เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 ยัยหมอนหนุนหัวแซ่หลี่!

บทที่ 80 ยัยหมอนหนุนหัวแซ่หลี่!

บทที่ 80 ยัยหมอนหนุนหัวแซ่หลี่!


หลี่ซิงเยวี่ยนั่งลง พยายามจัดระเบียบร่างกายให้นั่งหลังตรงสง่าผ่าเผยเหมือนบัณฑิตผู้ทรงภูมิ

ซูฉางอันไม่ได้สนใจท่าทางของนางมากนัก เพราะตอนที่เขาเดินไปนั่งที่เก้าอี้อีกฝั่งหนึ่ง แล้วมองไปที่หลี่ซิงเยวี่ย...

เขารู้สึกแปลกๆ!

แม้จะมีแค่โต๊ะสองตัววางคั่นกลาง แต่กลับรู้สึกเหมือนนางนั่งอยู่ไกลคนละโยชน์

ซูฉางอันขมวดคิ้ว ก้มมองโต๊ะสองตัวที่วางต่อกัน รู้สึกว่าตัวเองเสียมารยาทไปหน่อย

เขาจึงลุกขึ้น แล้วดันโต๊ะทั้งสองตัวแยกออกจากกัน ก่อนนำไปวางไว้ข้างๆ

จากนั้นก็นั่งลงที่เดิม

เมื่อไม่มีโต๊ะขวางกั้น ทั้งสองก็นั่งเผชิญหน้ากัน แม้จะยังมีระยะห่าง แต่บรรยากาศกลับดูผ่อนคลายและเป็นกันเองมากขึ้น

ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อนหน้านี้หายวับไปกับตา

และระยะห่างนี้... ซูฉางอันคำนวณแล้วว่าปลอดภัย ต่อให้ยัยขี้หึงอยากจะหาเรื่องก็หาเรื่องไม่ได้

หลี่ซิงเยวี่ยมองการกระทำของซูฉางอันด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร

แต่พอไม่มีโต๊ะเกะกะสายตา ได้เห็นหน้าซูฉางอันชัดๆ นางเกือบจะหลุดปากพูดว่า ‘แบบนี้ค่อยสบายตาหน่อย’

โชคดีที่นึกขึ้นได้ว่าวันนี้ตั้งใจมาในมาดใหม่ ต้องสำรวมกิริยา ไม่ใช่คนปากเปราะพูดจาโผงผางเหมือนเมื่อก่อน จึงรีบหุบปากฉับ

แต่เมื่อมองหน้าซูฉางอัน นางก็นึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ จึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง “ข้าได้ยินท่านพ่อกับจ้าวซินเล่าว่า คุณหนูฉางอันก็ป่วยอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ? ทั้งที่ร่างกายไม่แข็งแรง แต่ช่วงที่ผ่านมากลับต้องฝืนทนทำเพื่อคนอื่น ทั้งกตัญญูและมีเมตตา...”

พูดถึงตรงนี้ สีหน้าของหลี่ซิงเยวี่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “แถมยังเป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของข้า ทำให้ท่านต้องลำบากเดินทางไปช่วยชีวิตข้าถึงที่บ้าน... คนป่วยควรจะได้พักผ่อนแท้ๆ พอรู้ข่าว ข้าก็รีบขออนุญาตเข้าวังมาเยี่ยมทันที อาการท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

ท้ายประโยค แววตาของนางฉายความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด

ซูฉางอันได้ยินชื่อ ‘จ้าวซิน’ ก็แปลกใจ สงสัยว่าเจ้าเด็กแสบนั่นไปรู้จักมักจี่กับหลี่ซิงเยวี่ยตอนไหน

แต่พอฟังประโยคต่อมา ซูฉางอันก็ถอนหายใจ

แม้จะรู้เรื่องข่าวลือของตัวเองดี แต่พอได้ยินทีไรก็อดนึกถึง ‘หลินไต้อวี้’ ไม่ได้ทุกที

