เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 154 คนจรจัด

WS บทที่ 154 คนจรจัด

WS บทที่ 154 คนจรจัด


“ตายซะ!!”

จู่ ๆ ดาบใหญ่ได้ปรากฏขึ้นมาบนมือของเมอร์ลิน แม้ว่าพลังเวทย์ของเขาจะหมดไปแล้วแต่เขายังมีร่างกายที่แข็งแกร่งเทียบเท่านักดาบธาตุระดับสามขั้นสูงสุด

ด้วยคุณสมบัติทางร่างกายที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ เมื่อเขาฟันดาบออกไปด้วยกำลังทั้งหมดที่เขา มันทำให้เกิดคมดาบสุญญากาศฟันตรงไปด้านหน้า

ทางด้านพ่อมดวิกซ่าก็คิดแบบเดียวกับเมอร์ลิน เขาได้หยิบหน้าไม้สีดำออกมา เมื่อเขาลั่นไปลูกศรสีดำได้พุ่งหาเมอร์ลินปานสายฟ้า

พ่อมดวิกซ่าเป้นพ่อมดพเนจรดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะมีวิธีเอาตัวรอดมากมาย หน้าไม้อันนี้เป็นไพ่ลับของเขาเอไว้ใช้เอาตัดรอด ตัวเขาไม่ได้มีทุนทรัพย์มากมายดังนั้นเขาไม่สามารถหาอุปกรณ์เวทมนต์มาใช้ป้องกันตัวได้

เมื่อพ่อมดทั้งสองพลังเวทย์หมด พวกเขาจึงไม่มีพลังเวทย์พอที่จะร่ายคาถาป้องกัน พวกเขาสู้ด้วยพลังกายล้วน ๆ

ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นลูกศรหรือคมดาบ พวกมันทั้งคู่ต่างพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง

*หวู่ม*

คมดาบดาบสุญญากาศเฉือนทะลุร่างเนื้อบาดลึกเข้าไปในร่างกายของพ่อมดวิกซ่า มันได้ส่งเขากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามฝืนลุกขึ้นมาแต่สุดท้ายเขาก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสิ้นใจในที่สุด

ทางด้านเมอร์ลิน ลูกศรสีดำกำลังพุ่งมาทางเขา ตอนนี้เขาไม่มีพลังเวทย์พอที่จะร่ายโล่ปฐพีแล้ว เขาจึงร่ายลมพายุเพื่อไปด้านทาง

แต่ทว่าเขาไม่สามารถหลบลูกศรสีดำได้ทัน มันแทงเข้าไปในน่องของเขา เขาเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล้วเขาเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะ

“แย่แล้ว!! มันเป็นลูกศรอาบยาพิษ!”

เมอร์ลินไม่คาคิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้ยาพิษ ต่อให้เขามีร่างกายที่แข็งแกร่งแค่แต่ถ้าเจอยาพิษเขาก็มีโอกาสที่จะตายได้

เขานั่งลงและฉีกผ้าที่ขาของเขาออก ตรงที่เขาถูกลูกศรปักเนื้อรอบ ๆ กำลังเน่าเปื่อยด้วยความเร็วสูง

“นี่มันน้ำยากัดกร่อน”

ทันใดนั้นเขาจำแนกยาพิษได้ทันที มันคือน้ำกัดกร่อน หากมันไหลเข้ากระแสเลือด มันจะเข้าไปกินเนื้ออย่างรวดเร็ว พลังในการทำลายเนื้อเยื่อมันน่ากลัวมาก

เมอร์ลินจึงดึงกริซออกมาจากและคว้านไปที่ชิ้นเนื้อที่กำลังกัดกินโดยไม่ลังเล

*ฉัวะ*

หากเป้นคนธรรมดาคงไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดนี้ได้แต่เขามีพลังจิตที่แข็งแกร่งของนักเวทย์ เขาพยายามใช้พลังจิตกดความเจ็บปวดให้ได้มากที่สุด เท่านั้นก็ทำให้สามารถอดทนต่อการผ่าเนื้อได้

