เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 160 นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน

WS บทที่ 160 นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน

WS บทที่ 160 นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน


รถม้าแล่นแล่นมาตามถนนกว้างอย่างช้า ๆ

เมอร์ลินที่นั่งอยู่ในรถม้า ดวงตาของเขาปิดสนิท เขากำลังนั่งสมาธิอยู่ครู่หนึ่งละตรวจสอบโครงสร้างเวทมนต์ในจิตใต้สำนึกของเขา

เขาได้เดินทางออกมาจากเมืองเดอตัสมาได้หลายวันแล้ว

ตอนนี้รูปปั้นผู้พิทักษ์ดูเหมือนจะใช้งานได้แล้ว มันยังคงดูดซับพลังเวทย์ตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันคาถาโล่ปฐพีก็ยังดูดซับพลังเวทย์ตามปกติ

แม้ว่าเขาจะสร้างคาถาในระดับที่สูงขึ้นแต่คาถาอันเก่าก็ยังไม่หายไป มันยังสามารถใช้งานได้อย่างปกติ แม้ว่าการสะสมพลังเวทย์จะทำได้ช้ากว่าก็ตาม

ความจุพลังเวทย์ของโล่ปฐพี ยังไม่ถึงจุดสูงสุด เนื่องจากพวกพลังธาตุดินถูกดูดซับไปที่รูปปั้นปฐพีก่อน ถึงโล่ปฐพีจะดูดซับได้ช้าแต่อีกไม่นานก็จะดูดซับได้ถึงความจุของมัน

“อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงเมืองปรากาซ”

เมอร์ลินเปิดม่านออกและถามคนขับรถม้า ชายคนนี้เป็นคนรับใช้ของชาบิลแต่ก่อนที่เมอร์ลินจะออกจากเมือง ชาบิลได้มอบรถม้าและคนขับรถให้กับเขา

คนขับมองดูภูมิประเทศโดยรอบและตอบด้วยความเคารพว่า “อย่างน้อยอีกสามชั่วโมง เราจะถึงเมืองปรากาซแล้วขอรับ”

เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ เขาได้นึกถึงช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา มันเกิดเรื่องมากมายตั้งแต่ที่เข้าร่วมกับดินแดนมนต์ดำ จากพ่อมดมือใหม่ในตอนนั้น จนกลายเป็นนักเวทย์หกธาตุในตอนนี้ และยังประสบความสำเร็จในการสร้างคาถาระดับหนึ่งอันแรก!!

เมื่อไม่มีอะไรทำ เมอริ์ลนจึงหลับตาและทำสมาธิต่อไป

...

ผ่านไป 2ชั่วโมง เมอร์ลินลืมตาขึ้นใด สีหน้าของเขาฉายแววดุร้ายขึ้นมาทันที พลังจิตของเขาขยายออกไปยังป่าจากข้างถนน

*พรึ่บ หวู่ม!!*

ลูกไฟปรากฏขึ้นในอากาศและบินเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็วภายใต้การควบคุมของพลังจิตของเมอร์ลิน

...

“กัปตัน มีรถม้าอยู่ข้างหน้าเรา” ชายสวมชุดเกราะแวววาวรายงานอย่างแผ่วเบาในป่า

กัปตันพยักหน้า “ตามรถม้าเขาไป อย่าให้พวกเขารู้ตัว คำสั่งที่เราได้รับคือเฝ้าติดตามคนทีเข้าและออกจากเมืองอย่างเคร่งครัด ติดตามทุกคนไม่ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นใครก็ตาม”

“รับทราบขอรับ กัปตัน”

ชายคนนั้นกำลังจะหันหลังแต่อยู่ ๆ เขาชักสีหน้าลังเลใจและถามเสียงเบาว่า “กัปตัน เมืองเลบิสของเรากำลังจะทำสงครามกับเมืองปรากาซหรือขอรับ”

สีหน้าของกัปตันเปลี่ยนไป แววตาของเขากลายเป็นดุร้าย เขาตอบด้วยนสียงเย็นชาว่า “นี่ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องรู้ ทำตามหน้าที่ของตัวเองก็พอ จับตาดูพวกมันให้ดี!!”

