เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

WS บทที่ 17 แหวน

WS บทที่ 17 แหวน

WS บทที่ 17 แหวน


เมอร์ลินตรงไปที่โต๊ะเขียนหนังสือที่นั่นมีแหวนวางอยู่ตรงมุมโต๊ะ ก่อนหน้านี้เขาได้วางทิ้งไว้อย่างไม่สนใจเพราะคิดว่ามันเป็นแหวนธรรมดา ๆ

เมอร์ลินได้หยิบขึ้นมาและปัดฝุ่นออกเบาๆ

ตัวแหวนยังคงเป็นสีดำเหมือนหมึก เขารู้สึกได้ถึงออร่าเย็นและมืดมนออกมาจากมัน แม้ว่าเมอร์ลินจะไม่รู้อะไรแต่คิดว่าแหวนวงนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

เมอร์ลินจำได้ว่าสภาพของชายชราอีธานตอนที่มอบแหวนให้เขานั้น ใบหน้าเขาค่อนข้างซีดและดูเหนื่อยล้า เมอร์ลินเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปทำอะไรมา

“หรืออาจารย์อีธานจะรู้ล่วงหน้าว่า เขาจะตกอยู่ในอันตรายงั้นหรือ?”

ยิ่งคิดเมอร์ลินก็ยิ่งสงสัย มันคงไม่มีทางที่ชายชราอีธานจะไม่มอบแหวนวงนี้ให้เขาโดยไม่มีเหตุผลแน่นอน

เมอร์ลินมองไปที่รูปแกะสลักสัตว์ประหลาดดุร้ายและน่าสะพรึงกลัวที่อยู่บนแหวน เขาใช้นิ้วลูบทุกส่วนของแหวนเบา ๆ แต่เขาไม่เจออะไรเลย

เขาเลยเพ่งมองตัวแหวนอย่างละเอียด เขาตรวจสอบแหวนทุก ๆ นิ้วอย่างระมัดระวัง เขาต้องการดูว่ามีข้อความที่ถูกเขียนอยู่บนแหวนหรือไม่

หลังจากที่เขาเพ่งสายตาไปที่แหวน จู่ ๆ เขาก็รู้สึกมึนงงและรอบตัวได้มืดลงในพริบตา

เขามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตระหนก แม้ตอนนี้เขาจะอยู่ในความมืดแต่เขาก็ยัง ‘มองเห็น’ ทุกสิ่งรอบตัวได้อย่างชัดเจน

นี่เป็นพื้นที่กว้างประมาณสิบตารางเมตร รอบ ๆ นั้นว่างเปล่า มีเพียงหนังสือปกสีดำลอยอยู่ใจกลางของพื้นที่นี้

“พื้นที่มิติงั้นเหรอ?”

ความสงสัยส่องประกายในแววตาของเมอร์ลิน จากนั้นเขาก็ตั้งสติได้ ทุกอย่างก็กลับเหมือนเดิม เขาหันไปมองรอบ ๆ และพบว่าเขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ถือแหวนในมือของเขา ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตาของเขา

“ไม่ เมื่อกี้มันไม่ใช่ภาพลวงตา”

จากนั้นเมอร์ลินได้เพ่งมองแหวนอีกครั้ง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็กลับมาอยู่ในห้วงมิติมืดๆ เหมือนก่อนหน้านี้

“ดูเหมือนว่าแหวนวงนี้จะมีมิติเก็บของด้วย”

เมอร์ลินคาดเดาว่าที่ชายชราอีธานได้มอบแหวนให้กับเขา เพื่อจะทิ้งของบางอย่างไว้ให้เขา เขาอยากจะรู้ของที่ว่านั้นมันคืออะไร

เขามองตรงไปที่หนังสือปกดำ นี่คงเป็นของที่ชายชราอีธานมอบไว้ให้เขา

เมอร์ลินลองพยายามเพ่งจิตเพื่อเอาหนังสือออกมา จู่ ๆ หนังสือได้หายไปและปรากฏออกมาด้านนอก เขาไม่คิดว่าวิธีนี้จะสามารถนำของอออกมาได้

จากนั้นเขาได้ออกจากช่องว่างมิติและพบว่าหนังสือปกสีดำได้อยู้บนโต๊ะเขียนหนังสือแล้ว

หนังสือปกสีดำนี้หนามาก มีหลายส่วนแบ่งอยู่ข้างในและถูกมัดด้วยด้ายสีดำ

เมอร์ลินเปิดไปดูเนื้อหาข้างใน เขาเห็นภาพแปลกๆ ที่วาดขึ้นมา พวกมัน ดูเหมือนมันจะเป็นรูปแบบจำลองทางคณิตศาสตร์บางอย่าง มันดูคล้ายกับของในโลกในชีวิตก่อนของเขา

มีคำอธิบายอยู่ใต้ภาพ พวกมันเขียนด้วยภาษามอลต้าและลายมือนั้นคุ้นเคยมาก มันเป็นลายมือของชายชราอีธาน

“ภาษามอลต้า?”