แต่ก็นะ... อธิบายความจริงไม่ได้

ซูฉางอันจึงตอบ “คุณหนูซิงเยวี่ยคิดมากไปแล้ว โรคของข้าเป็นโรคเก่า ไม่ได้ร้ายแรงอะไร ข่าวลือข้างนอกก็พูดเกินจริงไปหน่อย... จริงๆ แล้วท่านต่างหากที่ควรพักผ่อน เรื่องขอบคุณอะไรนี่ไม่จำเป็นต้องลำบากมาถึงที่นี่ก็ได้”

หลี่ซิงเยวี่ยยังคงรู้สึกผิด ส่ายหน้า “ข้าไม่เป็นอะไร... แค่กๆ อาการข้าดีขึ้นมากแล้ว พ้นขีดอันตรายแล้วเจ้าค่ะ แต่พอคิดถึงอาการป่วยของคุณหนูฉางอัน ข้าก็อดห่วงไม่ได้ รู้สึกว่าเป็นเพราะข้า อาการของท่านถึงทรุดลง ข้ารู้สึกผิดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เลยอ้อนวอนท่านพ่อ ให้ท่านพ่อไปทูลขออนุญาตจากฝ่าบาท ให้ข้าได้เข้าวังมาขอบคุณท่านด้วยตัวเอง”

พูดจบ หลี่ซิงเยวี่ยก็ยืดอกเล็กน้อย แววตาฉายความภาคภูมิใจเหมือนเด็กที่ทำความดีแล้วรอรับคำชม

แต่ซูฉางอันฟังประโยคเมื่อกี้ โดยเฉพาะสำนวนจีนสี่คำที่นางพยายามยัดเยียดเข้ามาในประโยค ฟังดูแปร่งๆ ชอบกล

หลี่ซิงเยวี่ยเห็นสีหน้าสงสัยของซูฉางอันก็หน้าเสีย รีบลุกขึ้นยืน

เดิมทีตั้งใจจะย่อกายคารวะแบบสตรีผู้เรียบร้อย แต่คงลืมตัวว่าวันนี้ต้องรักษาท่าทางแบบบัณฑิต เลยเปลี่ยนท่าเป็นประสานมือคารวะแบบบัณฑิตแทน “ซิงเยวี่ยขอบพระคุณคุณหนูฉางอันสำหรับบุญคุณที่ช่วยชีวิตเจ้าค่ะ”

ซูฉางอันรีบคารวะตอบ

แต่หลี่ซิงเยวี่ยยังไม่หยุดแค่นั้น นางพูดต่อ “ตอนมา ข้าตั้งใจว่าพอเจอหน้าท่านจะรีบคารวะขอบคุณทันที แต่พอเข้ามาเห็นท่าน... ท่านช่าง... เอ่อ... ‘หัวแมลงสาบคิ้วหนอนไหม’ แล้วก็... ตำหนักหลิงฉี่ช่าง... ‘ลำธารท้อทางคดเคี้ยว’... เอ่อ... เหมือนจะมีคำว่าลำธารด้วยใช่หรือไม่นะ... อ้อ... ขอโทษเจ้าค่ะ ข้า... ข้าลืมคำศัพท์ไปแล้ว ขอคุณหนูฉางอันอย่าถือสา”

พูดจบ หลี่ซิงเยวี่ยก็หน้าแดงด้วยความอับอาย ในใจด่าตัวเองยับเยิน เหตุใดถึงลืมคำพวกนั้นไปได้นะ! อุตส่าห์ท่องมาตั้งหลายรอบ!

ซูฉางอันชะงัก เดาว่านางคงอยากจะพูดคำว่าหัวจักจั่นคิ้วผีเสื้อ กับทางเดินใต้ต้นท้อและต้นหลิวอันคดเคี้ยว

เขามองดูหลี่ซิงเยวี่ย...

ตอนแรกนึกว่าจะเปลี่ยนนิสัยแล้ว แต่ที่ไหนได้... ยังคงเป็น ‘ยัยหมอนหนุนหัวแซ่หลี่’ ผู้ตรงไปตรงมาและโผงผางคนเดิมที่เจอในงานชุมนุมบทกวี

เพียงแต่...

ซูฉางอันรู้สึกว่านางต่างไปจากวันนั้นนิดหน่อยหรือเปล่า?

