เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 165 ดื่มด่ำกับวันวาน

WS บทที่ 165 ดื่มด่ำกับวันวาน

WS บทที่ 165 ดื่มด่ำกับวันวาน


“ตอนนี้เหรอ?” พ่อมดสังเกตเห็ว่าเมอร์ลินกำลังหยิบพวกเครื่องแก้วออกมาจากแหวนของเขา ราวกับเขาเมอร์ลินจะปรุงยา

“ใช่ ผมจะทำมันตอนนี้ ผมได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการปรุงยาในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในดินแดนมนต์ดำ ดังนั้นมันอาจจะช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จได้”

เมอร์ลินไม่มีทางเผย ‘ความลับ’ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา นั่นคือการมีอยู่ของเดอะเมทริกซ์ ดังนั้นเขาจึงต้องอ้างว่าได้ทำการศึกษาเรื่องปรุงยาเพื่อเลี่ยงความสงสัยจากพ่อมดฮิลล์

เขาได้เขาการใช้งานเดอะเมทริกซ์อย่างลับ ๆ และเรื่อมเตรียมน้ำยาผงม่วงตามขั้นตอนที่เดอะเมทริกซ์เตรียมไว้ให้

เมอร์ลินจัดการส่วนผสมด้วยความระมัดระวังและทำทีละขั้นตอน ส่วนพ่อมดฮิลล์ได้มองอย่างเงียบๆ ไม่พูดอะไร ดวงตาของชายชราที่จ้องมองมาเต็มไปด้วยซาบซึ้ง

การปรุงยาเป็นเรื่องที่สำคัญมากของนักเวทย์ หากใครได้รับสูตรยามา มันก็จะง่ายขึ้นในการเตรียมยาในอนาคตและหากได้ดูขั้นตอนการปรุงยาการเตรียมยาก็จะยิ่งง่ายขึ้นไปอีก

เมอร์ลินที่ได้ทำการปรุงยาต่อหน้าพ่อมดฮิลล์ซึ่งจริง ๆ เขาต้องการสอนวิธีการปรุงยาให้ชายชรา

ชายชรามองเจตนาของเมอร์ลินออกดังนั้นเขาจึงให้ความสำคัญทุกขั้นตอนที่เมอร์ลินปรุงยา

สำหรับความยากของน้ำยาผงม่งวง มันใกล้เคียงกับน้ำยาห้ามเลือดที่เขาเคยทำก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาปรุงยา ดังนั้นเขาจึงมีความชำนาญมากขึ้นในการทำน้ำยาผงม่วง

อย่างไรก็ตาม พอผ่านไปได้หนึ่งชั่วโมง น้ำยาผงม่วงชุดแรกได้ล้มเหลวเนื่องจากอุณหภูมิผิดพลาด ดังนั้นเขาจึงต้องเริ่มกระวนการใหม่ทั้งหมด

ผ่านไปสองชั่วโมง น้ำยาผงม่วงชุดที่สองก็ประสบความสำเร็จ เขาได้มอบมันให้พ่อมดฮิลล์ทันที

จากนั้นเขาก็ทำน้ำยาขวดที่สาม สี่ ห้า...

เมอร์ลินปรุงต่อไปโดยไม่คำนึงถึงความเหน็ดเหนื่อย เขาปรุงยาจนท้องฟ้าเริ่มมืด เมอร์ลินจึงหยุดปรุงยาในขณะที่เขาได้ใช้ผงหินม่วงไปจนเกือบหมดแล้ว

ในช่วงหลังๆ ที่เขาปรุงยามีอัตราความสำเร็จที่สูงมาก จนทำให้เขาปรุงยาผงม่วงทั้งแปดขวดสำเร็จ

เขาได้มอบมันทั้งหมดให้พ่อมดฮิลล์

“พ่อมดฮิลล์ ผมของตัวกลับก่อน ตอนนี้มันดึกมากแล้ว”

เมอร์ลินลุกขึ้นและกล่าวอำลาชายชรา จากนั้นเขาได้หันหลังและเดินออกจากบ้านไป

เมื่อเขาขึ้นรถม้าไปแล้ว เมอร์ลินได้ดึงม่านออกและเหลือบมองไปที่บ้านพักของชายชราเป็นครั้งสุดท้าย เขาตั้งใจถ่ายทอดวิธีการปรุงยาได้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เขาปรุงยาพลาดและเสียส่วนผสมที่มีค่าไปโดยเปล่าประโยชน์

นี่เป็นวิธีการตอบแทนพ่อมดฮิลล์ที่เขาช่วยเหลือตระกูลวิลสันมาโดยตลอด

หลังจากเขาก็หันไปสั่งคนขับรถม้าอย่างใจเย็น “มุ่งหน้ากลับไปที่ปราสาทวิลสัน”

จากนั้นรถม้าได้เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ

...