เมอร์ลินขมวดคิ้ว แม้เขาจะศึกษาภาษามอลต้ามาอย่างพอสมควรแต่เขารู้สึกว่าแต่คำในหนังสือนี้มันอ่านยากเกินไป

เขาอ่านออกเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นอย่างเช่น "ลูกไฟ" "รูปแบบ" และ "เวทย์มนต์" อย่างไรก็ตามเขาก็ยังไม่เข้าใจเนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือยู่ดี

แม้เขาจะไม่สามารถอ่านได้ทั้งหมดแต่เขาก็พอจะปะติดปะต่อได้ เขาเดาว่ามันน่าจะเป็นคู่มือของอีธานหรือไม่ก็เป็นบันทึกประจำวันของเขา บางทีนี่อาจจะบันทึกการฝึกเวทมนต์ของเขา

‘เดี๋ยวนะ หรือว่านี่จะเป็นตำราเวทมนต์!!!’

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของเมอร์ลินก็เต้นรัว นับตั้งแต่เขาได้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของชายชราอีธานและชายผิวขาวเขาก็ไม่สามารถลืมพลังอันยิ่งใหญ่พวกนั้นได้

ยิ่งไปกว่านั้น มันได้เปิดประตูบานใหม่ให้กับเมอร์ลิน เขาจะได้กลายเป็นผู้ใช้เวทมนต์

หลังจากนั้นเขาก็ได้เปิดอ่านมันอย่างตื่นเต้นแต่พอเขาอ่านไปเรื่อย ๆ ความพลุ่นพล่านของเขาก็ค่อย ๆ ลดลงและในที่สุดเขาก็ปิดหนังสือ มีหลายคำในภาษามอลต้าที่เขายังอ่านไม่ออก แม้เขาจะจำคำได้สองร้อยกว่าคำแต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้แม้แต่ประโยคเดียว

ดังนั้นเขาจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษมอลต้าให้เชี่ยวชาญซะก่อน อย่างน้อย ๆ ต้องเรียนมากกว่าพันคำ ถึงเขาจะสามารถเรียนการใช้เวทมนต์ในระดับต่ำได้

“ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!”

มีเสียงเคาะประตูที่จู่ดังขึ้นมาทำให้เมอร์ลินตกใจ เขารีบซ่อนตำราเวทย์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะเปิดประตูออกมา

“คุณชายเมอร์ลินครับ ตอนนี้มีอัศวินสองสามคนจากกองกำลังป้องกันเมืองมาที่ปราสาทของเราพวกเขาแจ้งว่ามีบางอย่างที่จะสอบถามคุณชายนะครับ”

พ่อบ้านยืนอยู่ข้างนอกประตู ใบหน้าของเขามีความกังวลอย่างมาก

“อัศวินจากกองกำลังป้องกันเมืองมาที่นี่งั้นหรือ?”

หัวใจของเมอร์ลินตกตะลึง หลังจากที่เขากลับมาที่ปราสาทเขารู้สึกกังวลเรื่องที่เกี่ยวกับชายชราอีธานอาจจะกลายเป็นประเด็นใหญ่และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับชายชราอีธานอาจจะต้องเดือดร้อน

แต่เขาไม่ได้คาดคิดว่าปัญหาจะมาถึงเร็วขนาดนี้

“เข้าใจแล้ว งั้นช่วยพาฉันไปพบพวกเขาที”

เมอร์ลินลงไปชั้นล่างและมาถึงห้องโถง

ในห้องโถงมีชายคนหนึ่งสวมชุดเกราะสีเงินนั่งอยู่บนเก้าอี้ ข้าง ๆ เขามีอัศวินสามคนสวมเครื่องแบบทหารป้องกันเมือง

เมอร์ลินมองผ่านอัศวินทั้งสามจากกองกำลังป้องกันเมืองและเหลือบไปมองชายในชุดเกราะสีเงิน นั่นทำให้เมอร์ลินมั่นใจว่าที่พวกเขามาที่นี่ก็เพราะเรื่องเกี่ยวกับชายชราอีธาน

“คุณคือเมอร์ลิน วิลสันรึเปล่า?”