เขาต้องทำอยางรวดเร็วและปราศจากความลังเล

ตอนนี้เขาเขาได้เฉือนเนื้อที่ถูกน้ำยากัดกร่อนไปส่วนใหญ่ไปแล้ว ยังมีบางส่วนหลงเหลืออยู่เล็กน้อย

โดยส่วนที่เหลือนนั้นเขาคงกำจัดไม่หมดในเวลาอันสั้น ดังนั้นเมอร์ลินจึงรีบน้ำยาออกมา นั้นคือน้ำยาห้ามเลือดซึ่งมันสามารถหยุดเลือดที่ไหลได้และเขาก็เอาน้ำยาชะเอมออกมาอีกขวด

น้ำยาชะเอม มันสามารถแก้พิษทั่วไปได้ แม้ว่ามันจะไม่สามารถรักษาพิษกัดกร้อนที่หลงเหลือในร่างกายของเขาได้ทั้งหมดแต่อย่างน้อยเขาก็สามารถซื้อเวลาให้เขาเตรียมยาตัวอื่นเพื่อล้างพิษน้ำยากัดกร่อนออกจากร่างกายของเขาอย่างสมบูรณ์

ตอนนี้อาการของเมอร์ลินค่อนข้างทรงตัวแล้ว แต่เขาจะเสียเลือดมากเกินไป มันเกินจะทำให้เขาหมดสติ เขาเหลือบไปมองที่ศพของพ่อมดวิกซ่าและส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้

“การต่อสู้ครั้งมันอันตรายจริง ๆ ช่องว่างของนักเวทย์ระดับเริ่มต้นกับระดับหนึ่งมันมากเกินไปและหมอกรัตติกาลยังไม่สามารถใช้งานได้อีก มันเกือบจะทำให้ฉันเอาชีวิตไม่รอด...”

หลังจากที่เขาได้พึมพำเบา ๆ จากนั้นเขาค่อย ๆ นอนลงไปที่พื้นด้วยความเหนื่อยล้า

หลังจากที่เขาได้พักผ่อนไปเล็กน้อย พลังของเขากลับมาบางส่วน ร่างกายของเขายังไม่หายดีดังนั้นเขาจึงคลานไปที่ศพของพ่อมดวิกซ่าและถอดแหวนจากนิ้วของเขา

จากนั้นเขาได้ส่วนตรวจของของในแหวนและพบว่าข้างในมีวัสดุปรุงยามากมาย หินธาตุ แม้แรกคาถาระดับหนึ่งก็ยังมีด้วย

ของข้างในนั้นมีมากกว่าที่พ่อมดพเนจรคนหนึ่งจะมีได้ นี่แสดงให้เห็นว่าเขาได้สังหารนักเวทย์มามากขนาดไหน

“สูตรยา? นี่มันสูตรยาเพิ่มพลังจิต”

เมอร์ลินรู้สึกประหลาดใจ เขาได้พบสูตรยาเพิ่มพลังจิตที่หายากในแหวนของพ่อมดวิกซ่า ถึงไม่แปลกเลยที่เขาจะมีพลังจิตที่แข็งแกร่งขนาดนี้

ดูเหมือนว่าพลังจิตของพ่อมดวิกซ่ากับสูตรยาอันนี้จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกัน

มันเป็นสูตรยาที่มีชื่อ น้ำยาบลูเบอร์รี่ ส่วนผลมหลักของมันคือบลูเบอร์รี่ แม้ว่าบลูเบอร์รี่จะมีราคาสูงแต่เมอร์ลินเคยเห็นพวกมันให้หอสมุด หากเขากลับไปที่ดินแดนมนต์ดำได้เมื่อไหร่ เขาจะกลับไปแลกมันที่หอสมุดทันที

หากเทียบกับน้ำยามนตราอสูรแล้ว วัสดุของน้ำยาบลูเบอร์รี่นั้หาง่ายกว่ามากและภายแหวนของพ่อมดวิกซ่าก็มีบลูเบอร์รี่จำนวนหนึ่งซึ่งสามารถทำน้ำยาได้สองสามขวด