เมื่อมาถึงปราสาทวิลสัน เขาได้ลงจากรถม้าและเข้าไปในปราสาท

ระหว่างทางเขาสังเกตเห็นอัศวินมากมายในบริเวณนั้นและยังมองร่างอันคุ้นเตยซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล

“ลุงแพรตต์!!”

ผู้บัญชาการแพรตต์ได้หันกลับมาอย่างกะทันหันและเผยรอยยิ้มแห่งความสุขออกมา เมื่อพบว่าคนที่เรียกเขาคือเมอร์ลิน

เขาเดินไปหาเขากล่าวออกมาอย่างดีใต

“ท่านบารอน ข้าได้รับจดหมายจากภรรยาของข้าแจ้งได้ข้าทราบถึงการกลับของท่านก่อนหน้านี้ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าท่านกลับมาแล้ว”

เมอร์ลินสัมผัสได้ถึงความสุขที่มาจากก้นบึ้งของหัวใจของแพรตต์

หลังจากที่เมอร์ลินได้สังเกตแพรตต์อย่างระมัดระวัง เขาพบว่าพลังกายของเขาสูงขึ้นอย่างผิดปกติ บางทีความแข็งแกร่งของเขาเทียบเท่ากับนักดาบธาตุระดับสามแล้ว

ก่อนหน้านี้แพรตต์เป็นเพียงนักดาบธาตุระดับหนึ่ง สาเหตุที่เขาก้าวหน้าขึ้นแบบนี้ก็น่าจะมีสาเหตุมาจากเลห์แมนได้สอนกระบวนท่าลึกลับให้กับเขา

“ท่านบารอน รีบเข้าไปข้างในก่อน นายท่านกำลังรอท่านอยู่” แพรตต์กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

เมอร์ลินพยักหน้าและเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่

แสงเทียนสีเหลืองอันเรืองรองได้ประดับประดาในห้องโถง ที่นั่นมีแอวริล เชอรีสและชายรางกำยำนั่งอยู่

“ท่านพ่อ ผมกลับมาแล้ว” เมอร์ลินเรียกเลห์แมน

เลห์แมนรีบหันหน้าทันที แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกอะไรแต่เมอร์ลินก็สามารถสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยผ่าแววตาของเขา

หลังจากนั้นไม่นาน เลห์แมนได้กล่าวว่า

“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”

จากนั้นเลห์แมนกับเมอริ์ลนก็เริ่มพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ในดินแดน แม้จะผ่านไปเพียงปีเดียวแต่เมืองคอนซิออนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่นั่นเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากภายหลังจากการเข้ามาบริหารของเลห์แมน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่สถานการณ์ระหว่างเมืองปรากาซกับเมืองเลบิสได้ตึงเครียด ทำให้เมืองคอนซิออนกลับมาซบเซาอีกครั้ง

“จริงสิ เมอร์ลิน ก่อนหน้านี้ที่เคานต์เซลินได้เรียกลุกไปที่ปราสาท เขาเรียกลูกไปเรื่องอะไรแล้วลูกได้พบกับพ่อมดแบร์สรึยัง” ท่าทีของเลห์แมนแข็งกร้างเล็กน้อยเมื่อกล่าวถึงแบร์ส

เมอร์ลินยิ้มบาง ๆ และพูดว่า “ผมได้ฆ่าแบร์สไปแล้ว เขาไม่สามารถสร้างปัญหาให้กับปราสาทวิลสันอีกต่อไป ส่วนเหตุผลที่เคานต์เซลินเรียกผมไปนั้นเกี่ยวกับเรื่องเมืองเลบิส เคานต์เซลินจะปกป้องเมืองปรากาซเอาไว้ ผมเกรงว่าอาจจะมีสงครามใหญ่เกิดขึ้นในอนาคต”

“แบร์สตายแล้วเหรอ ดีมาก เขาสมควรได้รับมัน” มุมปากของเลห์แมนได้กระตุกเมื่อรู้ว่าแบร์สตายแล้ว

จากนั้นเขาได้พูดต่อว่า “เมอร์ลิน เราจะปล่อยให้เมืองปรากาซล่มสลายไม่ได้ หากเกิดสงครามขึ้น ลูกช่วยปกป้องเมืองปรากาซด้วย พวกเราได้หนีจากภัยสงครามมาแล้วครั้งหนึ่ง พ่อหวังว่าพวกเราจะไม่ต้องหนีอีกเป็นครั้งที่สอง”

เลห์แมนกล่าวพร้อมกับกำหมัดแน่น ในขณะที่สีหน้าของเขาฉายแววความเด็ดเดี่ยวออกมา

เมอร์ลินพยักหน้าเห็นด้วย “ตอนนี้ตระกูลวิลสันกำลังไปได้ดีในเมืองปรากาซ ดังนั้นผมไม่มีทางย้ายออกไปอย่างแน่นอน ผมจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อช่วยเคานต์เซลิน”