ชายในชุดเกราะสีเงินถามอย่างเย็นชา

“ใช้แล้ว ฉันชื่อเมอร์ลิน วิลสัน พวกคุณที่นี่มีธุระอะไร”

เมอร์ลินยังคงใบหน้านิ่ง ๆ และตอบคำถามอย่างใจเย็น

“พวกเราคือนักรบศักดิ์สิทธิ์จากโบสถ์ในเมืองหลวง ทางเรามีเรื่องบางอย่างที่จะซักถามคุณ โปรดมากับเราด้วย”

อัศวินทั้งสามจากกองกำลังป้องกันเมืองได้เร่งฝีเท้าและเดินมาที่ด้านหลังของเมอร์ลินพร้อมกับจ้องมองเขาอย่างดุเดือด

เมอร์ลินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้ว่าพลังของโบสถ์เทพแห่งแสงนั้นยิ่งใหญ่ จนสามารถควบคุมทหารของเมืองได้ จึงทำให้เขาไม่ทางเลือกและยอมตามพวกเขาไป

“ก็ได้ ฉันจะไปกับพวกคุณ”

เมอร์ลินจัดเสื้อผ้าของเขาสักครู่ ก่อนที่จะติดตามชายเกราะสีเงินออกจากปราสาท

พ่อบ้านรีบวิ่งไปใกล้เมอร์ลินถัดและพูดกับเขาว่า “คุณชายเมอร์ลินเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นรึเปล่าครับ? ให้ผมนำเรื่องไปเรียนท่านบารอนให้รีบกลับมาไหมครับ”

เมอร์ลินเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลวิลสันและเป็นผู้สึบทอดตำแหน่งบารอนด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อบ้านจะกังวลมากเกี่ยวกับสถานการณ์เช่นนี้

เมอร์ลินส่ายหัว “ไม่จำเป็นต้องเดือดร้อนท่านพ่อเลย ทุกอย่างจะโอเค ฉันสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง จริงสิ อย่าบอกเรื่องนี้ให้เมซี่ส์รู้นะ ฉันกลัวว่าเธอจะหุนหันพลันแล่นและทำอะไรที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง”

หลังจากเมอร์ลินขึ้นไปนั่งในรถม้าที่เป็นของกองกำลังป้องกันเมืองและออกจากปราสาทอย่างช้าๆ

ในรถม้ามีเพียงอัศวินจากกองกำลังป้องกันเมืองและนักรบศักดิ์สิทธิ์กำลังเฝ้าดูเมอร์ลิน ส่วนอัศวินอีกสองคนทำหน้าขี่ม้าและดูแลรถม้า

เนื่องจากเมอร์ลินเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลวิลสัน เขามีตำแหน่งที่สูงมาก ดังนั้นนักรบศักดิ์สิทธิ์จึงนำตัวเขามาแบบพิเศษ มิเช่นนั้นคงไม่มีทางที่จะเอาเมอร์ลินออกจากปราสาทวิลสันได้โดยอาศัยอัศวินกองกำลังป้องกันเมืองเหล่านี้

“คุณชายเมอร์ลิน คุณไม่ต้องประหม่าไป เราจะพาคุณไปเพื่อการซักถามบางอย่างเท่านั้น หลังจากที่เรายืนยันว่าท่านไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนนอกรีตที่ชั่วร้าย เราจะส่งคุณกลับปราสาท”

อัศวินแห่งกองกำลังป้องกันเมืองได้กล่าวขึ้นมา เขากลัวครอบครัววิลสันมากเนื่องจากเลห์แมน วิลสันได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันเมือง การมาคุมตัวลูกชายของเขาแบบนี้เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่คิดจะทำเลยสักนิด เขาไม่กล้าจิตนาการเลยว่า หากบารอนวิลสันรู้เรื่องนี้ พวกเขาจะเป็นยังไง

แม้ว่าอัศวินแห่งกองกำลังป้องกันเมืองและต้องเชื่อฟังคำสั่งจากทางโบสถ์ จึงต้องพาเมอร์ลินไปสอบสวนแต่พวกเขาก็ไม่กล้าที่จะปฏิบัติต่อเขาอย่างรุนแรง