ชายในชุดเกราะพยักหน้าอย่างรวดเร็วแต่เมื่อเขาหันหลังกลับ  เขาก็ได้พบกลุ่มลูกไฟที่ร้อนแรงได้ปรากฏขึ้นมาแต่ไกล พวกมันกำลังมุ่งหน้ามาทางเขาด้วยความเร็วสูง

สีหน้าของกัปตันเปลี่ยนไปทันที เขารีบตะโกนอย่างร้อนรน “แย่แล้ว รถม้าคันนั้นมีนักเวทย์ ทุกคนรีบหนีเร็วเข้า!!

หลังจากนั้น กัปตันได้ปลดปล่อยออร่าอันเยือกเย็นออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นนักเวทย์ระดับสาม เขาเตรียมที่จะรับมือกับลูกไฟแต่ทันใดนั้นลูกไฟขนาดเท่ากำปั้นได้ระเบิดออกเป็นวงกว้าง

*ตูม*

ลูกไฟหลายสิบลูกระเบิดออกพร้อม ๆ กับ ทำให้นักดาบธาตุที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าถูกไฟคลอกทันที

...

ในรถม้า เมอร์ลินดูสงบมาก ส่วนคนขับรถม้าไม่ได้แสดงท่าทีอะไร เขาได้แต่ขับรถม้าไปอย่างเงียบ ๆ

ย้อนกับไปที่เมืองเดอตัส ชาบิลเจ้านายของเขาได้บอกกับเขาว่า คนที่เขาจะพาไปส่งนั้นเป็นนักเวทย์ที่ทรงพลัง

“ช่วยเร่งความเร็วและกลับไปที่เมืองปรากาซให้เร็วที่สุด”

เมอร์ลินมองไปป่าที่อยู่ข้างรถม้า เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองปรากาซ ทำไมถึงมีนักดาบธาตุจำนวนมากถึงลอบติดตามผู้คนที่เข้าและออกจากเมืองปรากาซแบบนี้

นั่นทำให้เขารู้สึกกังวลกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเมืองปรากาซ

ตลอดทางที่รถม้าแล่นผ่าน เขาสังเกตนักดาบธาตุจำนวนหนึ่งที่แอบซ่อนตัวตลอดเส้นทาง

เมอร์ลินได้ร่ายลูกไฟใส่พวกนักดาบโดยไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว เขาจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาคุกคามครอบครัวของเขาที่อยู่ในเมืองปรากาซเด็ดขาด

“ท่านเมอร์ลิน พวกเรามาถึงเมืองปรากาซแล้วขอรับ”

ทันใดนั้นเสียงของคนขับรถได้ผ่านหูของเมอร์ลิน เขารีบดึงม่านออกอย่างรวดเร็วและพบเมืองปรากาซที่เขาคุ้นเคย

“เกือบหนึ่งปีแล้วสินะ”

ในตอนที่เมอร์ลินจากเมืองนี้ไป เขาตั้งใจจะกลับมาที่นี่หลังจากผ่านไปหนึ่งทศวรรษแต่พอเขาได้เข้าร่วมกับดินแดนมนต์ดำและรู้เกี่ยวกับเส้นตายสามปี เขาก็เปลี่ยนใจและจะกลับมาที่ปรากาซหลังจากสามปี

แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ทำให้เขากลับมาที่เมืองปรากาซหลังจากผ่านไปหนึ่งปี

ในระหว่างที่เขามองตัวเมือง เขาสังเกตเห็นว่าการรักษาความปลอดภัยของเมืองปรากาซมีความเข้มงวดจนเห็นได้ชัด เขาได้เอาพลังจิตตรวจสอบตรงกำแพงเมืองและพบว่ามีนักธนูเต็มอยู่บนผนัง นอกจากนี้มียังมีอัศวินเกราะหนักอยู่ด้านในเช่นเดียวกัน

