- หน้าแรก
- ช่วยด้วยขอรับ จักรพรรดินีจะจับข้าทำเมีย
- บทที่ 95 ถ้าแต่งชายไปเที่ยวหอคนางโลม... นอกจากไม่ต้องจ่ายแล้ว เผลอๆ ได้เงินกลับมาด้วยซ้ำ
บทที่ 95 ถ้าแต่งชายไปเที่ยวหอคนางโลม... นอกจากไม่ต้องจ่ายแล้ว เผลอๆ ได้เงินกลับมาด้วยซ้ำ
บทที่ 95 ถ้าแต่งชายไปเที่ยวหอคนางโลม... นอกจากไม่ต้องจ่ายแล้ว เผลอๆ ได้เงินกลับมาด้วยซ้ำ
ทางด้านของจักรพรรดินีเซี่ยเฟิงเสียงเองก็วุ่นวายไม่แพ้กัน
เหล่าขุนนางอาวุโสที่เกษียณราชการไปแล้วไม่ยุ่งเกี่ยวกับราชกิจ แต่อาศัยบารมีเก่าและความเป็นห่วงหลานๆ ที่รู้ข่าวว่าซูฉางอันอยู่ในวังต่างก็พากันแห่มาขอเข้าเฝ้า หวังจะให้นางช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชัก
แน่นอนว่า...
จักรพรรดินีอยากจะเขียนคำว่า ‘ไสหัวไป’ ตัวโตๆ แปะหน้าคนพวกนั้นใจจะขาด
แต่ทุกครั้งที่คิดจะทำ นางก็ต้องระงับสติอารมณ์ แล้วโบ้ยให้ไปคุยกับท่านราชครูซูเอง
แม้จะอดทนอดกลั้น แต่ความโกรธก็พุ่งถึงขีดสุด
นางไม่เคยระบายอารมณ์ใส่ซูฉางอัน แต่กลับจดจำรายชื่อคนพวกนั้นไว้ในใจอย่างแม่นยำว่าใครเป็นใคร หลานคนไหนรับราชการอยู่ หรือคนไหนกำลังจะเข้าสอบคัดเลือกขุนนาง
เมื่อเล่าเรื่องนี้ให้ซูฉางอันฟัง... แม้จะแค่เกริ่นๆ
แต่ซูฉางอันก็พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
สถานะ ‘สตรี’ ของเขามาถึงจุดนี้... ไม่รู้จะหาคำไหนมาอธิบายแล้วจริงๆ
คิดไปคิดมาก็ได้แต่ปลงในใจว่าเป็นผู้ชายก็ลำบาก เพราะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิง ยิ่งพอแต่งหญิงแล้วสวยวัวตายควายล้มแบบนี้... ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่
เฮ้อ... ชีวิตหนอชีวิต!
นอกจากนี้...
หลายคนเริ่มเชื่อมโยงบทกวีกับร้านเครื่องประทินโฉมเข้าด้วยกัน เพราะชื่อร้าน ‘แต้มริมฝีปากแดง’ นั้นโดดเด่นสะดุดตาเหลือเกิน
ซูลี่เหิงเขียนมาเล่าในจดหมายว่าลูกค้าที่จองสินค้าไว้หลายคน พากันมาถามไถ่ว่าร้านนี้เกี่ยวข้องกับซูฉางอันหรือไม่
ซูลี่เหิงบอกว่าเพราะซูฉางอันไม่ได้สั่งไว้ว่าจะให้บอกความจริงเรื่องเจ้าของร้านหรือไม่
เขาเลยตอบไปสั้นๆ ว่า ‘ทายสิ’
ซูฉางอันคิดว่าการรักษาความลึกลับไว้บ้างก็น่าสนุกดี จึงบอกให้ซูลี่เหิงทำต่อไป
ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี
และแน่นอน...