เมอร์ลินพยักหน้าเล็กน้อยและไม่สนใจอัศวินแห่งกองกำลังป้องกันเมืองอีกต่อไป เขาจับตาดูนักรบศักดิ์สิทธิ์อยู่ในรถม้าแทน

นักรบศักดิ์สิทธิ์คนนี้ดูอายุไม่มากนัก เขาน่าจะมีอายุไม่เกินสามสิบปี แต่การแสดงออกของเขานั้นช่างเย็นชามาก หลังจากที่เขาเข้ามาให้รถม้า เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจในตัวเมอร์ลินเลย

เมอร์ลินอยากรู้ข่าวคราวจากปากของผู้พิทักษ์ดาบดังนั้นเขาเริ่มพูดออกมา “พอดีฉันมีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นนักดาบธาตุเดินทางไปหาประสบการณ์ในเมืองหลวง เมื่อหลายวันก่อนและเขาได้กลายเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์ ฉันได้ยินมาว่าเขาได้รับพรจากบิชอปของเมืองหลวง ไม่ทราบว่าคุณรู้จักเขาหรือไม่?”

“คุณกำลังพูดถึงคอว์ธันใช่มั้ย”

นักรบศักดิ์สิทธิ์ก็เบิกตากว้างและพูดด้วยความประหลาดใจ

เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเร่งรีบและพูดว่า “ถูกต้อง”

หลังจากที่นักรบศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินคำตอบ ท่าทีของเขาก็ดูอบอุ่นขึ้น  เขาพูดว่า “มันเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ หลังจากที่คอว์ธันได้รับพรจากท่านบิชอป พวกเราก็ถูกส่งมาที่เมืองนี้ ที่คอว์ธันไม่ได้มาด้วยเนื่องจากเขาเพิ่งจะรับการแต่งเป็นนักรบศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงไม่ได้รับอนุญาตให้มาด้วย”

ดูเหมือนการเอ่ยชื่อคอว์ธันมันจะทำให้บรรยากาศในรถม้าค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อเมอร์ลินเห็นเช่นนั้น เขาจึงยิงคำถามที่เขาสงสัยมานาน “คนนอกรีตนั้นชั่วร้ายและทรงพลังมาก คนทั่วไปไม่มีทางต่อสู้กับพวกนอกรีตได้เลย อย่างไรก็พวกคุณกลับสามารถสังหารเขาได้ ทำให้ฉันอยากรู้ว่าท่านเจสันเป็นใครเหรอ”

หลังจากเมอร์ลินถามคำถามไป ทำให้บรรยากาศในรถม้าได้เงียบชั่วขณะ ทางด้านอัศวินจากกองกำลังป้องกันเมืองก็หันไปมองนักรบศักดิ์สิทธิ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องนี้เช่นกัน

นักรบศักดิ์สิทธิ์มองเห็นความคาดหวังของเมอร์ลินและอัศวินของกองกำลังป้องกันเมือง นั่นทำให้เขารู้สึกพอใจขึ้นมา เขาเผยรอยยิ้มที่มุมปากของเขาก่อนที่เขาจะพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ “พวกคุณถามได้ถูกคนแล้ว คนอื่นอาจไม่รู้จักตัวตนของท่านเจสันแต่ฉันรู้ ท่านเจสันเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนระดับสูง ตำแหน่งของเขาสูงกว่าพวกเราซะอีก เขาเป็นเจ้าหน้าที่ที่ขึ้นตรงต่อสำนักงานใหญ่ แม้แต่บาทหลวงก็ไม่มีอำนาจในการควบคุมสมาชิกของทีมสอบสวน หน้าที่ของทีมนี้มีไว้เพื่อจัดการกับคนนอกรีตที่ชั่วร้าย พวกเขาเป็นคนลึกลับมากจึงไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร แต่อย่างไรก็ตามก็มีข่าวลือว่าสมาชิกของทีมสืบสวนคือคนที่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากที่สุดซึ่งพวกเขาได้รับพลังอันยิ่งใหญ่จากพระเจ้า!”

หลังจากที่เขาพูดจบความอิจฉาแสดงให้เห็นชัดบนใบหน้าของนักรบศักดิ์สิทธิ์

จบบทที่ WS บทที่ 17 แหวน

คัดลอกลิงก์แล้ว