“ฮ่าฮ่า ถ้าเกิดสงครามขึ้นจริง ๆ อัศวินเกราะเหล็กของพ่อจะได้โอกาสเฉิดฉายออกมา”

ใบหน้าของเลห์แมนเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ขณะที่ถูฝ่ามือเข้าหากันอย่างอย่างกระหาย

“เอาล่ะ ในเมื่อลูกเพิ่งกลับมา ทำไมลูกไม่ใช้เวลาร่วมกับแอวริลและเชอรีสให้มากขึ้นล่ะ”

เลห์แมนกล่าวพลางมองหญิงสาวทั้งสองด้วยรอยยิ้มที่ขี้เล่น ก่อนที่เขาจะหันหลังไปและขึ้นไปชั้นบน

เมอร์ลินตะลึงเล็กน้อย เขาได้หันไปมองเชอรีสและสังเกตเห็นสายตาที่เร่าร้อนของเธอ “นี่ก็ดึกมากแล้ว เราขึ้นไปพักผ่อนด้วยกันเถอะ”

หลังจากนั้นเมอร์ลิน เชอรีสและแอวริล  ทั้งสามก็ขึ้นไปชั้นบนด้วยกัน

...

ในห้องอันกว้างขวาง เสียงหอบหายใจเปล่าออกมาเป็นห้วง ๆ และมีร่างเงาของหญิงสาวขึ้นลงเป็นจังหวะ หลังจากที่ผ่านไปสักพัก หญิงสาวล้มลงไปอย่างเหนื่อยอ่อนและทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบอย่างสมบูรณ์

เมอร์ลินลุกขึ้นเอนตัวพิงกับหัวเตียง รอยยิ้มพึงพอใจผุดบนใบหน้าของเขา ในระหว่างมองใบหน้าที่สวยงามของภรรยาของเขา เขาห่างจากเมืองปรากาซเป็นเวลาหนึ่งปีแล้วและเขารู้สึกยินดีที่ได้กลับมาพบกับพวกเธอ

บางทีเขาอาจจะห่างกันไปนาน เลยทำให้แอวริลแสดงท่าทีเขินอายกับเขาอีกครั้ง

แต่อย่างไรก็ตามลีลาของเชอรีสกับแอวริล ยังเทียบไม่ได้กับเลอแรนก้าที่เร่าร้อนดั่งสัตว์ป่า

เมอร์ลินได้ส่ายหัวสลัดความคิดเหล่านั้นทันที เขาต้องควบคุมความต้องการของตัวเองให้ดี ไม่ให้ถูกล่อใจไปมากเกินไป จริง ๆ แล้วเขาชอบความรู้สึกอันอบอุ่นที่มีให้กับคนรักมากกว่า

อย่างไรก็ตาม เขาก็เถียงไม่ออก เรื่องที่ตัวเองไม่ได้ควบคุมเรื่องบนเตียงได้ดีมากพอเนื่องจากเขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงสามคนในช่วงเวลาสั้น ๆ

ตอนนี้เชอรีสกับแอวริลได้หลับใหลด้วยความเหนื่อยล้าแต่เมอร์ลินยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

เขารู้ว่านี่เป็นผลมากจากกระบวนท่าลึกลับที่ปรับปรุงพลังกายของเขาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเขาจะไม่ได้ฝึกฝนมันในช่วงเวลาที่ผ่านมากแต่พลังกายของเขาก็เทียบเท่านักดาบธาตุระดับสาม

เขามีรูปปั้นสี่อัน เขาได้เริ่มฝึกอันที่สี่มาสักพักแล้ว เมอร์ลินคาดเดาว่า หากเขาฝึกฝมันจนชำนาญพลังกายของเขาจะเทียบเท่านักดาบธาตุระดับสี่

อย่างไรก็ตามกว่ามันจะสำเร็จก็ต้องใช้เวลานาน

ด้วยพลังกายที่เพิ่มมากขึ้นช่วยทำให้การฟื้นฟูของเขาก็ดีขึ้นด้วย ถ้าไม่ใช้ร่างกายที่แข็งแกร่ง เขาไม่สามารถทนพิษของน้ำยากัดกร่อนได้นานนัก

ดังนั้นเมอร์ลินจะต้องใช้เวลามากขึ้นในแต่ละวัน นอกจากเขาจะต้องทำสมาธิและปรุงยา เขายังต้องจัดสรรเวลามาฝึกฝนกระบวนท่าลึกลับด้วย

หลังจากที่เขาได้ฝึกฝนกระบวนท่าของรูปปั้นอันที่สี่ เขาก็ได้นอนลงบนเตียงและหลับตาด้วยความเหนื่อยล้า

จบบทที่ WS บทที่ 165 ดื่มด่ำกับวันวาน

คัดลอกลิงก์แล้ว