หลังจากค้นศพของพ่อมดวิกซ่าทั่วแล้ว เขาได้เสกลูกไฟออกมาและโยนมันลงไปที่ศพวิกซ่าและนีล เปลงเพลิงอันร้อนแรงได้แผดเผาร่างของพวกเขาอย่างรวดเร็ว

เมอร์ก้มมองไปที่ต้นขาของเขา มันสั่นอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะเดินออกจากที่นี่ เขาทำให้เพียงแค่รอจนกว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะหายไปก่อนที่จะออกเดินทาง

ดังนั้นเมอร์ลินจึงนั่งลงพิงต้นไม้ใหญ่และหยิบหินธาตุออกมาและค่อย ๆ เติมพลังเวทย์ลงไปในโครงสร้างเวทมนต์ในจิตใต้สำนึกของเขา

...

บนถนนกว้าง มีรถม้าพร้อมตู้โดยสารประมาณสิบตู้ได้ค่อย ๆ ปรากฏบนขอบถนนอย่างช้า ๆ มีอัศวินชุดเกราะควบม้าอยู่ข้าง ๆ คอยเฝ้ามองบริรอบอย่างระมัดระวัง

“ดูนั่นสิ ใบเมเปิ้ลมันสวยมาก” เด็กสาวอายุประมาณ 15ปี ได้ร้องออกมาอย่างประทับใจ เธอได้เปิดม่านกั้นออก เธอได้เห็นต้นเมเปิ้ลขนานข้างและทอดยาวทั้งสองข้างทาง

เด็กสาวร่างอรชร ผมของเธอมัดเป็นเปียของข้างไว้ด้านหลัง เธอสวมรองเท้าบู๊ตยาวซึ่งเผยให้เห็นเรียวยาวที่งดงามของเธอ

“ข้าไม่คิดว่าต้นเมเปิ้ลจะเปลี่ยนในตอนนที่เรากลับมาที่เมืองเดอตัส เราจะพักผ่อนที่เมืองนั้นในคืนนี้และจะเดินทางไปที่เมืองซันแลนด์ให้เร็วที่สุด”

คนที่พูดนั้นเปนชายวัยกลางคนอายุราว ๆ 40 เขานั่งบนรถม้า เขาพูดพลางเหลือบไปมองป่าเมเปิ้ลสีแดงที่ทอดยาวด้านนอก

“ท่านพ่อ เราออกไปดูใบไม้กันเถอะ”

เมื่อมองไปที่ต้นเมเปิ้ลสีแดงด้านนอก เด็กสาวก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นได้ เธอได้อ้อนชายวัยชายคน

ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะพูดอะไร หญิงสาวอีกคนในรถได้ปรามทันที “ไม่เอ็มม่า ข้างนอกมันอันตรายเกินไป เราเจอพวกโจรมากี่คนแล้ว เราต้องรีบกลับไปที่เมืองซันแลนด์ให้เร็วที่สุด”

“ท่านแม่ เราอยู่ไม่ไกลจากเมืองเดอตัสมากนัก จะมีพวกโจรได้อย่างไร พวกเราลงไปสักหน่อยแล้วค่อยออกเดินทางต่อ” เด็กสาวเม้มปากเน้น ขณะที่เธอขอร้อง

ชายววัยกลางคนพึมพำเบา ๆ และพยักหน้า “เราจะให้เอ็มม่าลงไปดู ป่าเมเปิ้ลที่งดงามแบบนี้ไม่ได้หาดูได้ง่าย ๆ แล้วอีกอย่างที่นี่อยู่ไม่ไกลจากเมืองเดอตัสมากนัก พวกโจรไม่กล้าเข้ามาแน่นอน นอกจากนี้มีอัศวินคุ้มครองอยู่ดังนั้นจึงไม่น่ามีอันตรายมาก”

เมื่อเห็นว่าพ่อของเธอเห็นด้วย เด็กสาวดูตื่นมาก เธอรีบกระโดดลงจากรถม้าทันที

ชายวัยกลางคนมองลงไปที่เด็กสาวที่ร่าเริง จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับผู้หญิงคนนั้นว่า “ลงไปกันเถอะ อย่างน้อย ๆ ก็ลงไปสูดอากาศบ้าง”