ช่วงสามวันนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเกิดขึ้น
นั่นคือเยี่ยนหรูอวี้ได้ไปประลองฝีมือกับนักมวยขั้นแปดชื่อเย่อู่ตามคำสั่งของเยี่ยนอวิ๋นเซียว
ทั้งสองสู้กันแบบรู้ผลแพ้ชนะโดยไม่เอาชีวิต
เยี่ยนหรูอวี้กลับมาพร้อมบาดแผลภายนอกเล็กน้อย ไม่น่าเป็นห่วง
ส่วนเย่อู่... แขนหักไปข้างหนึ่ง
ถือว่าเยี่ยนหรูอวี้ชนะ
แต่เยี่ยนหรูอวี้ไม่ได้พูดว่าตัวเองชนะ นางบอกแค่ว่าถ้าต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง นางชนะได้แน่ แต่คงเจ็บหนัก
เพราะตอนสู้กับเย่อู่ นางไม่ได้ชักดาบ
และเย่อู่เองก็ไม่ได้ใช้วิชาหมัดสังหาร
เรียกว่า ‘ประลองแลกเปลี่ยนวิชา’ จะเหมาะกว่า
เยี่ยนอวิ๋นเซียวพอใจในตัวลูกสาวมาก เพราะก่อนไปนางยังเปรยๆ กับซูฉางอันว่า ‘หรูอวี้อาจจะไม่ชนะก็ได้’
แต่พอชนะกลับมา นางก็ฉลองด้วยการดื่มสุราไปหลายไห
ด้วยความดีใจ เยี่ยนอวิ๋นเซียวจึงเล่าให้ฟังว่าการประลองครั้งนี้คงจะแพร่สะพัดไปทั่ววงการยุทธภพในไม่ช้า
เพราะนี่ไม่ใช่แค่การประลองธรรมดา แต่เป็นการแย่งชิงตำแหน่ง ‘ยอดเขา’ ของคนรุ่นใหม่
จอมยุทธ์เปรียบเสมือนขุนเขา การจะตั้งตระหง่านเหนือขุนเขาลูกอื่นได้ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง
เยี่ยนหรูอวี้เป็นขุนเขาที่สูงตระหง่าน แต่ก็ยังมีคนอื่นที่สูงไม่แพ้กัน
เย่อู่คือหนึ่งในนั้น
เมื่อผ่านศึกนี้ไป ไม่ว่าเย่อู่จะได้รับผลกระทบทางใจหรือไม่ แต่เยี่ยนหรูอวี้ได้ก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว
เย่อู่กลายเป็นผู้แพ้
เยี่ยนอวิ๋นเซียวจึงมีความสุขมาก
แต่ก็แอบถอนหายใจ บอกว่าถ้าเยี่ยนหรูอวี้จะเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป หนทางข้างหน้าคงไม่ง่าย
ได้ยินแบบนี้...
ซูฉางอันยิ่งตระหนักถึงความเก่งกาจของเยี่ยนหรูอวี้มากขึ้น
ดูเหมือนว่านางจะเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของรุ่นเลยทีเดียว
ซูฉางอันถามถึงเหลียนเฉียวที่เยี่ยนหรูอวี้เคยพูดถึง
เยี่ยนอวิ๋นเซียวส่ายหน้า ‘แค่เจ้าเต่าล้านปีที่สร้างปัญหาให้ตัวเอง ถ้าตาสว่างเมื่อไหร่ ก็อาจจะไปชิงตำแหน่งยอดเขาได้ แต่ถ้าไม่ตื่นก็คงจมปลักอยู่แค่นั้น’
ฟังแล้ว...