กำลังพยายามทำตัวเป็นผู้มีความรู้หรือ?

คิดได้ดังนั้น ซูฉางอันก็อดขำไม่ได้

หลี่ซิงเยวี่ยเห็นซูฉางอันยิ้มขำก็ยิ่งอาย กัดริมฝีปาก คิดว่าซูฉางอันกำลังหัวเราะเยาะนาง

ก่อนมา นางตั้งปณิธานแน่วแน่ว่า วันนี้ต้องเป็นคุณหนูผู้เพียบพร้อม กิริยามารยาทต้องงดงาม วาจาต้องไพเราะอ่อนหวาน ห้ามทำตัวห้าวเป้งเหมือนเมื่อก่อนเด็ดขาด

แถมต้องแทรกสำนวนจีนคำคมบาดลึกเข้าไปในบทสนทนาด้วย!

ถึงขนาดลงทุนใส่ชุดสีเรียบๆ ดูเป็นผู้ดีมีสกุล

แม้ความรู้ในสมองจะมีน้อยนิด แต่ภาพลักษณ์ภายนอกก็ต้องสร้างให้ดูดีไว้ก่อน

เพราะตอนนี้นางจะทำตัวเย็นชาหยิ่งยโสเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะต่อหน้าซูฉางอัน

ในสายตาของหลี่ซิงเยวี่ย ซูฉางอันคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิต

ตั้งแต่งานชุมนุมบทกวีครั้งแรกที่เจอกัน นางก็ประทับใจในความงามของซูฉางอันที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องสำอางใดๆ

และยิ่งได้ยินวีรกรรมของซูฉางอันจากปาก ‘เด็กนรก’ ซูจ้าวซิน นางก็ยิ่งรู้สึกว่าซูฉางอันแปลกประหลาด ไม่เหมือนคุณหนูทั่วไป

แต่พอได้พูดคุยกันจริงๆ ถึงได้รู้ว่า... ซูฉางอันเป็นคนเปิดเผยจริงใจ ไม่เสแสร้งและน่าเข้าหา

แม้พอกลับบ้านไป นางจะนึกเสียใจที่เผลอหลุดมาดนางพญาเย็นชาต่อหน้าซูฉางอันและซูหลินหาน

แต่พอลองคิดดู... นางก็อิจฉาซูฉางอันจับใจ

เหตุใดคนคนนี้ถึงได้เพียบพร้อมถึงเพียงนี้ ทั้งหน้าตาดี มีความสามารถ แถมยังใช้ชีวิตได้อย่างอิสรเสรี ไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ แต่กลับเป็นที่รักของผู้คน

สวรรค์ช่างลำเอียงจริงๆ สร้างคนแบบนี้ขึ้นมาได้อย่างไร ดีกว่านางเอกในนิยายตั้งเยอะ!

ตัดภาพมาที่ตัวเอง...

หลี่ซิงเยวี่ยเศร้าใจ นางอยากเป็นเหมือนซูฉางอัน อยากสวยแบบธรรมชาติ อยากใช้ชีวิตอิสระแบบนั้นบ้าง

แต่... ทำไม่ได้

เพราะนางมีอาเป็นไทเฮา มีพ่อเป็นอัครมหาเสนาบดี นางเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลหลี่ ไม่มีพี่น้องให้พึ่งพา

เวลาออกจากบ้าน นางคือหน้าตาของตระกูลหลี่

ต่อให้ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องไทเฮาแล้ว แต่ก็ต้องรักษาเกียรติของพ่อและตระกูล

นางจึงจำใจต้องสวมหน้ากากคุณหนูผู้สูงศักดิ์

การโดนวางยาพิษ ทำให้นางรู้ว่านางแพ้เครื่องสำอาง พอลองไม่แต่งหน้า แล้วส่องกระจกดู... เอ้อ... ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่นี่นา

มีกระเหมือนหมู่ดาวบนหน้าด้วย สวยจะตาย!