หลังจากนั้นขบวนรถม้าได้หยุดลง ชายวัยกลางคนกับผู้หญิงลงจากรถม้า พวกอัศวินได้ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาทำการเฝ้าระวังอย่างตึงเครียด เมื่อพวกเขาอยู่ใกล้กับเมืองเดอตัสทำให้ พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น

ต้นเมเปิ้ลสีแดงที่ทอดยาวราวกับท้องทะเลสีแดง ทิวทัศน์เบื้องหน้าทำให้พวกเขารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจ

หลังจากผ่านไปไม่นาน อยู่ ๆ อัศวินได้เข้ามาและพูดด้วยเสียงต่ำว่า “ท่านชาบิล เราพบคนจรจัดในชายป่าเมเปิ้ล”

“คนจรจัด?” ชายคนนั้นมองไปทางอัศวินและเห็นว่าใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ไกลออกไปมีคนจรจัดสวมเสื้อผ้าสกปรก ผมเผ้ายุ่งหยิงและสวมฮู้ดปิดบังใบหน้าไว้

“เมืองเดอตัสอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ทำไมถึงมีคนจรจัดมานอนตรงนี้?” ชายวัยกลางคนได้ตื่นตัว เขารู้สึกว่าไม่ควรอยู่ที่นี่ต่อไป เขาหันไปหาเด็กสาสและพูดว่า “เอ็มม่า ลูกเห็นมาพอแล้ว รีบไปที่นี่กันเถอะ” เขามองไปที่คนจรจัดคนั้น เขารีบขึ้นไปที่รถม้าและเตรียมตัวเดินทางออกไป

แต่มันใดนั้นเอง ได้มีคนกลุ่มหนึ่งที่ควบม้าเข้ามาอย่างดุร้ายออกมาจากส่วนลึกของป่าเมเปิ้ล มันทีที่พวกเขาปรากฏตัว พวกเขาได้ล้อมรอบขบวนรถม้าอย่างรวดเร็ว

“แย่แล้ง พวกโจรมันล้อมพวกเราไว้แล้ว”

สีหน้าของพวกอัศวินเปลี่ยนทันที จากนั้นหัวหน้าอัศวินได้สั่งการให้พวกอัศวินเริ่มต่อสู้ อย่างไรก็ตามพวกโจรดูดูร้ายกว่าปกติและมีจำนวนมาก ราว ๆ สามถึงสี่ร้อย พวกอัศวินไม่มีทางรับมือได้ทั้งหมด

อัศวินหลายนายถูกสังหารอย่างรวดเร็ว ชายสามคนที่ดูเหมือนจะเป้นหัวหน้าปรากฏตัวออกมา หนึ่งในนั้นยิ้มอย่างเยือกเย็น

“หลังจากออกปล้นมาหลายวันมีแต่ขบวนเล็ก ๆ ไม่คิดว่าจะเจอของดีเอาวันนี้ ฆ่าผู้ชายให้หมดและจับผู้หญิงมาและขนของมาให้หมด” หัวหน้าโจรสั่งการอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นพวกโจรก็กรูเข้าไปอย่างตื่นเต้นและสังหารคนธรรมดาที่ไม่มีอาวุธ

เอ็มม่าและหญิงสาวตัวสั่น ขณะซอนตัวอยู่หลังชายวันกลางคน ทางด้านชายวันกลางคนแสดงสีหน้าที่สิ้นหวังออกมา

“หัวหน้ายังมีคนจรจัดนอนอยู่ตรงป่าเมเปิ้ลด้วย” จู่ ๆ โจรคนหนึ่งพูดกับหัวหน้าโจร

“คนจรจัดเหรอ? ฆ่ามันซะ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องเข้ามารายงานฉัน คิดเองไม่เป็นรึงไง!”

หัวหน้ามองไปที่คนจรจัดที่นอนพิงต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปด้วยสายตาที่ไม่พอใจ

จากนั้นพวกโจรสองสามคนได้หันหลังและตรงไปที่ป่าเมเปิ้ล

จบบทที่ WS บทที่ 154 คนจรจัด

คัดลอกลิงก์แล้ว