ซูฉางอันรู้สึกว่าเยี่ยนอวิ๋นเซียวชอบพูดจาปรัชญาแบบนี้ เหมือนที่บอกให้เขา ‘รู้แจ้ง’ นั่นแหละ
แต่เยี่ยนอวิ๋นเซียวเหมือนจะรู้ทันความคิด จึงเสริมว่า ‘เทียบกับเจ้าไม่ได้หรอก สถานะของเจ้ามันพิเศษเกินกว่าคนทั้งใต้หล้าจะเทียบได้ อีกอย่างเจ้าหนูนั่นไม่ได้ฝึกกระบี่สายตรงของหอเทียนจือ แต่ไปฝึกวิชาอื่นที่คล้ายๆ กับหลักการของพวกบัณฑิต ข้าก็อธิบายไม่ถูก ส่วนเจ้า... ฝึกดาบไปเรื่อยๆ เถิด ถ้าถึงสิบขั้นเมื่อไหร่ ค่อยไปแย่งชิงยอดเขากับเขาบ้าง’
แต่พูดถึงตรงนี้ นางก็ถามซูฉางอัน ‘แต่เจ้าจำเป็นต้องไปแย่งชิงด้วยหรือ? แค่เจ้าเอ่ยปาก ไม่ต้องสนยอดเขาบ้าบออะไรหรอก เดี๋ยวข้าพาพวกทหารกองทัพหมอกแดงไปถล่มสำนักพวกมันให้ราบ ดูซิว่าจะมีใครกล้าโผล่หัวมาอีกหรือไม่’
ได้ยินแบบนั้น ซูฉางอันรีบยกจอกสุราคารวะ... ท่านน้าเยี่ยนนี่สมเป็นน้าจริงๆ โหดได้ใจ!
แต่ซูฉางอันไม่ได้สนใจเรื่องยอดเขายอดดอยอะไรนั่นหรอก
เขาฝึกยุทธ์เพื่อปกป้องจักรพรรดินีเท่านั้น
เรื่องในยุทธภพ เขาแค่อยากฟังนิทานสนุกๆ
นอกจากนี้...
ซูฉางอันยังถามเรื่องที่เคล็ดวิชา ‘อี่เวยถิง’ ของเขาไม่ก้าวหน้า
เยี่ยนอวิ๋นเซียวตอบสั้นๆ ว่า ‘ไม่รู้’
แต่ก็ปลอบใจว่า ‘ไม่ก้าวหน้าก็ดีแล้ว เพราะกลัวจะเร็วเกินไป ฝึกไปเรื่อยๆ นั่นแหละ ถ้าฝึกไม่ได้จริงๆ เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนมาฝึกวิชาของข้าก็ได้ ข้าให้เจ้าฝึกเล่นๆ แก้เบื่อเฉยๆ ถ้าใครขัดตาก็บอกหรูอวี้ ถ้าหรูอวี้จัดการไม่ได้ ข้าจัดการเอง ถ้าข้าไม่ไหว ก็ยังมีกองทัพอีกเป็นโขยง’
ซูฉางอันพยักหน้า แม้คำพูดของน้าเยี่ยนจะขวานผ่าซาก แต่ก็แฝงไปด้วยเหตุผล
อาการบาดเจ็บของเยี่ยนหรูอวี้หายเร็วมาก เพราะมีเมาเมาคอยดูแล
ไม่กระทบต่อแผนการไปบ้านเมาเมาในวันนี้เลย
ซูฉางอันบอกจักรพรรดินีเรื่องนี้ไว้แล้ว
นางอนุญาต แต่กำชับหนักแน่นว่า ‘เรื่องขอแต่งงาน เรื่องคนอื่น หรือเรื่องที่ทำให้พวกซุนเซี่ยหลงใหลนิยายจนโงหัวไม่ขึ้น ข้าไม่ถือสาหรอก เพราะเจ้าเก่งจริงๆ แต่ถ้าเจ้ากล้าแวะไปแถวตรอกนางโลมละก็... หึหึ...’
ซูฉางอันมองจักรพรรดินีที่ทำแก้มป่อง แล้วฉวยโอกาสหอมแก้มไปหนึ่งที พร้อมประกาศกร้าว ‘ให้ตายก็ไม่ไปเด็ดขาด’
จักรพรรดินีถูกขโมยจูบก็ถลึงตาใส่ แล้วเดินหนีไป
แต่ก็ไม่วายเดินกลับมาหยิกซูฉางอันแก้แค้น แล้วแอบหอมแก้มเขาคืนเบาๆ
ก่อนจะวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
...
