจ้าตัวเล็กก็มีพันธสัญญาโลหิตกับเขา ดังนั้นหลินจินต้องดูแลมันอย่างดี

การอัดเม็ดยาเป็นทักษะพื้นฐานของผู้ประเมินสัตว์วิเศษ แต่น่าเสียดายที่หลินจินไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร โชคดีที่จ้าวหยิงอยู่ที่นี่ หลินจินสามารถขอให้เด็กฝึกงานคนนี้ทำยาแทนเขา ในขณะที่เขาทำการประเมินสัตว์วิเศษ

วิธีการประเมินของเขาไม่เหมือนใคร เขาไม่ได้ใช้ยันต์หรือตราประทับ เขาใช้มือสัมผัสศีรษะของสัตว์วิเศษเท่านั้นแล้วยกปากกาขึ้นเพื่อจดรายงานการประเมินของเขา

ความเร็วดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ

จบบทที่ MDB ตอนที่ 5 การประเมินสัตว์วิเศษที่ชนบท

คัดลอกลิงก์แล้ว