แต่จะให้ทำตัวเย็นชาปิดกั้นตัวเองเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้ว โดยเฉพาะต่อหน้าซูฉางอัน

ดังนั้น วันนี้เลยตั้งใจจะมาในมาดใหม่... คุณหนูผู้อ่อนหวาน เรียบร้อยและมีความรู้

แม้จะรู้ว่าเป็นการเสแสร้ง แต่ก็ดีกว่าทำตัวกระโดกกระเดก ไร้มารยาทจนอาจทำให้ผู้มีพระคุณไม่พอใจ

แต่พอนึกถึงเมื่อกี้ที่ตัวเองพูดจาวกวน แถมยังลืมสำนวนที่ท่องมาจนขึ้นใจ...

หลี่ซิงเยวี่ยก็ยิ่งโกรธตัวเอง

เมื่อเงยหน้ามองซูฉางอันก็ไม่รู้จะพูดอะไร ได้แต่กัดริมฝีปาก มือขยำชายเสื้อแน่น พยายามคิดหาคำพูดดีๆ ที่จะไม่เสียมารยาท

แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งตัน ยิ่งคิดก็ยิ่งเสียใจที่ตัวเองไม่ตั้งใจเรียน

สมแล้วที่โดนคนเขาเรียกว่ายัยหมอนหนุนหัว สวยแต่รูปจูบไม่หอม

ในขณะที่บรรยากาศกำลังอึมครึม...

ซุนเซี่ยและนางกำนัลคนอื่นๆ ก็ยกน้ำชาและขนมเข้ามา

ขนมไม่ใช่ฝีมือซูฉางอัน แต่เป็นซุนเซี่ยที่ลองทำตามสูตรของซูฉางอัน เป็นขนมเปี๊ยะที่ดัดแปลงเล็กน้อย

เนื่องจากไม่มีโต๊ะยาว ขนมและน้ำชาจึงถูกวางไว้บนโต๊ะเล็กข้างเก้าอี้

หลี่ซิงเยวี่ยที่กำลังทำตัวไม่ถูก เห็นน้ำชามาเสิร์ฟก็รีบคว้าถ้วยชาขึ้นมาดื่ม หวังจะแก้เก้อ

แต่...

ริมฝีปากเพิ่งจะแตะถ้วยชา

ความร้อนจี๋ของน้ำชาก็ทำให้นางสะดุ้ง มือไม้สั่นจนทำถ้วยชาหลุดมือ

เพล้ง!

ถ้วยชาตกแตกกระจาย

หลี่ซิงเยวี่ยมองเศษกระเบื้องบนพื้น แล้วเงยหน้ามองซูฉางอันด้วยความตื่นตระหนก

ซูฉางอันไม่ได้สนใจถ้วยชาที่แตก แต่ถามด้วยความเป็นห่วง “น้ำร้อนลวกมือหรือไม่?”

หลี่ซิงเยวี่ยส่ายหน้า แต่ในใจ... อยากจะแทรกแผ่นดินหนี

ไหนว่าจะมาเป็นกุลสตรีผู้เรียบร้อยไง!

เหตุใดซุ่มซ่ามแบบนี้!

ซูฉางอันเห็นมือของนางไม่เป็นอะไรก็โล่งอก

นั่นมันน้ำร้อนเดือดๆ เลยนะ ถ้าลวกมือคุณหนูตระกูลหลี่ขึ้นมา มีหวังเขาโดนข้อหาดูแลแขกไม่ดีแน่

ซุนเซี่ยรีบนำไม้กวาดและที่ตักผงเข้ามา

ซูฉางอันเตือน “ระวังหน่อยนะ อย่าให้บาดมือ”

ซุนเซี่ยพยักหน้า

จากนั้นซูฉางอันหันไปมองหลี่ซิงเยวี่ย เห็นนางหน้าซีดเผือดด้วยความรู้สึกผิด จึงยิ้มปลอบ “เมื่อเช้าข้าก็ทำถ้วยชาแตกไปใบหนึ่งเหมือนกัน เรื่องเล็กน้อยน่า ไม่เป็นอะไรหรอก ขอแค่คนไม่เจ็บตัวก็พอแล้ว”

...................................................................

จบบทที่ บทที่ 80 ยัยหมอนหนุนหัวแซ่หลี่!

คัดลอกลิงก์แล้ว