เรื่องไปบ้านเมาเมา...
ซูฉางอันคิดว่าไปกันแค่สามคนก็น่าจะพอ
เรื่องความปลอดภัยคงไม่น่าห่วง
แต่...
ก่อนออกเดินทาง เมาเมาขอให้ซูฉางอันและเยี่ยนหรูอวี้แต่งกายเป็นชาย
ซูฉางอันซาบซึ้งใจจนอยากจะกอดคอเมาเมา แต่สุดท้ายก็รับชุดผู้ชายที่เมาเมาหามาให้ แล้วกลับไปเปลี่ยนในห้อง
เมื่อมองดูชุดผู้ชายในมือ...
ซูฉางอันอยากจะร้องไห้ด้วยความปลาบปลื้ม ในที่สุดก็ได้กลับมาแต่งตัวเป็นผู้ชายอย่างภาคภูมิเสียที!
แต่...
ทันทีที่ซูฉางอันในชุดผู้ชายเดินออกมาอย่างมั่นใจ
ทุกคนในลานเรือนถึงกับอ้าปากค้าง ตะลึงงัน!
ไม่ใช่แค่พวกซุนเซี่ย แม้แต่โจวเชียนหงและทหารกองทัพหมอกแดงยังหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นแรง
จากนั้น...
เมาเมาก็รีบผลักซูฉางอันกลับเข้าห้องทันที แล้วบังคับให้เปลี่ยนกลับเป็นชุดผู้หญิง
ซูฉางอันงงเป็นไก่ตาแตก
แต่เมาเมายื่นคำขาด ถ้าไม่เปลี่ยนก็ไม่ต้องไป!
ซูฉางอันเซ็งเป็ด
สุดท้ายเยี่ยนหรูอวี้ก็ช่วยยืนยันอีกแรงว่าเปลี่ยนกลับเถิด
ซูฉางอันจึงจำใจต้องกลับไปใส่ชุดผู้หญิง
แต่พอออกมา... สายตาของพวกซุนเซี่ยที่มองเขาก็เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
แม้แต่โจวเชียนหงยังเข้ามาถามด้วยความเคารพ “คุณหนูเคยได้ยินประโยคที่ว่า ‘บุรุษงามสง่าดั่งหยก หาได้ยากยิ่งในใต้หล้า’ หรือไม่เจ้าคะ?”
ซูฉางอันพยักหน้า แก้คำให้ “ประโยคเดิมคือ ‘วิญญูชนหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า บุรุษงามสง่าดั่งหยก’”
โจวเชียนหงกล่าวเสียงจริงจัง “วันหน้า... คุณหนูอย่าแต่งชายอีกเลยนะเจ้าคะ”
ซูฉางอันยิ่งเซ็งหนักกว่าเดิม ก็ข้าเป็นผู้ชายอยู่แล้วนี่!
...
บ่ายวันนั้น ทั้งสามออกเดินทางไปบ้านเมาเมา
เยี่ยนหรูอวี้ทำหน้าที่คนขับรถม้า
เมาเมาและซูฉางอันนั่งข้างใน
ในรถม้า เมาเมากำชับซูฉางอันอีกครั้งว่าห้ามเปิดเผยฐานะจริง ให้บอกว่าเป็นนางกำนัลเล็กๆ เหมือนกัน
เรื่องนี้เมาเมาเคยบอกแล้ว
แต่ครั้งนี้ นางอธิบายเหตุผล “ถ้าพวกเขารู้ว่าข้า ‘ได้ดี’ แถมยังรับใช้คุณหนูฉางอันผู้โด่งดัง พวกเขาจะไถเงินข้าจนหมดตัวแน่ๆ ดังนั้นต้องปิดให้มิด!”
ซูฉางอันเข้าใจทันที นี่คงเป็นวิถีของครอบครัวนี้ ถึงจะรู้ว่าจะโดนไถ แต่เมาเมาก็ยังขนของกลับไปให้ทุกครั้ง
เขาพยักหน้า “ได้ ข้าจะบอกว่าเป็นนางกำนัลห้องเครื่อง”
เมาเมาถอนหายใจ “เข้าไปเดี๋ยวเขาก็เดาออกอยู่ดี แต่ก็ยืนยันไปตามนั้นแหละ”
ซูฉางอันพยักหน้า มองเมาเมาที่กอดห่อผ้าใส่เงินแน่น “พอหรือไม่? ถ้าไม่พอข้าให้ยืมเพิ่มได้นะ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”
เมาเมาส่ายหน้า “พอแล้ว”
ซูฉางอันไม่พูดอะไรต่อ
บ้านเมาเมาอยู่เขตอันผิง ไม่ไกลจากถนนจูเชวี่ย ห่างไปไม่กี่บล็อก
เมืองลั่วอันมีร้อยแปดสิบเขต แค่ไม่กี่บล็อกถือว่าใกล้มาก
แต่เขตอันผิงอยู่ติดกับย่านสถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง
นี่คือเหตุผลที่จักรพรรดินีกำชับนักหนา
แม้จะเข้าไปไม่ได้ แต่ขอชะโงกดูหน่อยก็ยังดี
ตอนรถม้าแล่นผ่าน ซูฉางอันแง้มม่านดูอย่างตื่นเต้น
เสียดายที่เป็นช่วงบ่าย ร้านรวงยังไม่เปิดคึกคัก เห็นแค่นางโลมแต่งตัวฉูดฉาดเดินไปมาไม่กี่คน
บางคนที่เพิ่งตื่นนอนเปิดหน้าต่างชั้นสองลงมามอง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ส่งสายตาเย้ายวนให้ผู้ชายข้างล่าง
แค่เห็นแวบเดียว ซูฉางอันก็ทึ่ง
สมกับเป็นมืออาชีพ! แค่สายตาเดียวก็ทำเอาใจสั่น!
แต่ซูฉางอันก็พยายามมองหาอย่างอื่นด้วย
เพราะได้ยินว่าในย่านนี้ไม่ได้มีแค่หอนางโลมหญิง แต่ยังมีหอนายโลมชายด้วย!
ตอนได้ยินครั้งแรกก็ตกใจ แต่พอนึกได้ว่าโลกนี้เปิดกว้างเรื่องเพศก็เลยหายสงสัย
แค่อยากรู้ว่า... คนที่ทำงานในนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร
เมาเมาเห็นซูฉางอันมองตาแป๋วก็เอ่ยขึ้น “ถ้าเจ้าแต่งชายแบบเมื่อกี้เข้าไปเดินเล่น เผลอๆ ไม่ต้องเสียเงิน แถมยังได้เงินติดมือกลับมาด้วยซ้ำ”
ซูฉางอันหันขวับ มองเมาเมาด้วยความสงสัย
เมาเมาถามต่อ “แต่เจ้ากล้าเข้าไปหรือ?”
ซูฉางอันขมวดคิ้ว “ช่วยแก้ประโยคใหม่เป็น ‘แต่เจ้าไม่เข้าไปใช่หรือไม่?’ จะดีกว่า”
เมาเมาไม่สนใจ หันไปมองถนน พอรถม้าผ่านย่านสถานเริงรมย์เข้าสู่เขตอันผิง สีหน้านางก็กลับมาเศร้าหมองอีกครั้ง
ซูฉางอันเห็นดังนั้นก็เงียบเสียงลง
เยี่ยนหรูอวี้ขับรถม้าลัดเลาะไปตามตรอกซอยตามการนำทางของเมาเมา จนมาหยุดหน้าบ้านหลังเล็กๆ
ย่านเขตอันผิงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านทั่วไป บ้านเรือนจึงดูธรรมดา
เมื่อลงจากรถ เมาเมาอุ้มห่อเงินเดินไปเคาะประตู
ซูฉางอันและเยี่ยนหรูอวี้ถือของอื่นๆ ตามลงไป
ทันใดนั้น เสียงตวาดดังลั่นมาจากในบ้าน “ใครวะ! มาเคาะประตูตอนบ่ายแสกๆ คนจะหลับจะนอน!”