มันช่างแตกต่างจากเมืองปรากาซอันสงบสุข ในตอนนี้ที่เมอร์ลินจากไปตอนนั้น เขารู้สึกได้ว่ามันจะต้องมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“เข้าไปข้างในกันเถอะ” เมอร์ลินปิดม่านลงและพูดกับคนขับรถม้า เขาต้องรีบกลับปราสาทให้เร็วที่สุด เขาต้องการรู้รายละเอียดมากขึ้น

รถม้าขับเข้ามาถึงประตูเมืองออย่างช้าและถูกปิดกั้นโดยทหารยาม

“ตอนนี้ที่เมืองปรากาซมีการเฝ้าระวังขึ้นสูงสุด หากไม่ได้รับคำสั่งจากท่านเคานต์ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าไปได้!”

คนขับรถม้าทำอะไรไม่ถูก เมอร์ลินจึงได้หยิบแผ่นทองคำออกมาแล้วพูดอย่างไม่พอใจ “ฉันเป็นบารอนที่ได้รับการแต่งตั้งจากท่านเคานต์เซลิน ฉันเข้าไปไม่ได้เหรอ?”

เมื่อทหารยามเห็นชื่อบนแผ่นทองคำ สีหน้าของพวกเขาได้เปลี่ยนทันที พวกเขาตอบด้วยความเคารพว่า “โอ้ ท่านบารอนเมอร์ลินนี่เอง ต้องขออภัยท่านด้วย ตอนนี้เมืองปรากาซมีมาตรการรักษาความปลอดภัยอันเข้มงวดจึงไม่สามารถให้ใครเข้าออกเมืองได้ง่าย ๆ อย่างไรก็ตามหากท่านเคานต์ทราบว่าเป็นท่าน ท่านจะยอมให้ท่านเมอร์ลินเข้าไปทันที เชิญเข้ามาเลยขอรับ ท่านบารอน”

เมอร์ลินดึงม่านออกมาแลพจ้องมองพวกทหารยามอย่างประหลาดใจและถาด้วยสีหน้างุนนงง “คุณรู้จักฉันด้วยเหรอ?”

ทหารยามตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “กระผมเป็นทหารยามในปราสาทของเคานต์เซลิน ผมเคยพบท่านบารอนมาแล้วครั้งหนึ่ง”

“เอ่อ...” เมอร์ลินพยักหน้า ในตอนนั้นมีพวกทหารยามหลายคนในปราสาทของเคานต์เซลิน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางจำพวกเขาได้ทั้งหมด

จากนั้นเมอร์ลินปิดม่านลงและพูดกับคนขับรถม้าว่า “ไปต่อได้เลย”

รถม้าค่อย ๆ ขับเข้าไปในตัวเมือง

หลังจากที่รถม้าขับไปได้ไกลแล้ว ทหารยามอีกคนก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “ท่านเคานต์เซลินสั่งการว่าไม่ให้ใครเข้าออกเมือง แม้ว่าจะเป็นขุนนางก็ตาม ทำไมคุณถึงปล่อยให้เขาเข้ามาข้างในโดยไม่ได้รับอนุญาต”

เห็นได้ชัดว่าการเข้าไปของเมอร์ลินจะเป็นการกระทำโดยพลการของทหารยามคนั้น

อย่างไรก็ตามทหารยามคนนั้นกลับไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเลย เขาได้ยิ้มออกมาเบา ๆ

“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับเขาบ้าง นั่นไม่ใช่บารอนธรรมดา เขาเป็นพ่อมดที่เคยช่วยชีวิตท่านเคานต์เซลินมาก่อน ฉันเชื่อว่าท่านเคานต์เซลินต้องดีใจที่ท่านบารอนเมอร์ลินกลับมาที่เมืองปรากาซอย่างแน่นอน รออยู่ที่นี่นะ ฉันจะไปรายงายเรื่องนี้ให้ท่านเคานต์รับทราบ”

จากนั้นทหารยามคนนั้นมุ่งหน้าไปที่ปราสาทของเคานต์เซลินอย่างรวดเร็ว

...