ซูฉางอันรู้สึกว่ามันย้อนแย้งชอบกล แต่ก็นึกได้ว่าพวกนางเป็นนางรำ ทำงานกลางคืน กลางวันนอน ก็คงปกติ
ประตูเปิดผัวะ!
หญิงร่างท้วมคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น กวาดตามองซูฉางอันด้วยความแปลกใจ แล้วหันไปจ้องเมาเมา “บอกให้ไสหัวไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
เมาเมาจิ๊ปาก ไม่สนใจนาง
เสียงเนือยๆ ดังมาจากชั้นสอง “แม่เล้า... ใครมาน่ะ?”
หญิงร่างท้วมตอบ “นังเมาเมามา”
สิ้นเสียง...
ปัง! ปัง! ปัง!
หน้าต่างชั้นสองเปิดพรึ่บพรั่บแทบจะพร้อมกัน ผู้หญิงนับสิบคนโผล่หัวออกมาดู
“เมาเมาหรือ? มาส่งพวกเราหรือ?”
“นังเด็กบ้า! รู้อยู่แล้วว่าต้องทนคิดถึงพวกเราไม่ได้ แต่มาเพื่ออะไร ของก็เก็บหมดแล้ว พรุ่งนี้เช้าก็จะไปแล้ว”
“เอาอะไรมาด้วยเนี่ย ของขวัญอำลาหรือ? จะทำซึ้งให้ร้องไห้รึ!”
“พาแขกมาด้วยหรือ?”
“นังตัวแสบ! ถ้าวันนี้เจ้าไม่มา พี่คงร้องไห้ตายแน่ๆ”
...
เสียงเจี๊ยวจ๊าวดังระงมไปทั่ว
เมาเมากลอกตา หันไปบอกแม่เล้า “มาส่งพวกพี่ๆ แล้วก็เอาของมาให้”
แม่เล้าขมวดคิ้ว ขวางประตูไว้ “ดัดจริต! ไปทำงานในวังแล้วติดนิสัยผู้ดีมารึ?”
แล้วมองห่อผ้าในอ้อมกอดเมาเมา “เอาอะไรมา?”
เมาเมาตอบ “เงิน”
แม่เล้าหรี่ตา “เท่าไหร่?”
“หนึ่งพันสามร้อยตำลึง”
แม่เล้าตาโต หรี่ตามองซูฉางอันและเยี่ยนหรูอวี้อย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วหันไปตะโกนลั่น “มัวทำอะไรกันอยู่บนนั้น! ลงมาทำกับข้าว! เทพเจ้าแห่งโชคลาภมาโปรดแล้ว!”
เสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นมาจากชั้นสอง
เมาเมากลอกตาอีกรอบ เดินแทรกตัวเข้าไปในบ้าน
ซูฉางอันถอนหายใจ... ครอบครัวนี้... เรียลเกิ๊น!
ขณะที่ซูฉางอันและเยี่ยนหรูอวี้กำลังจะเดินตามเข้าไป แม่เล้าก็ทักซูฉางอัน “เสี่ยวอันจื่อหรือ?”
ซูฉางอันอึ้ง
เมาเมานึกขึ้นได้ว่าลืมบอกชื่อปลอม หันกลับมาบอก “ใช่ๆ นางชื่อเสี่ยวอันจื่อ เพื่อนข้าในวังที่เคยเล่าให้ฟัง”
ซูฉางอันมองเมาเมา... เยี่ยม ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่า ‘เสี่ยวเมาจื่อ’ บ้าง!
แม่เล้าจ้องซูฉางอัน “สวยกว่าหลิวไป๋ซืออีกนะเนี่ย”
ซูฉางอันยิ้มแห้งๆ คารวะ “สวัสดีพี่สาว ข้าเป็นเพื่อนเมาเมา”
เยี่ยนหรูอวี้ลังเลนิดหน่อย แต่ก็เลียนแบบ “สวัสดีพี่สาว”
ได้ยินคำว่า ‘พี่สาว’ แม่เล้ายิ้มแก้มปริ “ปากหวานจริงจริ๊ง! ไม่ได้ยินคำนี้มาตั้งกี่ปีแล้วเนี่ย เป็นเพื่อนเมาเมาคงลำบากแย่สินะ? มาๆๆ เข้ามาข้างใน เหตุใดต้องยืนตากแดด... เอารถม้าเข้ามาด้วย แถวนี้ขโมยชุม ประเดี๋ยวรถหาย”
พูดจบก็ลากแขนซูฉางอันรับของไปถือเอง ยิ่งมองยิ่งถูกชะตา
แต่ก็หรี่ตามองซูฉางอัน... รู้สึกทะแม่งๆ
แต่ช่างเถิด คำว่า ‘พี่สาว’ มันชูใจเหลือเกิน!
เมาเมามองซูฉางอัน กลอกตาแล้วเดินขึ้นบ้านไป
แม่เล้าแนะนำตัวว่าแซ่จาง ให้เรียกว่า ‘แม่จาง’
แต่ซูฉางอันยืนกรานจะเรียกว่า ‘พี่จาง’
ทำเอาแม่เล้าหัวเราะร่า ชอบใจสุดๆ
นางจับมือซูฉางอัน ถามไถ่ว่าเมาเมาสร้างความเดือดร้อนอะไรให้บ้าง ถ้าทำตัวไม่ดีให้บอก จะตีให้ตาย!
ซูฉางอันพยักหน้า ฟ้องว่าเมาเมานิสัยไม่ดี ชอบแขวะ ชอบทำร้ายจิตใจ
แม่จางฟังแล้วของขึ้น เตรียมจะไปจัดการเมาเมา
ซูฉางอันต้องรีบห้าม แล้วฟ้องต่อ
จนเมาเมาทนไม่ไหว ถลึงตาใส่ แล้วหนีขึ้นชั้นสองไปเลย
จากนั้น...
เหล่าพี่สาวนางรำก็กรูลงมาจากชั้นสอง รุมล้อมซูฉางอันและเยี่ยนหรูอวี้
โดยเฉพาะซูฉางอันที่สวยสะดุดตา โดนซักไซ้ไล่เลียงไม่หยุด
“งามถึงเพียงนี้เหตุใดเป็นแค่นางกำนัลล่ะ?”
“เจ้านายไม่ถูกใจหรือ?”
“อายุเท่าไหร่แล้ว? มีคนรักหรือยัง?”
“สวยนะ แต่อกแบนไปหน่อย เสียดายของ...”
คำถามแต่ละอย่าง... ทำเอาไปไม่เป็น
แม้จะไม่ใช่หญิงงามเมือง แต่ก็คลุกคลีในวงการบันเทิงเริงรมย์ คำพูดคำจาจึงเปิดเผยและถึงลูกถึงคนกว่ากุลสตรีทั่วไป
เยี่ยนหรูอวี้เองก็ไม่รอด...
ด้วยบุคลิกห้าวหาญและดาบคู่กาย ทำให้นางกลายเป็นเป้าสนใจไม่แพ้กัน
ยิ่งทำตัวไม่ถูก ยิ่งโดนแกล้ง
ซูฉางอันโล่งอกที่มีเยี่ยนหรูอวี้มาช่วยรับหน้า... แต่พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นเมาเมายืนยิ้มเยาะอยู่ที่ระเบียงชั้นสอง
ชัดเลย...
การแก้แค้นของเมาเมา!
สุดท้ายแม่จางตะโกนไล่ให้ไปทำกับข้าว
เหล่าสาวงามถึงได้แยกย้ายกันไป ปล่อยให้ยอดฝีมือขั้นแปดอย่างเยี่ยนหรูอวี้ได้หายใจหายคอซะที
.................................................................