รถม้าเคลื่อนตัวช้า ๆ บนท้องถนน ผู้คนบนท้องถนนต่างเร่งรีบในการเดินทาง พวกเขามีสีหน้ากังวลอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้นมีพ่อค้าแม่ค้าบางคนมากในตอนนี้

หลังจากนั้นไม่นาน เมืองปรากาซก็ว่างเปล่าไร้ผู้คน มันช่างแตกต่างกับเมืองปรากาซที่เขารู้จักมาก

“เลี้ยวซ้ายและตรงไปเรื่อย ๆ จากนั้นก็ถึงปราสาทของฉันแล้ว”

คนขับรถม้าไม่ทราบถึงตำแหน่งที่แน่นอนของปราสาทวิลสัน เมอร์ลินจึงต้องนำทางให้เขา

ผ่านไปครู่หนึ่ง รถม้าก็หยุดที่หน้าปราสาท

“ท่านเมอร์ลิน พวกเรามาถึงแล้ว!” คนขับรถม้าแจ้งให้เมอร์ลินทราบ

ประตูรถม้าถูกเปิดออก เมอร์ลินกล่าวออกมาด้วนชุดสีดำขนาดใหญ่พร้อมกับหมวกทรงสูง ชุดนี้ดูแปลกตาสำหรับคนทั่วไปแต่มันชุดธรรมดาที่เหล่านักเวทย์ในดินแดนมนต์ดำส่วนใหญ่ใส่กัน

“ในที่สุดก็มาถึงปราสาทวิลสัน” เมอร์ลินเงยหน้าขึ้นและจ้องมองไปยังปราสาทที่อยู่เบื้องหน้าเขา ความรู้สึกไม่สบายใจก่อนหน้านี้ได้จางหายไปแล้ว

ที่ด้านนอกปราสาทมีเด็กน้อย อายุหนึ่งขวบ ทั้งสองคนกำลังหัดเดิน พวกเขาโบกมือเล็กน้อยอย่างร่าเริง

ข้างหลังมีสาวใช้สองสามคนเดินตามหลังสองเด็กน้อยอย่างระมัดระวังโดยกลัวว่าพวกเขาจะหกล้ม

เมื่อเมอร์ลินเห็นเด็กน้อยสองคนนี้ หัวใจของเมอร์ลินก็เต้นแรง เขามองดูเด็ก ๆ ด้วยความรัก เขาพึมพำเบา ๆ “เด็กสองคนนั้นต้องเป็นซีเลียกับโคซิออนแน่นอน”

ด้วยความคิดถึงลูกน้อยของเขา เมอร์ลินรีบเดินไปหาเด็กทั้งสองอย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนสาวใช้จะสังเกตเห็นเมอร์ลิน พวกเธอตกใจและรีบอุ้มเด็ก ๆ และเข้าไปในปราสาททันที ในเวลาเดียวกันเมอร์ลินก็เร่งฝีเท้าเข้าไป

*หวู่ม*

ทันใดนั้นเอง อัศวินหนุ่มได้พุ่งออกมาจากปราสาทและขวางเมอร์ลินเอาไว้ เขาถือดาบขนาดใหญ่ในมือและตะโกนเสียงดังว่า

“หยุดอยู่ตรงนั้น ที่นี่ปราสาทของบารอนเมอร์ลิน ถอยกลับไปซะ!!”

เมอร์ลินตะลึงเล็กน้อยแต่เขาก็ตั้งสติได้ทัน เขาค่อยถอดหมวกทรงสูงบนศีรษะออกและเผยให้เห็นถึงใบหน้าอันอ่อนเยาว์ของเขา

“นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน ยาเกซ” เมอร์ลินจ้องมองอัศวินกล้ามโตตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม

จบบทที่ WS บทที่ 160 นานแล้วนะที่ไม่ได้เจอกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว